ข่าวเด่น

Nongyao

Nongyao

ธนาคารกลางออสเตรเลียมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.5% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ในการประชุมวันนี้ ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาดการเงิน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 8 พฤศจิกายน 2560)


สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (7 พ.ย.) ขณะที่นักลงทุนจับตาถ้อยแถลงของนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งมีขึ้นหลังจากที่ตลาดได้ปิดทำการลงแล้ว

ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1583 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1612 ดอลลาร์ ในขณะที่ปอนด์อ่อนค่าลงแตะ 1.3155 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3165 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลง ที่ระดับ 0.7639 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7681 ดอลลาร์

ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ที่ระดับ 113.91 ดอลลาร์ จากระดับ 113.80 ดอลลาร์ และแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 1.0002 ฟรังก์สวิส จากระดับ 0.9979 ฟรังก์สวิส

ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.21% สู่ระดับ 94.958 เมื่อคืนนี้

ตลาดการเงินจับตาถ้อยแถลงของนางเยเลน ซึ่งมีกำหนดขึ้นกล่าวในกรุงวอชิงตัน ดีซีเมื่อวานนี้ ในโอกาสที่เธอเข้ารับรางวัลด้านจริยธรรมจากรัฐบาล โดยนักลงทุนเตรียมหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยตามคาด แต่ก็แย้มถึงโอกาสที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมเดือนธ.ค.

CME Group ระบุว่า จากการใช้เครื่องมือ FedWatch วิเคราะห์ภาวะการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ พบว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่ามีโอกาสเกือบ 96.7% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดที่มีการเปิดเผยเมื่อคืนนี้ สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของพนักงาน (JOLTS) รายเดือน พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน อยู่ที่ระดับ 6.09 ล้านตำแหน่งในเดือนก.ย. ซึ่งใกล้เคียงกับระดับในเดือนส.ค. และไม่ไกลจากตัวเลข 6.14 ล้านตำแหน่งในเดือนก.ค. โดยตัวเลขการเปิดรับสมัครงานที่ค่อนข้างทรงตัวในเดือนก.ย. เกิดจากการที่พายุเฮอร์ริเคนได้ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในโรงแรม และร้านอาหาร

นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเดือนก.ย. และความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ย.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 8 พฤศจิกายน 2560)

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กำลังใช้ความพยายามอย่างหนักหน่วงในการผลักดันให้มีการปฏิรูปการจัดเก็บภาษี เพื่อที่จะทำให้บริษัทของสหรัฐนั้นมีความสามารถในการแข่งขันมากยิ่งขึ้น และส่งเสริมการจ้างงาน ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของประเทศยังไม่ได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่จากภาวะ เศรษฐกิจถดถอย
แต่ก็ยังคงมีคำถามค้างคาในประเด็นที่ว่า การปฏิรูปภาษีจะได้ผลหรือไม่

ฟอร์ด โอ คอนเนล นักยุทธศาสตร์ของพรรครีพับลิกันกล่าวกับสำนักข่าวซินหัวว่า หากคุณต้องการที่จะสร้างงานแล้วละก็ คุณจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปภาษี

เมื่อปี 2557 สหรัฐเป็นประเทศที่จัดเก็บภาษีรายได้นิติบุคคลสูงสุดอันดับ 3 ของโลกที่ 39.1% ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญ กล่าวว่า อัตราภาษีที่ระดับดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศ

ทรัมป์ต้องการที่จะผลักดันเรื่องนี้ให้ถูกต้อง แต่เรื่องนี้ก็มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากความล้มเหลวในการผ่านกฎหมายภาษีอาจจะส่งผลกระทบต่ออำนาจในการควบ คุมสภาคองเกรสโดยพรรครีพับลิกัน ซึ่งท้ายที่สุดจะสั่นคลอนตำแหน่งประธานาธิบดีของนักธุรกิจที่ผันตัวมาเป็น นักการเมือง

ทรัมป์กำลังผลักดันกฎหมายภาษีที่จะช่วยกระตุ้นผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน ประเทศ (GDP) ภายหลังจากที่การขยายตัวเป็นไปอย่างซบเซามาเป็นเวลาหลายปี และก็ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มรูปแบบนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เมื่อปี 2550-2551

ในขณะที่การขยายตัวของ GDP ที่ฟื้นตัวขึ้นในระดับหนึ่งในช่วงไม่กี่ไตรมาสที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐต้องการให้ GDP ขยายตัวมากขึ้นกว่านี้ ทรัมป์ยังพร้อมที่จะเสนอสิ่งจูงใจให้กับบริษัทของสหรัฐให้กลับมาทำธุรกิจใน ประเทศ ในช่วงเวลาที่เม็ดเงินประมาณ 3 ล้านล้านดอลลาร์ตกอยู่ในต่างประเทศ

ดาร์เรล เวสท์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของสถาบันบรูกกิ้งส์ กล่าวกับซินหัวว่า แผนปฏิรูปภาษีที่จะช่วยเหลือบริษัทต่างๆ ด้วยการปรับลดการจัดเก็บภาษีลงและดูแลให้ขั้นตอนการดำเนินงานด้านเอกสาร สะดวกขึ้น จึงมีแนวโน้มว่า บริษัทเหล่านี้จะมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้นในระดับสากล และทำให้บริษัทเหล่านี้อยู่ในจุดยืนที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในการเพิ่มรายได้ ของบริษัท

แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีการถกเถียงกันอยู่ระหว่างพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน โดยเดโมแครตนั้น ดูเหมือนจะมองว่าแผนการเรื่องภาษีจะเป็นประโยชน์เฉพาะชนชั้นสูง และยังไม่สามารถเพิ่มการจ้างงาน ในขณะที่รีพับลิกันอ้างว่า แผนการณ์ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อโดยรวม

เวสท์ กล่าวด้วยว่า ยังไม่แน่นอนว่า แผนการด้านภาษีจะช่วยกระตุ้นการจ้างงานได้หรือไม่ และยังไม่มีความชัดเจนด้วยว่า เม็ดเงินที่ได้เพิ่มขึ้นจากการลดภาษีจะช่วยสร้างงาน เพราะหลายๆบริษัทได้ใช้เงินส่วนเกินไปกับการเพิ่มผลประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้ถือ หุ้นมากกว่าที่จะเพิ่มการจ้างงาน มีแนวโน้มว่า หลายบริษัทจะทำเช่นนี้ ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยครอบครัวชนชั้นกลางแต่อย่างใด

เวสท์ กล่าวว่า แผนการนี้จึงเดินหน้าไปเพื่อที่จะช่วยบริษัทและคนรวย มากกว่าที่จะช่วยชนชั้นกลางซึ่งเป็นกลุ่มประชาชนที่ทำให้ทรัมป์ได้เข้าสู่ ทำเนียบขาว แผนการโดยรวมนั้นจึงเกี่ยวพันกับบริษัทและคนรวยอย่างมาก เพราะคนกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์ทางการเงิน ขณะที่แผนการดังกล่าวไม่ได้ให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง ที่เป็นชนชั้นกลางที่โหวตเลือกทรัมป์แต่อย่างใด

บางส่วนตั้งความหวังว่า แผนการด้านภาษีของทรัม์จะนำบริษัทต่างๆกลับเข้ามายังสหรัฐมากยิ่งขึ้น ในช่วงเวลาที่แรงงานจำนวนมากหันไปทำงานในต่างประเทศ และกลุ่มคนทำงานชั้นกลางก็ประสบปัญหาในการหางานทำ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ประธานบริหารของบรอดคอม ซึ่งเป็นบริษัทเซมิคอนดัคเตอร์ได้แถลงข่าวกับทรัมป์ พร้อมกับประกาศว่า บริษัทจะย้ายสำนักงานจากสิงคโปร์กลับมายังสหรัฐ

ด้านโอคอนเนล กล่าวว่า การปฏิรูปภาษีที่ถูกต้อง จะทำให้บริษัทหวนกลับมายังสหรัฐมากขึ้น เหมือนกับบรอดคอม อย่างไรก็ดี เวสท์ โต้ว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า บริษัทอื่นๆจะทำตาม
กฎหมายฉบับนี้ จะผ่านหรือไม่

ทรัมป์ต้องเผชิญกับแรงกดดันสูงในการผ่านกฎหมายดังกล่าว ขณะที่พรรครีพับลิกันเองไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายสำคัญๆได้เลย ตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนม.ค. แม้ว่าทรัมป์จะควบอำนาจทั้งที่ทำเนียบขาวและสภาคองเกรส ความล้มเหลวในการผ่านกฎหมายอาจจะทำให้พรรครีพับลิกันสูญเสียความได้เปรียบใน การเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสที่จะจัดขึ้นในปีหน้านี้

โอคอนเนล กล่าวว่า เดโมแครตคิดว่า หากรีพับลิกันพ่ายในการผลักดันกฎหมายดังกล่าว พรรครีพับลิกันก็จะสูญเสียเสียงในสภาผู้แทนราษฎร และอธิบายต่อไปว่า เป้าหมายของพรรคเดโมแครตที่จะทำลายสิ่งที่ทรัมป์ทำนั้น ก็เพื่อที่จะชี้ชะตาในการเป็นประธานาธิบดีของทรัมป์นั่นเอง เรียกได้ว่ามีการกำหนดแนวทางการต่อสู้ไว้แล้ว

ข่าวดีสำหรับทีมทรัมป์ก็คือ กฎหมายอาจจะผ่านการพิจารณาก็เป็นได้ หากชาวอเมริกันพอใจ

FiveThirtyEight สื่อสหรัฐซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของการใช้ข้อมูลในการคาดการณ์ เรื่องการเลือกตั้ง ระบุว่า สิ่งที่พรรครีพับลิกันอาจจะต้องการสำหรับชาวอเมริกันก็คือ การทำให้ชาวอเมริกันชอบแผนการด้านภาษีจริงๆ หรืออย่างน้อยก็ทำให้ทุกคนไม่รังเกียจกฎหมายดังกล่าว

แต่ในช่วงเวลาที่เดโมแครตได้วิจารณ์กฎหมายดังกล่าว วุฒิสมาชิกชัค ชูเมอร์ กล่าวว่า ชาวอเมริกันจะหันหลังให้กับร่างกฎหมายฉบับนี้ในที่สุด ยิ่งมีการแสดงความเห็นกันมากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เรื่องนี้ก็จะส่งกลิ่นมากยิ่งขึ้น

สมาชิกพรรคเดโมแครตมองว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ให้ประโยชน์แค่บริษัทเท่านั้น แต่ปล่อยชนชั้นกลางไว้เบื้องหลัง

แต่ในขณะเดียวกัน วอชิงตันโพสต์ ซึ่งปกติมักจะถูกมองว่าอยู่ข้างเดโมแครต ได้รายงานว่า วุฒิสมาชิกของเดโมแครตนั้น พลาดในการที่อ้างว่าแผนการด้านภาษีของทรัมป์จะทำให้ชนชั้นกลางเสียภาษีเพิ่ม ขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเชื่อว่า ร่างกฎหมายจะผ่านการพิจารณาในที่สุด แม้ว่า ทรัมป์จะต้องหาทางรับมือกับพรรคเดโมแครตก็ตาม

โอคอนเนล กล่าวว่า กฎหมายนี้จะผ่านการอนุมัติ แต่คำถามก็คือ จะผ่านเมื่อใด และจะเป็นกฎหมายตามความต้องการของรีพับลิกันเท่านั้นหรือไม่ และเดโมแครตจะเข้ามาร่วมวงหรือไม่
บทวิเคราะห์โดย แมทธิว รัสลิง

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 8 พฤศจิกายน 2560)


นายโมฮัมเหม็ด บาร์คินโด เลขาธิการของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) กล่าวว่า โอเปกกำลังหาทางบรรลุฉันทามติ ก่อนการประชุมในวันที่ 30 พ.ย. เกี่ยวกับการขยายเวลาข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน

"ผมยังไม่ได้ยินว่ามีสมาชิกชาติใดคัดค้านการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิต" นายบาร์คินโดกล่าว

"เรากำลังทำการหารือกัน เพื่อให้บรรลุฉันทามติก่อนการประชุมในวันที่ 30 พ.ย." เขากล่าว

คำกล่าวของนายบาร์คินโดบ่งชี้ว่า โอเปกมีแนวโน้มขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตในการประชุมวันที่ 30 พ.ย.

ข้อตกลงฉบับปัจจุบัน ระบุให้โอเปกและกลุ่มประเทศนอกโอเปกอีก 10 ประเทศ ซึ่งรวมถึงรัสเซีย ปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันราว 1.8 ล้านบาร์เรล/วัน จนถึงเดือนมี.ค.ปีหน้า เพื่อแก้ปัญหาน้ำมันล้นตลาด

ซาอุดิอาระเบียและรัสเซียต่างก็สนับสนุนให้มีการขยายเวลาปรับลดกำลังการ ผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือนจนถึงสิ้นปีหน้า จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในไตรมาสแรกของปีหน้า

นอกจากนี้ นายบาร์คินโดยังกล่าวว่า ขณะนี้โอเปกกำลังเตรียมเชิญประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มเข้าร่วมการประชุมใน วันที่ 30 พ.ย. แต่เขาปฏิเสธที่จะระบุรายชื่อประเทศที่จะได้รับเชิญ

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 8 พฤศจิกายน 2560)


ราคาน้ำมันเฉลี่ยรายสัปดาห์เพิ่มขึ้นทุกชนิด โดยน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เพิ่มขึ้น 2.22 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 61.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบเวสท์เท็กซัสฯ (WTI) เพิ่มขึ้น 1.98 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 54.6 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบดูไบ (Dubai) เพิ่มขึ้น 2.65 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 58.76 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินออกเทน 95 เพิ่มขึ้น 2.92 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 73.64 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และน้ำมันดีเซล เพิ่มขึ้น 1.38 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 70.99 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล


ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบในเชิงบวก

- Baker Hughes Inc. รายงานจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบ (Rig) ในสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 3 พ.ย. 60 ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 8 แท่น มาอยู่ที่ 729 แท่น ลดลงมากสุดในรอบกว่าปี

- OPEC/กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกแสดงความตื่นตัวในการขยายเวลาข้อตกลง การควบคุมปริมาณการผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือน จากเดิมจะสิ้นสุดในเดือน มี.ค. 61 เป็นสิ้นสุดในเดือน ธ.ค. 61 และจะพยามยามบรรลุข้อตกลงให้ได้ก่อนการประชุม OPEC ในวันที่ 30 พ.ย. 60 ทั้งนี้มกุฎราชกุมารของซาอุดีอาระเบีย Mohammed bin Salman ให้การสนับสนุนข้อตกลงการขยายเวลาควบคุมปริมาณการผลิตข้างต้น

- Reuters Survey รายงานปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของ OPEC เดือน ต.ค. 60 ลดลงจากเดือนก่อน 80,000 บาร์เรลต่อวัน อยู่ที่ระดับ 32.78 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นระดับความร่วมมือลดปริมาณการผลิต (Compliance Rate) ที่ 92% สูงกว่าเดือน ก.ย. 60 ที่ 86 % เพราะเวเนซุเอลาประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ ทำให้ปริมาณการผลิตขาดเสถียรภาพ ผนวกกับซาอุดีอาระเบียยังเคร่งครัดในการผลิตอย่างต่อเนื่อง

- Energy Information Administration (EIA) รายงานปริมาณสำรองน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 27 ต.ค. 60 ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 2.4 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ 454.9 ล้านบาร์เรล ลดลงมากกว่าผลสำรวจนักวิเคราะห์โดย Bloomberg ที่คาดว่าจะลดลง 1.3 ล้านบาร์เรล

- Commodity Futures Trading Commission (CFTC) รายงานสถานะการลงทุนสัญญาน้ำมันดิบ WTI ในตลาดซื้อขายล่วงหน้า NYMEX ที่นิวยอร์กและ ICE ที่ลอนดอน สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 31 ต.ค. 60 กลุ่มผู้จัดการกองทุนปรับสถานะถือครองสุทธิ (Net Long Position) เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 63,072 สัญญา มาอยู่ที่ 343,705 สัญญา สูงสุดในรอบกว่าครึ่งปี


ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบในเชิงลบ

- Reuters รายงานปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของรัสเซียในเดือน ต.ค. 60 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 20,000 บาร์เรลต่อวัน อยู่ที่ 10.93 ล้านบาร์เรลต่อวัน หลังแหล่งผลิตบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิคปิดซ่อมบำรุงแล้วเสร็จ ทั้งนี้ปริมาณการผลิตยังอยู่ในเกณฑ์ความร่วมมือที่ตกลงไว้กลุ่ม OPEC ที่ 11.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน

- กระทรวงน้ำมันอิรักรายงานปริมาณการผลิตน้ำมันดิบจากทางใต้ ในเดือน ต.ค. 60 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 10,000 บาร์เรลต่อวัน อยู่ที่ 3.35 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้รัฐมนตรีพลังงานของอิรัก นาย Jabar al-Luaibi แถลงว่าอิรักเพิ่มปริมาณส่งออกน้ำมันจากทางตอนใต้ เพื่อชดเชยปริมาณการส่งออกที่ลดลงจากแหล่งผลิตน้ำมัน Kirkuk ทางตอนเหนือ

- PEMEX บริษัทน้ำมันแห่งชาติเม็กซิโกรายงานปริมาณส่งออกน้ำมันดิบของเม็กซิโกเดือน ต.ค. 60 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 180,000 บาร์เรลต่อวันอยู่ที่ระดับ 1.34 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงสุดในรอบ 13 เดือน


แนวโน้มราคาน้ำมันดิบ

ราคาน้ำมันดิบ ICE Brent เช้าวันนี้ (6 พ.ย. 60) ทะยานขึ้นแตะ 62.44 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล สูงสุดตั้งแต่ ก.ค. 60 ทำให้ราคา ICE Brent ยืนเหนือระดับ 60 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ติดต่อกันเป็นวันที่ 7 หลังตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากซาอุดีอาระเบียและรัสเซียส่งสัญญาณขยายเวลาข้อตกลงควบคุมการผลิต น้ำมันดิบต่อเนื่องจากเดิมที่จะหมดเขต มี.ค. 61 ด้านบรรยากาศการลงทุนในตลาดซื้อขายล่วงหน้า (Futures & Options) ในตลาด NYMEX คึกคัก เห็นได้จากสถานะถือครองสุทธิของสัญญาน้ำมันดิบ WTI แตะระดับสูงสุดในรอบกว่าครึ่งปี ส่วนของสัญญา RBOB Gasoline สูงสุดในรอบ 3 ปีครึ่ง และของสัญญา Ultra Low Sulfur Diesel (ULSD) ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ผลตอบแทนการกลั่น (Refining Margin) ในสหรัฐฯ สูงสุดในรอบ 5 ปี นอกจากนี้ ตลาดน้ำมัน Physical อยู่ในช่วงขาขึ้นชัดเจน ผู้ผลิตปรับขึ้นราคาประกาศ (Official Selling Price) น้ำมันดิบ ทั้งบริษัท Saudi Aramco ของซาอุดิอาระเบีย บริษัท Abu Dhabi National Oil (ADNOC) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบริษัท Qatar Petroleum ของกาตาร์ ให้ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองในตะวันออกกลางหลังกองทัพซาอุดีอาระเบียได้ รับคำสั่งให้ปิดล้อมเส้นทางคมนาคมสู่เยเมนทั้งทางบก ทางเรือและทางอากาศ เพื่อตอบโต้กลุ่ม Houthi ที่ยิงขีปนาวุธจากเยเมน โจมตีสนามบิน นานาชาติ King Khalid ในซาอุดีอาระเบียแต่ไม่สำเร็จ นอกจากนี้มกุฎราชกุมาร Salman ในฐานะประธานกรรมการคณะกรรมการปราบคอร์รัปชันสั่งจับกุมเจ้าชายแห่งราชวงศ์ ซาอุดีอาระเบียอย่างน้อย 11 พระองค์และรัฐมนตรี จำนวน 4 คน เพื่อกวาดล้างการคอร์รัปชัน ขณะที่นักวิเคราะห์เห็นว่าเป็นกลยุทธ์ในการกระชับอำนาจปกครองประเทศ ด้านการวิเคราะห์เชิงเทคนิคในสัปดาห์นี้คาดว่าราคาน้ำมันดิบ ICE Brent จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 60.0-63.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบ NYMEX WTI อยู่ในกรอบ 53.0-56.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบ Dubai จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 58.0-61.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล


สถานการณ์ราคาน้ำมันเบนซิน

ราคาเฉลี่ยน้ำมันเบนซินรายสัปดาห์เพิ่มขึ้นจาก Platts รายงานอุปสงค์น้ำมันเบนซินของจีน (Apparent Demand: ไม่รวมเก็บสำรอง) เดือน ก.ย. 60 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 20.9% อยู่ที่ 3.18 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงสุดในรอบ 16 เดือน จากการใช้พาหนะเดินทางท่องเที่ยวช่วงวันหยุด Golden Week และเทศกาลไหว้พระจันทร์ (Mid-Autumn Festival) ประกอบกับบริษัทน้ำมันแห่งชาติเกาหลีใต้ (Korea National Oil Corp. หรือ KNOC) รายงานความต้องการใช้น้ำมันเบนซินในประเทศ เดือน ก.ย. 60 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.1 % อยู่ที่ 230,000 บาร์เรลต่อวัน อีกทั้ง Platt รายงานตลาดน้ำมันเบนซินในภูมิภาคเอเชียตึงตัว เนื่องจากปริมาณสำรองน้ำมันลดลง และความต้องการใช้จากตะวันออกกลางแข็งแกร่ง ทั้งนี้ตลาดน้ำมันเบนซินอาจตึงตัวไปถึงไตรมาส 1/61 เนื่องจากผู้ค้ายังไม่ได้ Restocking ที่ปกติดำเนินการในเดือน พ.ย.-ธ.ค. ทุกปี อย่างไรก็ตาม รัฐบาลปาถีสถานปรับเพิ่มราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 2.49 รูปีต่อลิตร (ประมาณ 0.78 บาทต่อลิตร) อยู่ที่ 75.99 รูปีต่อลิตร หรือประมาณ 23.86 บาทต่อลิตร เริ่มตั้งแต่เดือน พ.ย. 60 ด้านปริมาณสำรองน้ำมันเบนซิน International Enterprise Singapore (IES) รายงานปริมาณสำรอง Light Distillates เชิงพาณิชย์ที่สิงคโปร์ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 1 พ.ย. 60 เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 1.58 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ 11.56 ล้านบาร์เรล ทางด้านเทคนิคในสัปดาห์นี้คาดว่าราคาน้ำมันเบนซิน จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 72.0-75.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล


สถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซล

ราคาเฉลี่ยน้ำมันดีเซลรายสัปดาห์เพิ่มขึ้นจาก Korea National Oil Corporation (KNOC) รายงานความต้องการใช้น้ำมันดีเซลในเกาหลีใต้ เดือน ก.ย. 60 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 7.5 % อยู่ที่ 494,000 บาร์เรลต่อวัน ประกอบกับสำนักข่าว Xinhua ของจีนรายงานปริมาณสำรองน้ำมันดีเซลในเดือน ก.ย. 60 ลดลงจากเดือนก่อน 5.4 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ 49.2 ล้านบาร์เรล และ National Development & Reform Commission ของจีนประกาศให้ผู้จำหน่ายน้ำมันในประเทศ หยุดขายน้ำมันดีเซลที่มีกำมะถันมากกว่า 10 ppm (ส่วนมากใช้กับรถแทร็กเตอร์ และเรือ) ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 60 เพื่อลดมลพิษในอากาศ อย่างไรก็ตาม Bharat Petroleum Corp. Ltd (BPCL) ของอินเดีย อยู่ระหว่างการเร่งอัตราการกลั่นของโรงกลั่น Kochi ทางตอนใต้ของอินเดีย หลังขยายกำลังการกลั่นจากเดิม 190,000 บาร์เรลต่อวัน สู่ระดับ 260,000 บาร์เรลต่อวัน แล้วเสร็จ และมีแผนเพิ่มขึ้นแตะ 310,000 บาร์เรลต่อวัน แต่ไม่มีการระบุระยะเวลา กอปรกับ Reuters รายงานรัสเซียส่งออกน้ำมันดีเซลกำมะถันต่ำ (ULSD) จากท่าเรือ Primorsk บริเวณทะเลดำ เดือน พ.ย. 60 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 4.6 % อยู่ที่ 220,000 บาร์เรลต่อวัน ด้านปริมาณสำรองน้ำมันดีเซล IES รายงานปริมาณสำรอง Middle Distillates เชิงพาณิชย์ที่สิงคโปร์ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 1 พ.ย. 60 เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 510,000 บาร์เรล มาอยู่ที่ 12 ล้านบาร์เรล ทางด้านเทคนิคในสัปดาห์นี้คาดว่าราคาน้ำมันดีเซล จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 70.0-73.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ที่มา : ThaiPR.net (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2560)

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี (TMB Analytics) ยังคงมุมมองเดิมว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงดอกเบี้ยนโยบายตลอดปีนี้ แต่จะเริ่มมีแรงกดดันให้ต้องปรับขึ้น จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไทยและสหรัฐฯที่ลดลง ซึ่งจะทำให้ผู้ส่งออกได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (Forward Rate) ที่ลดลง ในขณะที่ประเด็นเงินทุนไหลออกรุนแรงยังไม่น่ากังวล จากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ยังแข็งแกร่งโดยเฉพาะภาคต่างประเทศ

ตามการคาดการณ์ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐ จะมีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งในปีนี้ และอีก 3 ครั้งในปีหน้า ทำให้อัตราดอกเบี้ยเฟดขยับไปอยู่ที่ 2.0-2.25% ณ สิ้นปี 61 ซึ่งหากดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท.ยังคงไว้ที่ 1.5% จะทำให้ดอกเบี้ยเฟดสูงกว่าดอกเบี้ยไทยถึง 0.75%

ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยเฟดที่สูงกว่าไทยนี้อาจมีผลทำให้เงินทุนต่างชาติไหลออก อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิเคราะห์ฯ คาดว่าเงินทุนจะไม่ไหลออกรุนแรงเนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะภาคต่างประเทศที่มองว่าจะขยายตัวดีต่อเนื่องในปี 61 โดยการส่งออกสุทธิคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 8.4 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติจะขยายตัวได้กว่า 6.5% อย่างไรก็ตาม เงินทุนที่ไหลออกดังกล่าว แม้จะไม่รุนแรงแต่ก็อาจทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้นและอัตราแลกเปลี่ยน ผันผวนมากขึ้นด้วย

นอกจากเงินทุนไหลออกแล้ว ดอกเบี้ยไทยที่เข้าใกล้หรือต่ำกว่าดอกเบี้ยเฟดยังสร้างแรงกดดันให้ swap point ติดลบมากขึ้นด้วย ซึ่ง swap point นี้เป็นตัวกำหนด อัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า หรือ forward rate ซึ่งเป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่ผู้ส่งออกจะได้รับเมื่อทำสัญญา forward ขายเงินดอลลาร์ล่วงหน้าให้แก่ธนาคาร โดยอัตรา forward จะเท่ากับอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันหรือ spot บวกด้วย swap point ดังนั้น swap point ที่ติดลบจะทำให้อัตรา forward ต่ำกว่า spot หมายความว่า ผู้ส่งออกจะแลกเงินดอลลาร์เป็นเงินไทยน้อยลงจากการทำ forward

โดย swap point ของไทยเริ่มติดลบมาตั้งแต่เดือน มิ.ย.ปีนี้ หลังจากที่เฟดค่อยๆ ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา swap point ประเภท 6 เดือน ในตลาดในประเทศ อยู่ที่ประมาณ -3 ถึง -7 สตางค์ โดยศูนย์วิเคราะห์ฯ คาดว่าหาก ธปท.ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% จนถึงสิ้นปี 61 ในขณะที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง จะทำให้ swap point ดังกล่าวติดลบถึง 18 สตางค์

หากพิจารณาช่วงก่อนเกิดวิกฤตการเงินในสหรัฐฯ ดอกเบี้ยนโยบายไทยก็เคยต่ำกว่าดอกเบี้ยเฟดในช่วงปี 48-49 ซึ่งเป็นช่วงที่อัตราเงินเฟ้อของทั้งสองประเทศอยู่ในระดับสูง ทำให้ธนาคารกลางทั้งสองต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว โดยดอกเบี้ยไทยต่ำกว่าดอกเบี้ยเฟดมากที่สุดที่ 0.75% ทำให้ swap point ลงไปต่ำสุดที่ -12 สตางค์ ในขณะที่ Bond yield 10 ปี แกว่งตัวในกรอบ 3.9-6.7% นอกจากนี้ อัตราแลกเปลี่ยนก็เคลื่อนตัวในกรอบที่กว้าง ระหว่าง 35-42 บาทต่อดอลลาร์ สะท้อนความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้น หลังจากเป็นเวลาเกือบ 4 ปีที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายทรงตัวที่ 1.5% ศูนย์วิเคราะห์ฯ มองว่ามีโอกาสที่จะเริ่มเห็นดอกเบี้ยกลับมาเป็นขาขึ้นในปีหน้า แต่จะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2560)

ราคาน้ำมันเฉลี่ยรายสัปดาห์เพิ่มขึ้นทุกชนิด โดยน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เพิ่มขึ้น 2.22 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 61.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบเวสท์เท็กซัสฯ (WTI) เพิ่มขึ้น 1.98 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 54.6 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบดูไบ (Dubai) เพิ่มขึ้น 2.65 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 58.76 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินออกเทน 95 เพิ่มขึ้น 2.92 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 73.64 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และน้ำมันดีเซล เพิ่มขึ้น 1.38 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 70.99 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล


ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบในเชิงบวก

- Baker Hughes Inc. รายงานจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบ (Rig) ในสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 3 พ.ย. 60 ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 8 แท่น มาอยู่ที่ 729 แท่น ลดลงมากสุดในรอบกว่าปี

- OPEC/กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกแสดงความตื่นตัวในการขยายเวลาข้อตกลง การควบคุมปริมาณการผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือน จากเดิมจะสิ้นสุดในเดือน มี.ค. 61 เป็นสิ้นสุดในเดือน ธ.ค. 61 และจะพยามยามบรรลุข้อตกลงให้ได้ก่อนการประชุม OPEC ในวันที่ 30 พ.ย. 60 ทั้งนี้มกุฎราชกุมารของซาอุดีอาระเบีย Mohammed bin Salman ให้การสนับสนุนข้อตกลงการขยายเวลาควบคุมปริมาณการผลิตข้างต้น

- Reuters Survey รายงานปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของ OPEC เดือน ต.ค. 60 ลดลงจากเดือนก่อน 80,000 บาร์เรลต่อวัน อยู่ที่ระดับ 32.78 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นระดับความร่วมมือลดปริมาณการผลิต (Compliance Rate) ที่ 92% สูงกว่าเดือน ก.ย. 60 ที่ 86 % เพราะเวเนซุเอลาประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ ทำให้ปริมาณการผลิตขาดเสถียรภาพ ผนวกกับซาอุดีอาระเบียยังเคร่งครัดในการผลิตอย่างต่อเนื่อง

- Energy Information Administration (EIA) รายงานปริมาณสำรองน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 27 ต.ค. 60 ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 2.4 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ 454.9 ล้านบาร์เรล ลดลงมากกว่าผลสำรวจนักวิเคราะห์โดย Bloomberg ที่คาดว่าจะลดลง 1.3 ล้านบาร์เรล

- Commodity Futures Trading Commission (CFTC) รายงานสถานะการลงทุนสัญญาน้ำมันดิบ WTI ในตลาดซื้อขายล่วงหน้า NYMEX ที่นิวยอร์กและ ICE ที่ลอนดอน สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 31 ต.ค. 60 กลุ่มผู้จัดการกองทุนปรับสถานะถือครองสุทธิ (Net Long Position) เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 63,072 สัญญา มาอยู่ที่ 343,705 สัญญา สูงสุดในรอบกว่าครึ่งปี


ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบในเชิงลบ

- Reuters รายงานปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของรัสเซียในเดือน ต.ค. 60 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 20,000 บาร์เรลต่อวัน อยู่ที่ 10.93 ล้านบาร์เรลต่อวัน หลังแหล่งผลิตบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิคปิดซ่อมบำรุงแล้วเสร็จ ทั้งนี้ปริมาณการผลิตยังอยู่ในเกณฑ์ความร่วมมือที่ตกลงไว้กลุ่ม OPEC ที่ 11.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน

- กระทรวงน้ำมันอิรักรายงานปริมาณการผลิตน้ำมันดิบจากทางใต้ ในเดือน ต.ค. 60 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 10,000 บาร์เรลต่อวัน อยู่ที่ 3.35 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้รัฐมนตรีพลังงานของอิรัก นาย Jabar al-Luaibi แถลงว่าอิรักเพิ่มปริมาณส่งออกน้ำมันจากทางตอนใต้ เพื่อชดเชยปริมาณการส่งออกที่ลดลงจากแหล่งผลิตน้ำมัน Kirkuk ทางตอนเหนือ

- PEMEX บริษัทน้ำมันแห่งชาติเม็กซิโกรายงานปริมาณส่งออกน้ำมันดิบของเม็กซิโกเดือน ต.ค. 60 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 180,000 บาร์เรลต่อวันอยู่ที่ระดับ 1.34 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงสุดในรอบ 13 เดือน


แนวโน้มราคาน้ำมันดิบ

ราคาน้ำมันดิบ ICE Brent เช้าวันนี้ (6 พ.ย. 60) ทะยานขึ้นแตะ 62.44 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล สูงสุดตั้งแต่ ก.ค. 60 ทำให้ราคา ICE Brent ยืนเหนือระดับ 60 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ติดต่อกันเป็นวันที่ 7 หลังตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากซาอุดีอาระเบียและรัสเซียส่งสัญญาณขยายเวลาข้อตกลงควบคุมการผลิต น้ำมันดิบต่อเนื่องจากเดิมที่จะหมดเขต มี.ค. 61 ด้านบรรยากาศการลงทุนในตลาดซื้อขายล่วงหน้า (Futures & Options) ในตลาด NYMEX คึกคัก เห็นได้จากสถานะถือครองสุทธิของสัญญาน้ำมันดิบ WTI แตะระดับสูงสุดในรอบกว่าครึ่งปี ส่วนของสัญญา RBOB Gasoline สูงสุดในรอบ 3 ปีครึ่ง และของสัญญา Ultra Low Sulfur Diesel (ULSD) ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ผลตอบแทนการกลั่น (Refining Margin) ในสหรัฐฯ สูงสุดในรอบ 5 ปี นอกจากนี้ ตลาดน้ำมัน Physical อยู่ในช่วงขาขึ้นชัดเจน ผู้ผลิตปรับขึ้นราคาประกาศ (Official Selling Price) น้ำมันดิบ ทั้งบริษัท Saudi Aramco ของซาอุดิอาระเบีย บริษัท Abu Dhabi National Oil (ADNOC) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบริษัท Qatar Petroleum ของกาตาร์ ให้ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองในตะวันออกกลางหลังกองทัพซาอุดีอาระเบียได้ รับคำสั่งให้ปิดล้อมเส้นทางคมนาคมสู่เยเมนทั้งทางบก ทางเรือและทางอากาศ เพื่อตอบโต้กลุ่ม Houthi ที่ยิงขีปนาวุธจากเยเมน โจมตีสนามบิน นานาชาติ King Khalid ในซาอุดีอาระเบียแต่ไม่สำเร็จ นอกจากนี้มกุฎราชกุมาร Salman ในฐานะประธานกรรมการคณะกรรมการปราบคอร์รัปชันสั่งจับกุมเจ้าชายแห่งราชวงศ์ ซาอุดีอาระเบียอย่างน้อย 11 พระองค์และรัฐมนตรี จำนวน 4 คน เพื่อกวาดล้างการคอร์รัปชัน ขณะที่นักวิเคราะห์เห็นว่าเป็นกลยุทธ์ในการกระชับอำนาจปกครองประเทศ ด้านการวิเคราะห์เชิงเทคนิคในสัปดาห์นี้คาดว่าราคาน้ำมันดิบ ICE Brent จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 60.0-63.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบ NYMEX WTI อยู่ในกรอบ 53.0-56.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบ Dubai จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 58.0-61.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล


สถานการณ์ราคาน้ำมันเบนซิน

ราคาเฉลี่ยน้ำมันเบนซินรายสัปดาห์เพิ่มขึ้นจาก Platts รายงานอุปสงค์น้ำมันเบนซินของจีน (Apparent Demand: ไม่รวมเก็บสำรอง) เดือน ก.ย. 60 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 20.9% อยู่ที่ 3.18 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงสุดในรอบ 16 เดือน จากการใช้พาหนะเดินทางท่องเที่ยวช่วงวันหยุด Golden Week และเทศกาลไหว้พระจันทร์ (Mid-Autumn Festival) ประกอบกับบริษัทน้ำมันแห่งชาติเกาหลีใต้ (Korea National Oil Corp. หรือ KNOC) รายงานความต้องการใช้น้ำมันเบนซินในประเทศ เดือน ก.ย. 60 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.1 % อยู่ที่ 230,000 บาร์เรลต่อวัน อีกทั้ง Platt รายงานตลาดน้ำมันเบนซินในภูมิภาคเอเชียตึงตัว เนื่องจากปริมาณสำรองน้ำมันลดลง และความต้องการใช้จากตะวันออกกลางแข็งแกร่ง ทั้งนี้ตลาดน้ำมันเบนซินอาจตึงตัวไปถึงไตรมาส 1/61 เนื่องจากผู้ค้ายังไม่ได้ Restocking ที่ปกติดำเนินการในเดือน พ.ย.-ธ.ค. ทุกปี อย่างไรก็ตาม รัฐบาลปาถีสถานปรับเพิ่มราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 2.49 รูปีต่อลิตร (ประมาณ 0.78 บาทต่อลิตร) อยู่ที่ 75.99 รูปีต่อลิตร หรือประมาณ 23.86 บาทต่อลิตร เริ่มตั้งแต่เดือน พ.ย. 60 ด้านปริมาณสำรองน้ำมันเบนซิน International Enterprise Singapore (IES) รายงานปริมาณสำรอง Light Distillates เชิงพาณิชย์ที่สิงคโปร์ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 1 พ.ย. 60 เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 1.58 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ 11.56 ล้านบาร์เรล ทางด้านเทคนิคในสัปดาห์นี้คาดว่าราคาน้ำมันเบนซิน จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 72.0-75.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล


สถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซล

ราคาเฉลี่ยน้ำมันดีเซลรายสัปดาห์เพิ่มขึ้นจาก Korea National Oil Corporation (KNOC) รายงานความต้องการใช้น้ำมันดีเซลในเกาหลีใต้ เดือน ก.ย. 60 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 7.5 % อยู่ที่ 494,000 บาร์เรลต่อวัน ประกอบกับสำนักข่าว Xinhua ของจีนรายงานปริมาณสำรองน้ำมันดีเซลในเดือน ก.ย. 60 ลดลงจากเดือนก่อน 5.4 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ 49.2 ล้านบาร์เรล และ National Development & Reform Commission ของจีนประกาศให้ผู้จำหน่ายน้ำมันในประเทศ หยุดขายน้ำมันดีเซลที่มีกำมะถันมากกว่า 10 ppm (ส่วนมากใช้กับรถแทร็กเตอร์ และเรือ) ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 60 เพื่อลดมลพิษในอากาศ อย่างไรก็ตาม Bharat Petroleum Corp. Ltd (BPCL) ของอินเดีย อยู่ระหว่างการเร่งอัตราการกลั่นของโรงกลั่น Kochi ทางตอนใต้ของอินเดีย หลังขยายกำลังการกลั่นจากเดิม 190,000 บาร์เรลต่อวัน สู่ระดับ 260,000 บาร์เรลต่อวัน แล้วเสร็จ และมีแผนเพิ่มขึ้นแตะ 310,000 บาร์เรลต่อวัน แต่ไม่มีการระบุระยะเวลา กอปรกับ Reuters รายงานรัสเซียส่งออกน้ำมันดีเซลกำมะถันต่ำ (ULSD) จากท่าเรือ Primorsk บริเวณทะเลดำ เดือน พ.ย. 60 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 4.6 % อยู่ที่ 220,000 บาร์เรลต่อวัน ด้านปริมาณสำรองน้ำมันดีเซล IES รายงานปริมาณสำรอง Middle Distillates เชิงพาณิชย์ที่สิงคโปร์ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 1 พ.ย. 60 เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 510,000 บาร์เรล มาอยู่ที่ 12 ล้านบาร์เรล ทางด้านเทคนิคในสัปดาห์นี้คาดว่าราคาน้ำมันดีเซล จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 70.0-73.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ที่มา : ThaiPR.net (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2560)


นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธาน สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก คาดว่าการส่งออกของไทยปี 60 จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 8% ตามทิศทางการค้าโลก หลังเดือน ก.ย.60 ขยายตัว 12.2% มีมูลค่า 21,812 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเป็นการขยายตัวในระดับสูงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) และสูงสุดในรอบ 56 เดือน โดยการส่งออกในรูปเงินบาทเท่ากับ 720,176 ล้านบาท ขยายตัว 7.8% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน (YoY) ส่งผลให้การส่งออก 9 เดือนแรก มีมูลค่า 175,435 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เติบโต 9.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน (YoY) ขณะที่ในรูปเงินบาทการส่งออก 9 เดือนแรก มีมูลค่า 6,001,376 ล้านบาท เติบโต 6.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน (YoY)

"การส่งออกของไทยในปี 2560 ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องจากอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าสำคัญที่ปรับตัวดีขึ้น กอปรกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และแนวโน้มสินค้าอุตสาหกรรมหลายรายการสามารถกลับมาขยายตัวได้ดีทั้งปริมาณ และราคา โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่สำคัญ เช่น ข้าว ยางพารา น้ำตาลทราย ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป และในภาคอุตสาหกรรมเช่น ทองคำ ผลิตภัณฑ์ยาง น้ำมันสำเร็จรูป รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ"สรท.ระบุ

ทั้งนี้ การเติบของการส่งออกไทยในช่วงที่ผ่านมาได้รับอานิสงส์จาก 1) การขยายตัวดีขึ้นของการค้าระหว่างประเทศโดยรวมทั่วโลก และสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก เช่น จีน ญี่ปุ่น อาเซียน และออสเตรเลีย ลาตินอเมริกา พลิกกับมาโตช่วงปลายไตรมาส 3/60 และคาดการณ์ว่าจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของปริมาณสินค้าที่ขนส่งทั้งทางทะเล
และทางอากาศระหว่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา

2) การส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญ เช่น น้ำมันสำเร็จรูป เม็ดพลาสติก เหล็ก น้ำตาลทราย ยางพาราและผลิตภัณฑ์ เป็นต้น ปรับตัวดีขึ้นตามลำดับจากปัจจัยบวก อาทิ ราคา และความต้องการสินค้าเพื่อนำไปผลิตต่อของคู่ค้า 3) การสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าของสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้นเพื่อเตรียมตอนรับเทศกาล Thanksgiving ในช่วงพ.ย.นี้

สำหรับปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการส่งออกไทยประกอบด้วย 1) จับตานโยบายของผู้สมัครประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมาแทนที่คนปัจจุบันซึ่งจะหมดวาระลงในเดือน ก.พ. 2561 ซึ่งอาจมีผลให้ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้นและอาจส่งผล ให้ค่างเงินบาทผันผวนต่อไป 2) มาตรการกีดกันทางการค้าในประเทศคู่ค้าหลัก อาทิ สหรัฐอเมริกา-Buy America และจีน-Safeguard- Anti-dumping รวมถึงความไม่พร้อมของไทยในการปฏิบัติตามข้อกำหนด Trade Facilitation Agreement ซึ่งจะส่งผลในระยะยาวต่อการส่งออกของไทย 3) การเคลื่อนย้ายแรงงานและการสร้างตลาดแรงงานที่มีคุณภาพต่อการผลิต 4) สถานการณ์คาบสมุทรเกาหลีหลังรัสเชียออกมาปฏิเสธการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ ขณะที่จีนยืนยันจะส่งออกสินค้า Humanitarian Needs ให้กับเกาหลีเหนือต่อไป

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อาทิ 1) พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 13

พฤศจิกายน 2560 ที่จะถึงนี้ และความล่าช้าในการพัฒนา National Single Window ให้สามารถใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ 2) ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตทำงานและการรับอนุญาตให้ทำงาน ตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายอนุบัญญัติซึ่งกำหนดรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินงานที่สำคัญ และมีผลในทางปฏิบัติ เช่น อัตราการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมของคนต่างด้าว รวมถึงระยะเวลาดำเนินการและการรับรองเอกสาร เป็นต้น

3) กฎหมาย Buy America ของประธานนาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นกฎหมายเชิงนโยบายที่กำหนดให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องจัดซื้อจัดจ้างและเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตภายในประเทศเป็นอันดับแรก และ 4. ท่าทีของสหรัฐฯ ต่อการเข้าร่วมประชุม APEC Economic Leader Meeting (APEC CEO summit) ที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม และประชุม ASEAN Summit ที่ประเทศฟิลิปปินส์ และการเดินทางเยือนประเทศ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 3 – 14 พ.ย.60

ด้านสถานการณ์ค่าเงินบาทไทย ปัจจุบันอยู่ในสภาวะค่าเงินบาททรงตัวค่อนไปทางแข็งค่าขึ้น จากปัจจัยต่างที่เกี่ยวข้อง อาทิ 1) ภาวะเศรษฐกิจและดุลการค้าของไทยที่ปรับตัวสูงขึ้น 2) ปัจจัยจากสถานการณ์การเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินและปริมาณเงินทุนไหลเข้าประเทศ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศเร่งออกมาตรการควบคุมเงินไหลเข้า

3) ปัจจัยในประเทศที่ทำให้บาทแข็งส่วนหนึ่งมาจากธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงอัตรา ดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับปัจจุบัน (1.5%) เพื่อสนับสนุนอุปสงค์ในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน โดยที่ดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุลในระดับสูง คาดว่าจะปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยก่อนที่ปี 2561 มีโอกาสปรับเพิ่ม 1 ครั้ง ตามการแข็งค่าของเงินสกุลดอลลาร์ 4) มูลค่าการส่งออกของไทยปรับตัวสูงขึ้นและดุลการค้าเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม สรท.เสนอแนะภาครัฐต้องกำกับดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ ไม่แข็งค่าสูงกว่าคู่ค้าและคู่แข่งสำคัญ ประกอบกับใช้ครื่องมือต่างๆ เพื่อสกัดไม่ให้เงินทุนไหลเข้าในประเทศมากเกินไป คาดว่า กนง.อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในช่วง ไตรมาส 2/61 เป็นต้นไป จะทำให้มีเงินไหลเข้ามาจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีด้วย ด้วยเหตุนี้มีความเป็นไปได้ว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์ได้

การค้าระหว่างประเทศ เกี่ยวพันกับกฎหมายหลายฉบับทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาจส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจของภาคเอกชนเป็นอย่างมาก ดังนั้น รัฐบาลจึงควรเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมมากขึ้นในการกำหนดหลักเกณฑ์และ ขั้นตอนปฏิบัติที่สอดคล้องกับการดำเนินงานของภาคธุรกิจ เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่เป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการไทย

รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับเรื่องการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อลดขั้นตอน อุปสรรค และต้นทุนสำหรับการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงช่วยให้การค้าในระบบ E-Commerce มีการขยายตัวได้มากขึ้น

กระทรวงพาณิชย์ ต้องให้ความสำคัญกับการเจรจาการค้าเสรี ทั้งการปรับปรุงเงื่อนไขในกรอบการค้าเสรีที่มีผลบังคับใช้แล้ว

เพื่อให้ผู้ประกอบการของไทยใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น เร่งรัดกรอบที่อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อให้ไทยได้มีข้อได้เปรียบทางการค้า เหนือคู่แข่งสำคัญ รวมถึง ติดตามสถานการณ์และเร่งเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาการกีดกันทางการค้าจากประเทศคู่ ค้าสำคัญควบคู่ไปกับการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการลงทุนภายในประเทศ เนื่องจากส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 6 พฤศจิกายน 2560)

China Foreign Exchange Trading System (CFETS) ซึ่งเป็นหน่วยงานของธนาคารกลางจีนรายงานว่า เงินหยวนแข็งค่าขึ้น 0.31% แตะที่ 6.6216 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐในวันนี้

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ในตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศของจีนนั้น เงินหยวนได้รับอนุญาตให้ปรับตัวขึ้นหรือลงไม่เกิน 2% จากอัตราค่ากลางของการซื้อขายแต่ละวัน

ทั้งนี้ อัตราค่ากลางสกุลเงินหยวนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อิงกับราคาเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก ก่อนที่ตลาดจะเปิดทำการซื้อขายในแต่ละวัน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2560)

ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (6 พ.ย.) หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐระบุว่า ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนต.ค.มีการขยายตัวน้อยกว่าคาดการณ์ ขณะที่ตัวเลขค่าแรงต่อชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อนั้น ซบเซาลงด้วยเช่นกัน

ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยนที่ระดับ 113.80 เยน จากระดับ 114.17 เยน และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิสที่ระดับ 0.9979 ฟรังก์ จากระดับ 1.0007 ฟรังก์

ยูโรแข็งค่าขึ้นแตะระดับ 1.1612 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1608 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะระดับ 1.3165 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3069 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นแตะระดับ 0.7681 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7650 ดอลลาร์

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง โดยดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ปรับตัวลง 0.21% แตะที่ 94.742 เมื่อคืนนี้

ปัจจัยที่ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงนั้น มาจากรายงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐซึ่งระบุว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นต่ำกว่าคาดในเดือนต.ค. โดยปรับตัวขึ้นเพียง 261,000 ตำแหน่ง ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะพุ่งขึ้น 310,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 4.1% ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะทรงตัวที่ 4.2%

ก่อนหน้านี้ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนก.ย.เพิ่มขึ้นเพียง 18,000 ตำแหน่ง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากพายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ และเออร์มา ซึ่งทำให้ภาคธุรกิจในรัฐเท็กซัส ฟลอริดา และอีกหลายรัฐทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐต้องปิดกิจการ ส่งผลให้แรงงานจำนวนมากประสบภาวะตกงานชั่วคราว

ขณะเดียวกัน ตัวเลขรายได้ หรือค่าแรงต่อชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน ลดลง 1 เซนต์/ชั่วโมงในเดือนต.ค. และเพิ่มขึ้นเพียง 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขการเพิ่มขึ้นรายปีที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.ปีที่แล้ว หลังจากที่พุ่งขึ้น 2.9% ในเดือนก.ย.

ทั้งนี้ ตัวเลขรายได้ต่อชั่วโมงนับเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์จากธนาคารโซซิเอเต เจเนอรัล กล่าวว่า นักลงทุนได้ซึมซับกระแสคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ. ค. โดย CME Group ระบุว่า จากการใช้เครื่องมือ FedWatch วิเคราะห์ภาวะการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ พบว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่ามีโอกาสเกือบ 100% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2560)