Nongyao

Nongyao

หุ้น PTT, PTTEP ราคาขยับขึ้น โดยเมื่อเวลา 10.43 น.หุ้น PTT บวก 1.79% มาอยู่ที่ 341 บาท เพิ่มขึ้น 6 บาท มูลค่าซื้อขาย 645.39 ล้านบาท ขณะที่หุ้น PTTEP บวก 1.55% มาอยู่ที่ 81.75 บาท เพิ่มขึ้น 1.25 บาท มูลค่าซื้อขาย 353.73 ล้านบาท บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ฯแนะ"เก็งกำไร"หุ้น บมจ.ปตท. (PTT) ราคาเหมาะสม 358 บาท คาดว่าหุ้นกลุ่มพลังงานจะฟื้นตัวในวันนี้ จากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปรับขึ้น 3.1% จากวันก่อนหน้า เป็น 51.35 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ทำระดับสูงสุดในรอบ 15 เดือน หลังรัสเซียให้ความเห็นว่าจะร่วมมือกับประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) เพื่อลดกำลังการผลิตน้ำมัน ด้านหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ มีความเสี่ยงที่จำกัดจากความผันผวนของปัจจัยภายในประเทศ เทียบกับหุ้นกลุ่ม Domestic Play ที่คาดว่าจะมีความผันผวนมากในช่วงนี้ ส่วนภาวะ Oversupply ตลาดน้ำมันในปี 2560 คาดว่าจะมีความสมดุลมากขึ้น ช่วยจำกัด Downside Risk ของราคาน้ำมันดิบ และเป็นปัจจัยบวกต่อกำไรปี 2560 ให้เติบโต 23% จากปีนี้มาที่ 9.14 หมื่นล้านบาท และการ Spin off ธุรกิจค้าสถานีบริการน้ำมันและค้าปลีกเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯในปี 2560 เป็น Upside ที่ยังไม่รวมไว้ในประมาณการ ด้านบล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุว่า แรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานจากราคาน้ำมัน WTI เดือนพ.ย.ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 1.54 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หรือ 3% สู่ระดับ 51.35 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หลังจากประธานาธิบดีรัสเซีย นายวลาดิเมียร์ ปูตินเปิดเผยว่ารัสเซียจะร่วมมือในการปรับลดปริมาณการผลิตน้ำมันร่วมกับ กลุ่มโอเปกในความพยายามที่จะพยุงราคาน้ำมัน รวมทั้งคาดว่าในการประชุมโอเปกอย่างเป็นทางการวันที่ 30 พ.ย.นี้ น่าจะมีการกำหนดโควตาของแต่ละประเทศได้ ทั้งนี้จะมีการประชุมโอเปกรอบพิเศษในวันที่ 8-13 ต.ค.นี้ ถือเป็นปัจจัยบวกต่อทิศทางราคาน้ำมันและหุ้นกลุ่มพลังงาน เช่น PTT และ PTTEP ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 11 ตุลาคม 2559)

นายอิกอร์ เซชิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทรอสเนฟท์ ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซีย ระบุว่า บริษัทของเขาจะไม่ปรับลดกำลังการผลิต หรือตรึงกำลังการผลิตน้ำมัน แม้กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) มีข้อตกลงดังกล่าว นายเซชินนับเป็นผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในธุรกิจน้ำมันรัสเซีย และที่ผ่านมา เขามักมีท่าทีขัดแย้งกับกลุ่มโอเปก นายเซชินแสดงความไม่มั่นใจว่าบางประเทศในกลุ่มโอเปก เช่น อิหร่าน และซาอุดิอาระเบีย จะปรับลดกำลังการผลิตตามข้อตกลง นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเหนือ 50 ดอลลาร์/บาร์เรลจะทำให้ผู้ผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (shale oil) ในสหรัฐ กลับมามีกำไรจากการผลิตน้ำมัน ท่าทีของนายเซชินถือว่าแตกต่างจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ซึ่งกล่าววานนี้ว่า รัสเซียพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการลดกำลังการผลิตน้ำมันกับกลุ่มโอเปก ทั้งนี้ โอเปกจะทำการประชุมที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ในวันที่ 30 พ.ย. เพื่อหารือถึงมาตรการจำกัดการผลิตน้ำมัน ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 11 ตุลาคม 2559)

นักวิเคราะห์จากโกลด์แมน แซคส์ระบุในรายงานวิจัยว่า ถึงแม้รัสเซียให้ความร่วมมือกับกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ในการลดการผลิตน้ำมัน แต่ตลาดน้ำมันอาจจะไม่มีการปรับตัวสู่ระดับสมดุลจากความร่วมมือดังกล่าว รายงานระบุว่า แม้รัสเซียจะจับมือกับโอเปกในการลดกำลังการผลิต แต่การที่ลิเบีย,ไนจีเรีย และอิรักอาจปรับเพิ่มกำลังการผลิต ก็จะลดทอนผลบวกจากการที่รัสเซียและโอเปกลดการผลิต โกลด์แมน แซคส์เตือนว่า ยังคงเป็นการเร็วเกินไปที่จะคาดการณ์ว่ากลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะร่วมมือกันลดกำลังการผลิต ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กล่าววานนี้ว่า รัสเซียพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการลดกำลังการผลิตน้ำมันกับกลุ่มโอเปก ปธน.ปูตินหวังว่าที่ประชุมโอเปกจะสามารถยืนยันการตัดสินใจในการกำหนดโควตาของประเทศสมาชิกในการประชุมวันที่ 30 พ.ย. ขณะเดียวกัน โกลด์แมน แซคส์ระบุว่า ยังคงมีความไม่แน่นอนที่ว่า กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐจะตอบรับการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันของโอเปก อย่างไร โดยการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน อาจส่งผลให้ผู้ผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (shale oil) ในสหรัฐกลับมาทำการผลิตน้ำมันอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ รายงานยังเตือนว่า หากที่ประชุมโอเปกไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการจำกัดการผลิตน้ำมันในการประชุม วันที่ 30 พ.ย. ก็จะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิ่งลงแตะ 43 ดอลลาร์/บาร์เรลในไตรมาส 4 ปีนี้ แต่ถ้าหากมีการบรรลุข้อตกลง ก็จะทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวที่ราว 52.50 ดอลลาร์/บาร์เรลในปีหน้า ทางด้านนายอิกอร์ เซชิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทรอสเนฟท์ ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซีย ระบุว่า บริษัทของเขาจะไม่ปรับลดกำลังการผลิต หรือตรึงกำลังการผลิตน้ำมัน แม้กลุ่มประเทศโอเปกมีข้อตกลงดังกล่าว นายเซชินนับเป็นผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในธุรกิจน้ำมันรัสเซีย และที่ผ่านมา เขามักมีท่าทีขัดแย้งกับกลุ่มโอเปก นายเซชินแสดงความไม่มั่นใจว่าบางประเทศในกลุ่มโอเปก เช่น อิหร่าน และซาอุดิอาระเบีย จะปรับลดกำลังการผลิตตามข้อตกลง นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเหนือ 50 ดอลลาร์/บาร์เรลจะทำให้ผู้ผลิตน้ำมัน shale oil ในสหรัฐ กลับมามีกำไรจากการผลิตน้ำมัน ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 12 ตุลาคม 2559)

สกุลเงินปอนด์ยังคงอ่อนค่าเมื่อบเทียบดอลลาร์ในวันนี้ หลังจากนักวิเคราะห์จากหลายสำนัก รวมถึงเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค, ไอเอ็นจี และจูเลียส แบร์ คาดการณ์ว่า สกุลเงินปอนด์จะอ่อนค่าลงอีกในปีนี้ ณ เวลา 13.33 น. ตามเวลาไทย ปอนด์อ่อนค่า 0.4% สู่ระดับ 1.2312 ดอลลาร์ นักวิเคราะห์พากันคาดการณ์ว่าเงินปอนด์จะอ่อนค่าลงอีก หลังจากที่ทรุดฮวบลง 6% แตะระดับ 1.1819 ดอลลาร์ในการซื้อขายเมื่อวันศุกร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1985 โดยเงินปอนด์อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่อังกฤษลงประชามติถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิสหภาพยุโรป (Brexit) ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 12 ตุลาคม 2559)

ผลสำรวจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก ระบุว่า ผู้บริโภคลดการคาดการณ์เกี่ยวกับเงินเฟ้อ และรายได้ในปีหน้า ทั้งนี้ ผลสำรวจการคาดการณ์เงินเฟ้อของผู้บริโภค ซึ่งเป็นมาตรวัดราคาที่เฟดให้ความสำคัญ พบว่า ตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยสำหรับเงินเฟ้อในปีหน้าได้ดิ่งลงสู่ระดับ 2.5% ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเท่าที่เคยมีการบันทึก หลังจากแตะระดับ 2.8% ในเดือนส.ค. ส่วนตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยสำหรับเงินเฟ้อในช่วง 3 ปีข้างหน้า ได้ร่วงลงสู่ระดับ 2.6% ในเดือนก.ย. ใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากแตะระดับ 2.7% ในเดือนส.ค. นอกจากนี้ ผลสำรวจยังบ่งชี้ว่า ตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยสำหรับการเติบโตของรายได้ในปีหน้าได้ลดลงสู่ระดับ 2.0% ในเดือนก.ย. หลังจากแตะระดับ 2.4% ในเดือนส.ค. ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 12 ตุลาคม 2559)

สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลยูโรและปอนด์ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (11 ต.ค.) ในขณะที่นักลงทุนจับตารายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพื่อประเมินการส่งสัญญาณเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด

เงินยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1052 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 1.1139 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่เงินปอนด์ลดลงแตะระดับ 1.2126 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 1.2356 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเงินดอลลาร์ออสเตรเลียลดลงแตะระดับ 0.7543 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7605 ดอลลาร์สหรัฐ

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเยนที่ระดับ 103.34 เยน จากระดับ 103.69 เยน และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9885 ฟรังก์ จากระดับ 0.9827 ฟรังก์ ในขณะที่ขยับขึ้นเมื่อเทียบดอลลาร์แคนาดาที่ระดับ 1.3250 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3170 ดอลลาร์แคนาดา

นักวิเคราะห์กล่าวว่า ข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในระยะนี้อาจจะเปิดโอกาสให้เฟดตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงสิ้นปีนี้

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ของเฟดหลายรายยังได้ออกมาแสดงความเห็นสนับสนุนการตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอีกด้วย

นักลงทุนจับตารายงานการประชุมประจำเดือนก.ย.ของเฟด ซึ่งจะมีการเปิดเผยในวันพุธที่ 12 ต.ค.ตามเวลาสหรัฐ เพื่อเป็นสัญญาณบ่งชี้แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย พร้อมกับจับตานางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด ซึ่งจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมเศรษฐกิจครั้งที่ 60 ของเฟดสาขาบอสตัน ในวันศุกร์ที่ 14 ต.ค.นี้ตามเวลาสหรัฐ

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 12 ตุลาคม 2559)

ช่วงเช้าบาทอ่อนค่าสุดในรอบ 3 เดือนที่ 35.18 บาทต่อดอลลาร์ จับตาเงินทุนเคลื่อนย้าย นาง สาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย กลุ่มงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในช่วงเช้าวันนี้ (11ต.ค.) เงินบาทยังคงอยู่ใกล้ระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 3 เดือนที่ 35.18 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ เงินดอลลาร์ยังคงมีแรงหนุนจากแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในเดือนธ.ค. และความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงจาก Hard Brexit ของอังกกฤษ สำหรับความเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ คาดไว้ที่ 35.00-35.20 บาทต่อดอลลาร์ โดยอาจต้องจับตากระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายต่อไป ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ (วันที่ 11 ตุลาคม 2559)

บาทเปิดตลาดเช้านี้ 35.20 บาทต่อดอลลาร์ "อ่อนค่า"ในช่วงตลาดหุ้นไทย"ผันผวน" นาย จิติพล พฤกษาเมธานันท์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ 35.20บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าต่อเนื่องจากวานนี้เงินบาทอยู่ในช่วง 34.96-35.09 บาทโดยในช่วงเช้าตลาดจับตาไปที่การโต้วาทีของผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่ง ประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งสร้างความผันผวนให้ตลาดบ้างเล็กน้อย อย่างไรก็ตามเราพบว่าตลาดมองว่าความเสี่ยงที่ความผันผวนจะเพิ่มมากขึ้น จากการเลือกตั้งอาจมีไม่มากนะและโอกาสที่การขึ้นดอกเบี้ยจะยังเกิดขึ้นใน เดือนธันวาคมยังมีอยู่ถึงกว่า 70% เรามองว่าปัจจัยดังกล่าวเป็นตัวหนุนค่าเงินดอลลาร์ในช่วงนี้ และมองว่าค่าเงินบาทยังมีทิศทางอ่อนค่าในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยผันผวนพร้อมกับ ตลาดบอนด์เจอแรงขายจากต่างชาติ สำหรับวันนี้คาดว่าค่าเงินบาทจะซื้อขายอยู่ในช่วง 35.15-35.22 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ช่วงเช้าบาทอ่อนค่าสุดในรอบ3เดือนที่35.18บาทต่อดอลลาร์ จับตาเงินทุนเคลื่อนย้าย นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย กลุ่มงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในช่วงเช้าวันนี้เงินบาทยังคงอยู่ใกล้ระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 3 เดือนที่ 35.18 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ ยังคงมีแรงหนุนจากแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในเดือนธ.ค. และความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงจาก Hard Brexit ของอังกกฤษ สำหรับความเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ คาดไว้ที่ 35.00-35.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยอาจต้องจับตากระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายต่อไป ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ (วันที่ 11 ตุลาคม 2559)

ราคาน้ำมันดิบทรงตัวในระดับสูง หลังคาดโอเปคจะมีการหารือพูดคุยกับรัสเซียในสัปดาห์หน้า ไท ยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 47-52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 49-54 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (10-14 ต.ค. 59) ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้คาดว่าจะทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง หลังคาดในการประชุมสัปดาห์นี้ระหว่างผู้ผลิตกลุ่มโอเปคและนอกกลุ่มโอเปค โดยคาดว่าจะมีการหารือพูดคุยถึงความร่วมมือระหว่างกลุ่มโอเปคและรัสเซีย ในการปรับลดหรือคงกำลังการผลิต นอกจากนี้ราคายังได้รับแรงหนุนจาก ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ ที่มีแนวโน้มปรับลดลง อย่างไรก็ตาม ราคายังคงได้รับแรงกดดันจากปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบสหรัฐ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และผู้ผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐ มีการทำประกันความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมาสำหรับปริมาณการผลิตใน ปีหน้า ประกอบกับ อุปทานจากไนจีเรียและลิเบียมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้ : - จับตาการประชุมระหว่างผู้ผลิตในกลุ่มโอเปคและรัสเซียในงาน World Energy Conference ในวันที่ 9 – 13 ต.ค. ว่าจะมีการหารือถึงการที่จะขอความร่วมมือจากผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปคให้ลดกำลัง การผลิตมาอยู่ที่ระดับ 32.5 – 33.0 ล้านบาร์เรลต่อวันก่อนที่จะมีการประชุมที่กรุงเวียนนาหรือไม่ โดยรัฐมนตรีพลังงานของซาอุดิอาระเบีย อิหร่าน และอิรัก จะเป็นตัวแทนของกลุ่มโอเปคเพื่อเข้าร่วมประชุมกับรัสเซียเพื่อการเจรจาอย่าง ไม่เป็นทางการในสัปดาห์หน้า อย่างไรก็ดีคาดว่าจะไม่มีการตัดสินใจใดๆ แต่การประชุมดังกล่าวจะทำให้เกิดโอกาสสำหรับการหารือกันถึงก้าวต่อไป - ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ มีแนวโน้มปรับลดลง หลังปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบสหรัฐ มีแนวโน้มปรับลดลง โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ สำหรับสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 30 ก.ย. ปรับตัวลดลง 3.0 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับเพิ่มขึ้น 2.6 ล้านบาร์เรล โดยปริมาณน้ำมันดิบปรับลดลงไปกว่า 26 ล้านบาร์เรลในเดือนที่ผ่านมา จนลงแตะระดับ 499.7 ล้านบาร์เรล ซึ่งต่ำกว่าระดับ 500 ล้านบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมกราคม - ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องใกล้ระดับ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ผู้ผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐ เพิ่มปริมาณการขุดเจาะขึ้นต่อเนื่อง โดย Baker Hughes รายงานจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบ สำหรับสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 7 ตค. ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3 แท่น มาสู่ระดับ 428 แท่น ซึ่งคิดเป็นการปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดนับจากเดือน กพ. - ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบไนจีเรียมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หลังล่าสุดน้ำมันดิบ Qua Iboe สามารถกลับมาส่งออกได้รวมทั้งสิ้นแล้ว 2 ลำ ในขณะที่ ปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบ Forcados คาดจะกลับมาในเร็วนี้ หากสามารถกลับมาส่งออกน้ำมันดิบทั้ง 2 ชนิดได้ตามคาดจะส่งผลให้โดยรวมปริมาณการผลิตน้ำมันดิบจะเพิ่มขึ้นราว 0.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม ไนจีเรียยังคงเผชิญความเสี่ยงกับการโจมตีท่อขนส่งน้ำมันดิบ หลังในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมากลุ่มติดอาวุธ Niger Delta Avenger กลับมาทำการโจมตีท่อขนส่งน้ำมันดิบ Bonny Light อีกครั้ง หลังจากในเดือน ส.ค. ที่ผ่านมาได้มีการประกาศหยุดยิงไป - ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดค้าปลีกสหรัฐ ดัชนีราคาผู้ผลิตสหรัฐ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานสหรัฐ และ ดัชนีราคาผู้ผลิตและผู้บริโภคจีน สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (26-30 ก.ย. 59) ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.57 ดอลลาร์ ปิดที่ 49.81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.83 ดอลลาร์ฟ ปิดที่ 51.93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังได้รับแรงหนุนจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐที่ปรับลดลง 3 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่ผ่านมา มาแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. ที่ 499.7 ล้านบาร์เรล นอกจากนั้น ราคายังคงได้รับแรงหนุนต่อเนื่องจากข้อตกลงของกลุ่มโอเปคที่ผ่านมาที่จะปรับ ลดกำลังการผลิตมาอยู่ที่ระดับ 32.5 – 33.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อิหร่านได้กระตุ้นให้ผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปค ออกมาให้ความร่วมมือเกี่ยวกับข้อตกลงที่จะลดกำลังการผลิต ซึ่งอิหร่านให้เหตุผลสนับสนุนว่า หากมีการร่วมกันหลายประเทศจะสามารถสร้างความมั่นใจต่อข้อตกลงดังกล่าวได้มาก ยิ่งขึ้น ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ (วันที่ 11 ตุลาคม 2559)

รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนส.ค.ปรับตัวขึ้น 23.1% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 2.00 ล้านล้านเยน (1.9 หมื่นล้านดอลลาร์) ทำสถิติเกินดุลติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 เนื่องจากการนำเข้าลดลงจากราคาน้ำมันดิบที่ร่วงลงและเงินเยนแข็งค่า ทางด้านมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบร่วงลง 35.7% หลังราคาน้ำมันโดยเฉลี่ยปรับตัวลดลง 23.1% สู่ระดับ 45.37 ดอลลาร์/บาร์เรลในเดือนส.ค. ขณะที่มูลค่าการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวร่วงลง 34.6% ทั้งนี้ ญี่ปุ่นต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นอย่างมาก นับตั้งแต่เกิดภัยพิบัติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะในเดือนมี.ค. ปี 2554 ส่งผลให้เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่ต้องปิดตัวลงเพื่อทำการ ซ่อมแซม ในขณะที่หลายฝ่ายยังคงกังวลเกี่ยวกับประเด็นด้านความปลอดภัย ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 11 ตุลาคม 2559)