Nongyao

Nongyao

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นคืนนี้ (6 พ.ย.) โดยได้ปัจจัยหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ และราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งจากรายงานข่าวที่ว่า กษัตริย์ซาอุดิอาระเบียประกาศกวาดล้างการทุจริตครั้งใหญ่ในประเทศ

สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. พุ่งขึ้น 12.4 ดอลลาร์ หรือ 0.98% ปิดที่ระดับ 1281.60 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 40.1 เซนต์ หรือ 2.38% ปิดที่ 17.235 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนม.ค. พุ่งขึ้น 13.10 ดอลลาร์ หรือ 1.42% ปิดที่ 935.00 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 3.60 ดอลลาร์ หรือ 0.4% ปิดที่ 995.10 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาทองคำปิดตลาดปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งสุดในรอบ 6 สัปดาห์เมื่อคืนนี้ โดยได้รับปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้น หลังจากมีรายงานว่า กษัตริย์ซัลมาน บิน อับดุลาซิส อัล ซาอุด แห่งซาอุดิอาระเบีย ได้ประกาศกวาดล้างการทุจริตครั้งใหญ่ ซึ่งนำไปสู่การจับกุมตัวมกุฎราชกุมารอัลวาลีด บิน ทาลาล และเจ้าชายคนอื่นๆ รวมทั้งรัฐมนตรี มหาเศรษฐี และอดีตเจ้าหน้าที่อีกหลายคน

รายงานระบุว่า มกุฎราชกุมารอัลลาวีด เป็นพระนัดดาของกษัตริย์ซัลมาน และเป็นเจ้าของบริษัท Kingdom Holding ซึ่งเป็นบริษัทเพื่อการลงทุน นอกจากนี้ ยังเป็นนักลงทุนในบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างทวิตเตอร์ และซิตี้กรุ๊ป โดยมกุฎราชกุมารอัลลาวีดได้ถูกตั้งข้อหาฟอกเงิน ติดสินบน และบังคับข่มขู่เจ้าหน้าที่

นอกจากนี้ การอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ยังช่วยหนุนแรงซื้อในตลาดทองคำ โดยดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ปรับตัวลง 0.21% แตะที่ 94.742 เมื่อคืนนี้

นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเดือนก.ย. และความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ย.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2560)

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (6 พ.ย.) หลังจากมีรายงานว่า กษัตริย์ซาอุดิอาระเบียประกาศกวาดล้างการทุจริตครั้งใหญ่ในประเทศ ซึ่งนำไปสู่การจับกุมตัวมกุฎราชกุมาร รวมทั้งเจ้าหน้าที่หลายคน

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค. พุ่งขึ้น 1.71 ดอลลาร์ หรือ 3.1% ปิดที่ 57.35 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 2.20 ดอลลาร์ หรือ 3.5% ปิดที่ 64.27 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นหลังจากมีรายงานข่าวว่า กษัตริย์ซัลมาน บิน อับดุลาซิส อัล ซาอุด แห่งซาอุดิอาระเบีย ได้ประกาศกวาดล้างการทุจริตครั้งใหญ่ ซึ่งนำไปสู่การจับกุมตัวมกุฎราชกุมารอัลวาลีด บิน ทาลาล และเจ้าชายคนอื่นๆ รวมทั้งรัฐมนตรี มหาเศรษฐี และอดีตเจ้าหน้าที่อีกหลายคน

รายงานระบุว่า มกุฎราชกุมารอัลลาวีด ซึ่งเป็นนักลงทุนรายใหญ่ และเป็น 1 ในเจ้าชาย 11 คน, รัฐมนตรี 4 คน และอดีตรัฐมนตรี 10 คน ได้ถูกจับกุมตัวในแคมป์กลางทะเลทรายนอกกรุงริยาดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยการกวาดล้างพฤติกรรมคอร์รัปชั่นในหมู่ราชวงศ์ของซาอุดิอาระเบียครั้งนี้ ได้สร้างความตื่นตระหนกและส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น

ทั้งนี้ มกุฎราชกุมารอัลลาวีด เป็นพระนัดดาของกษัตริย์ซัลมาน และเป็นเจ้าของบริษัท Kingdom Holding ซึ่งเป็นบริษัทเพื่อการลงทุน นอกจากนี้ ยังเป็นนักลงทุนในบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างทวิตเตอร์ และซิตี้กรุ๊ป โดยมกุฎราชกุมารอัลลาวีดได้ถูกตั้งข้อหาฟอกเงิน ติดสินบน และบังคับข่มขู่เจ้าหน้าที่

นอกจากนี้ ยังได้มีการจับกุมตัวมกุฎราชกุมาร มีเต็บ บิน อับดุลเลาะห์ ผู้อำนวยการสำนักงานความปลอดภัยแห่งชาติ ในข้อหาทุจริต

ทางด้านนักวิเคราะห์มองว่า ซาอุดิอาระเบียไม่มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายในการกระตุ้นราคาน้ำมันในขณะนี้

นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากการที่เบเกอร์ ฮิวจ์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐ เปิดเผยว่า แท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐที่มีการใช้งาน มีจำนวนลดลง 8 แท่น สู่ระดับ 729 แท่นในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 3 พ.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค.ปีนี้

นักลงทุนจับตาการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ที่กรุงเวียนนาในวันที่ 30 พ.ย. ซึ่งจะมีการหารือกันเกี่ยวกับการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน

นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยรายงานสต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์ ในวันพรุ่งนี้ เวลา 22.30 น.ตามเวลาไทย

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2560)

บมจ.ไทยออยล์ วิเคราะห์แนวโน้มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกรอบสัปดาห์นี้ (6-10 พ.ย.) โดยระบุว่าต้องจับตา ท่าทีของผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปกว่าจะขยายระยะเวลาของข้อตกลงการปรับ ลดกำลังการผลิตที่ราว 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันออกไปเท่าไหร่ ในการประชุมโอเปกวันที่ 30 พ.ย.นี้ โดยซาอุดีอาระเบียยังคงเดินหน้าปรับลดกำลังการผลิตต่อเนื่องเพื่อลดปริมาณ น้ำมันคงคลังของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (OECD oil stocks) ให้กลับมาสู่ระดับปกติที่ระดับค่าเฉลี่ย 5 ปี ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของรัสเซีย ที่สนับสนุนให้กลุ่มผู้ผลิตขยายระยะเวลาของข้อตกลงออกไปเพื่อทำการปรับลดอุป ทานน้ำมันส่วนเกินในตลาด...การส่งออกน้ำมันดิบ ของสหรัฐ มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น หลังราคาน้ำมันดิบ WTI ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าราคาน้ำมันดิบโลกค่อนข้างมาก รวมถึงปริมาณการผลิตน้ำมันดิบสหรัฐ ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น ต่อเนื่อง โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) รายงานปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบ สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 27 ต.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในประวัติการณ์ที่ 2.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และคาดจะอยู่ในระดับสูง ต่อเนื่องที่มากกว่า 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน...ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ คาดจะปรับ ลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน หลังได้รับแรงหนุนจากความต้องการใช้น้ำมันที่ยังคงอยู่ในระดับสูง รวมถึงปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบของสหรัฐ ที่มีแนวโน้มปรับลดลง โดย EIA รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ ปรับ ลดลง 2.1 ล้านบาร์เรลมาอยู่ที่ 454.9 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับลดลง 1.8 ล้านบาร์เรล...คาด ราคาน้ำมันดิบ เวสต์เท็กซัสเคลื่อนไหวในกรอบ 53-58 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล.....ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 59-64 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล...

กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก)....คาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันของโลกในปี 2050 (พ.ศ.2593) จะอยู่ที่ระดับ 120 ล้านบาร์เรลต่อวัน....และกลุ่มโอเปกยืนยันว่ามีปริมาณสำรองเพียงพอที่จะป้อน ตลาดในอนาคตอย่างแน่นอน โดยจะให้ความสำคัญของการพัฒนาทั้งน้ำมัน ก๊าซ และพลังงานทดแทน เพื่อให้เกิดความสมดุลด้าน พลังงานของโลก...

นายซูฮาอิล อัล มาซโรอี รัฐมนตรีกระทรวง พลังงาน ประเทศสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ (ยูเออี) เปิดเผยว่า ยูเออีมีความสนใจ จะเข้ามาลงทุนในไทยโดยเฉพาะการผลิตปิโตรเลียมขั้นต้นและขั้นปลาย โดยสนใจจะร่วมประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช รวมถึงการขยายการลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นด้วย ...และขณะนี้มีการหารือกันระหว่างบริษัทน้ำมันแห่งชาติและบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อส่งออกน้ำมันมายังไทย...

รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ สปป.ลาว ...ยืนยันความร่วมมือในการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างไทยกับลาว จะเป็นไปตามกรอบความร่วมมือที่ทำร่วมกัน ปริมาณ 9,000 เมกะวัตต์ แม้ว่าปัจจุบันไทยจะอยู่ระหว่างทบทวนการจัดทำ แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (พีดีพี) ซึ่งมีแนวโน้มว่าการใช้ไฟฟ้าจะลดลง ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการผลิตไฟฟ้าจากเทคโนโลยีใหม่ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ แต่การซื้อขายไฟตามกรอบความร่วมมือจะเป็นไปตามเดิม...

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2560)

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้ถือหุ้น บริษัท ร่วมทุนยางพาราไทย จำกัด ที่มีการลงขันลงทุนระหว่าง กยท.และผู้ส่งออกยางพารา 5 รายใหญ่ของไทย วงเงิน 1,200 ล้านบาท ว่า บริษัทร่วมทุนฯ ตัดสินใจเลิกซื้อยางพารามาแล้ว 3 วัน และคาดว่าจะหยุดซื้อไปอีกประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากมีเกษตรกรออกมาเรียกร้องให้หยุดการซื้อเพราะมีผลทำให้ราคายางพาราตก ต่ำอยู่ในขณะนี้

ล่าสุดราคายางพาราเคลื่อนไหวอยู่ที่ราคาประมาณ 45-46 บาท/กก. ลดลง 6 บาท/กก. จากระดับ 51.50 บาท/กก. หลังการหยุดเข้าซื้อ

สำหรับการลงทุนของบริษัทร่วมทุนฯ ได้ใช้เงินเพื่อซื้อยางพาราไปแล้วประมาณ 600 ล้านบาท เงินในจำนวนนี้ถือว่า เข้ากระเป๋าชาวสวนยางโดยตรงตามวัตถุประสงค์การตั้งบริษัท หากเกษตรกรต้องการให้บริษัทร่วมทุนยุติบทบาท ด้วยข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นตัวการทำให้ราคายางพาราในประเทศร่วง กยท.และผู้ส่งออกยางพาราทั้ง 5 รายคงต้องมีการทบทวนบทบาทในอนาคต

“การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนที่ผ่านมา 3 เดือนมีการเข้าซื้อชี้นำตลาด แต่การซื้อยางพาราและตลาดที่ซื้อ ยอมรับไม่ได้เข้าทุกตลาด แต่ยืนยันเป้าหมายการเข้าซื้อคือเพื่อชี้นำ ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางขายยางพาราได้สูงขึ้น บริษัทร่วมทุนตั้งใจที่จะช่วยพยุงราคาชี้นำตลาด แต่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทุบราคาทำให้เกษตรกรเสียหาย จึงต้องขอทบทวนบทบาทก่อน ว่าจะเข้าซื้ออีกครั้งเมื่อไหร่ ในเวลาที่เหมาะสม ส่วนปริมาณยางคงค้างจะเคลียร์สต็อกให้หมดภายใน 1 สัปดาห์"ผู้ว่าการ กยท.กล่าว

นอกจากนี้ ในวันที่ 3 พ.ย.2560 กยท.จะร่วมหารือร่วมกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ตามข้อตกลงของบริษัทร่วมทุนยางระหว่างประเทศ (IRCO) ที่เห็นชอบให้ 3 ประเทศ ซึ่งรวมเวียดนามเพิ่มเป็น 4 ประเทศผู้ผลิต ที่มีผลผลิตรวมประมาณ 73% ของผลผลิตทั่วโลก ในเรื่องของจำกัดปริมาณการส่งออกยางพารา ซึ่งตามข้อตกลงก่อนหน้าจะหารือกันทันทีเมื่อเกิดความผิดปกติ ขณะนี้ถือว่าเหมาะสมที่ทั้ง 4 ประเทศควรจำกัดปริมาณการส่งออก เพราะถือว่าเป็นมาตรการที่สกัดราคายางที่ลดลงแบบผิดปกติได้

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560)


ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติด้วยคะแนนเสียง 7-2 เห็นพ้องให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 0.50% ในการประชุมกำหนดนโยบายการเงินในวันนี้

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี หลังจากที่ BoE ได้ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายในเดือนก.ค.2550

ก่อนการประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในวันนี้ BoE ได้แสดงความกังวลต่อการขยายตัวที่ร้อนแรงของเศรษฐกิจอังกฤษ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งแตะระดับ 3% ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี และอัตราการจ้างงานแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ

ตลาดการเงินคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า BoE จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้ หลังจากที่มีการเปิดเผยตัวเลขภาคการผลิตที่สดใสเมื่อวานนี้ และมีการเปิดเผยตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเกินคาดเมื่อ สัปดาห์ที่แล้ว

ผลการสำรวจของไอเอชเอส มาร์กิต/ซีไอพีเอสระบุวานนี้ว่า ดัชนี PMI ภาคการผลิตของสหราชอาณาจักรดีดตัวขึ้นแตะระดับ 56.3 ในเดือนต.ค. จากระดับ 56.0 ในเดือนก.ย.

ทั้งนี้ ดัชนีที่อยู่สูงกว่าระดับ 50 บ่งชี้ว่า ภาคการผลิตยังคงมีการขยายตัว โดยได้ปรับตัวเหนือระดับ 50 เป็นเวลา 15 เดือนติดต่อกัน
ดัชนีย่อยด้านคำสั่งซื้อใหม่ และการจ้างงานต่างปรับตัวขึ้นเช่นกัน

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 25 ต.ค. สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอังกฤษขยายตัว 0.4% ในไตรมาส 3 สูงกว่าไตรมาส 2 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 0.3% และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

เมื่อเทียบรายปี เศรษฐกิจอังกฤษขยายตัว 1.5% ในไตรมาส 3 โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตของภาคการผลิตและบริการ รวมทั้งความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมรถยนต์

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560)

ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติด้วยคะแนนเสียง 7-2 เห็นพ้องให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 0.50% ในการประชุมกำหนดนโยบายการเงินในวันนี้

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี หลังจากที่ BoE ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 0.25% ในเดือนมิ.ย.ปีที่แล้ว หลังการทำประชามติของอังกฤษเพื่อแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit)

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560)

นายมาร์ค คาร์นีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) กล่าวว่า ขณะนี้ ปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะผลักดันให้ BoE ทำการปรับนโยบายการเงิน และอัตราดอกเบี้ย คือผลการเจรจาระหว่างอังกฤษและสหภาพยุโรป (EU) เกี่ยวกับการทำข้อตกลงแยกตัวจาก EU (Brexit)

"BoE กำลังจับตาเพื่อดูความคืบหน้า และความชัดเจนของผลการเจรจา Brexit" เขากล่าว หลังการประชุมนโยบายการเงินของ BoE ในวันนี้ ซึ่งที่ประชุมมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 0.50% พร้อมกับส่งสัญญาณว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคตจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

นอกจากนี้ นายคาร์นีย์ยังคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวเหนือระดับ 2% ภายในช่วงเวลา 3 ปี

"การที่เศรษฐกิจมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อยังไม่มีแนวโน้มที่จะกลับมาสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% หากไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย" เขากล่าว

นายคาร์นีย์ยังระบุว่า อัตราผลตอบแทนในตลาดในขณะนี้ได้รวมการคาดการณ์ถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% อีก 2 ครั้งในช่วง 3 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ BoE มีมติด้วยคะแนนเสียง 7-2 เห็นพ้องให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 0.50% ในการประชุมกำหนดนโยบายการเงินในวันนี้

ขณะเดียวกัน BoE ระบุว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคตจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และมีขอบเขตที่จำกัด

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี หลังจากที่ BoE ได้ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายในเดือนก.ค.2550

ก่อนการประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในวันนี้ BoE ได้แสดงความกังวลต่อการขยายตัวที่ร้อนแรงของเศรษฐกิจอังกฤษ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งแตะระดับ 3% ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี และอัตราการจ้างงานแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ

ตลาดการเงินคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า BoE จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้ หลังจากที่มีการเปิดเผยตัวเลขภาคการผลิตที่สดใสเมื่อวานนี้ และมีการเปิดเผยตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเกินคาดเมื่อ สัปดาห์ที่แล้ว

ผลการสำรวจของไอเอชเอส มาร์กิต/ซีไอพีเอสระบุวานนี้ว่า ดัชนี PMI ภาคการผลิตของสหราชอาณาจักรดีดตัวขึ้นแตะระดับ 56.3 ในเดือนต.ค. จากระดับ 56.0 ในเดือนก.ย.

ทั้งนี้ ดัชนีที่อยู่สูงกว่าระดับ 50 บ่งชี้ว่า ภาคการผลิตยังคงมีการขยายตัว โดยได้ปรับตัวเหนือระดับ 50 เป็นเวลา 15 เดือนติดต่อกัน
ดัชนีย่อยด้านคำสั่งซื้อใหม่ และการจ้างงานต่างปรับตัวขึ้นเช่นกัน

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 25 ต.ค. สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอังกฤษขยายตัว 0.4% ในไตรมาส 3 สูงกว่าไตรมาส 2 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 0.3% และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

เมื่อเทียบรายปี เศรษฐกิจอังกฤษขยายตัว 1.5% ในไตรมาส 3 โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตของภาคการผลิตและบริการ รวมทั้งความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมรถยนต์

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560)


สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (2 พ.ย.) หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐได้ประกาศเสนอชื่อนายเจอโรม พาวเวล ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ โดยพาวเวล ถือเป็นเจ้าหน้าที่เฟดสายพิราบที่สนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่าง ค่อยเป็นค่อยไป

ยูโรแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1661 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1622 ดอลลาร์ ในขณะที่ปอนด์อ่อนค่าลงแตะ 1.3063 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3254 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้น ที่ระดับ 0.7718 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7669 ดอลลาร์

ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเยน ที่ระดับ 113.99 เยน จากระดับ 114.18 เยน และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9992 ฟรังก์สวิส จากระดับ 1.0031 ฟรังก์สวิส

ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.14% สู่ระดับ 94.685 เมื่อคืนนี้

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ภายหลังจากปธน.ทรัมป์ได้ประกาศเสนอชื่อนายเจอโรม พาวเวล หนึ่งในสมาชิกคณะผู้ว่าการเฟดชุดปัจจุบัน ให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ แทนนางเจเน็ต เยลเลน ซึ่งจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งในเดือนก.พ.ปีหน้า

ทั้งนี้ ตลาดมองว่า การเสนอชื่อนายพาวเวล วัย 64 ปีให้ทำหน้าที่ประธานเฟดนั้น ถือเป็น "ทางเลือกที่ปลอดภัย" สำหรับคณะทำงานของปธน.ทรัมป์ เนื่องจากนายพาวเวลเป็นเจ้าหน้าที่เฟดสายพิราบสังกัดพรรครีพับลิกันที่สนับ สนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามแนวทางของนางเยลเลน ประธานเฟดคนปัจจุบัน และในขณะเดียวกันนายพาวเวลก็ "เปิดกว้าง" สำหรับมาตรการลดกฎระเบียบในภาคการเงินซึ่งคณะทำงานทรัมป์พยายามผลักดันมาโดย ตลอด

ตลาดการเงินยังจับตาสมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ซึ่งได้เปิดเผยรายละเอียดของร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีเมื่อวานนี้ตามเวลาสหรัฐ โดยครอบคลุมถึงการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงสู่ระดับ 20% จากปัจจุบันที่ระดับ 35% และปรับลดอัตราภาษีขั้นสูงสุดสำหรับธุรกิจขนาดย่อมและองค์กรที่ไม่ใช่ภาค ธุรกิจ ลงสู่ระดับ 25% จากระดับ 39.6% ในปัจจุบัน ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น จะมีการปรับลดจำนวนขั้นบันไดของการคำนวณภาษี จาก 7 ขั้น เหลือเพียง 4 ขั้น คือ 12%, 25%, 35% และ 39.6%

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐที่มีการเปิดเผยเมื่อวานนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 5,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สู่ระดับ 229,000 ราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 44 ปี และสวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 235,000 ราย

นักลงทุนจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนต.ค.ของสหรัฐในวันนี้ โดยนักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งคาดว่า ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนก.ย.จะเพิ่มขึ้น 300,000 ตำแหน่ง ส่วนตัวเลขรายได้ต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นข้อมูลที่เฟดให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อนั้น คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.7% ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี หรือเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆที่จะมีการเปิดเผยในวันนี้ได้แก่ ดุลการค้าเดือนก.ย., ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการเดือนต.ค. จากมาร์กิต, ดัชนีภาคบริการเดือนต.ค.จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) และยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนก.ย.

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560)

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดขยับขึ้นเล็กน้อยเมื่อคืนนี้ (2 พ.ย.) โดยได้รับปัจจัยหนุนจากสกุลเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเสนอชื่อนายเจอโรม พาวเวล ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ แทนนางเจเน็ต เยลเลน ซึ่งจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งในเดือนก.พ.ปีหน้า

สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. ขยับขึ้น 80 เซนต์ หรือ 0.06% ปิดที่ระดับ 1,278.10 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 3.9 เซนต์ หรือ 0.23% ปิดที่ 17.137 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนม.ค. ร่วงลง 8.9 ดอลลาร์ หรือ 0.95% ปิดที่ 927.80 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 4.15 ดอลลาร์ หรือ 0.4% ปิดที่ 944.00 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาทองคำปิดตลาดในแดนบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 2 เมื่อคืนนี้ โดยได้รับปัจจัยบวกจากสกุลเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงิน หลักๆ หลังจากปธน.ทรัมป์ได้ประกาศเสนอชื่อนายเจอโรม พาวเวล ให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ โดยนายพาวเวลเป็นเจ้าหน้าที่เฟดสายพิราบสังกัดพรรครีพับลิกันที่สนับสนุนการ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามแนวทางของนางเยลเลน

ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ปรับตัวลง 0.14% สู่ระดับ 94.685 เมื่อคืนนี้ ซึ่งการอ่อนค่าของดอลลาร์จะช่วยให้สัญญาทองคำมีมูลค่าที่น่าดึงดูดใจสำหรับ นักลงทุนที่ถือครองสกุลเงินอื่นๆ

นักลงทุนจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนต.ค.ของสหรัฐในวันนี้ โดยนักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งคาดว่า ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนก.ย.จะเพิ่มขึ้น 300,000 ตำแหน่ง ส่วนตัวเลขรายได้ต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นข้อมูลที่เฟดให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อนั้น คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.7% ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี หรือเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560)

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดขยับขึ้นเมื่อคืนนี้ (2 พ.ย.) หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐปรับตัวลดลงมากกว่าการคาดการณ์ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยหนุนจากการที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และประเทศนอกโอเปกให้ความร่วมมือในการปรับลดกำลังการผลิต

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค. ขยับขึ้น 24 เซนต์ หรือ 0.4% ปิดที่ 54.54 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 13 เซนต์ หรือ 0.2% ปิดที่ 60.62 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้นหลังจากรายงานของ EIA ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐลดลง 2.4 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลงเพียง 1.8 ล้านบาร์เรล ขณะที่สถาบันปิโตรเลียมอเมริกา (API) ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐลดลง 5.1 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว สู่ระดับ 456.8 ล้านบาร์เรล

นอกจากนี้ นักลงทุนยังขานรับข่าวที่ว่า ซาอุดิอาระเบีย และรัสเซียให้การสนับสนุนการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือนจนถึงสิ้นปีหน้า จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในไตรมาสแรกของปีหน้า

ทั้งนี้ นักลงทุนจับตาการประชุมอย่างเป็นทางการของกลุ่มโอเปกในวันที่ 30 พ.ย.นี้ โดยคาดว่าที่ประชุมจะอภิปรายในประเด็นการขยายเวลาการปรับลดกำลังการผลิต

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560)