Nongyao

Nongyao

ราคาน้ำมันเฉลี่ยรายสัปดาห์เพิ่มขึ้นทุกชนิด โดยน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เพิ่มขึ้น 2.78 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 63.78 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบเวสท์เท็กซัสฯ (WTI) เพิ่มขึ้น 2.45 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 57.05 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบดูไบ (Dubai) เพิ่มขึ้น 2.93 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 61.69 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินออกเทน 95 เพิ่มขึ้น 3.17 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 76.81 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และน้ำมันดีเซล เพิ่มขึ้น 1.81 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 72.80 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล


ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบในเชิงบวก

- มกุฎราชกุมาร Salman ของซาอุดีอาระเบียจับกุมเชื้อพระวงศ์ รวมทั้งรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีรวมกว่า 200 รายจากการทุจริตคอรัปชั่น เปิดโอกาสให้พระองค์แต่งตั้งบุคคลที่ใกล้ชิดดำรงตำแหน่งสำคัญแทนที่ ทั้งนี้อัยการสูงสุดของซาอุดีอาระเบียประเมินว่ามีการทุจริตอย่างเป็นระบบ มูลค่ารวมกว่า 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และระบุว่าการจับกุมครั้งนี้เป็นเพียงการเริ่มต้น

- ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับซาอุดีอาระเบียทวีความตึงเครียด ล่าสุดวันที่ 4 พ.ย. 60 กลุ่ม Houthi ในเยเมนใช้ขีปนาวุธยิงโจมตีเมืองหลวงของซาอุดีอาระเบียแม้ไม่สำเร็จ แต่ซาอุดีอาระเบียกล่าวหาว่าเป็นอาวุธจากอิหร่าน ขณะที่ประธานาธิบดีอิหร่าน นาย Hassan Rouhani ระบุว่ากลุ่ม Houthi เป็นการตอบโต้การใช้กำลังทางอากาศของซาอุดีอาระเบียที่โจมตีเยเมนอย่างหนัก และต่อเนื่องนานเกือบ 3 ปี สร้างความเสียหายแก่เยเมนอย่างรุนแรง

- JBC Energy รายงานปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของเวเนซุเอลาสู่สหรัฐฯ เดือน ต.ค.60 ลดลงจากเดือนก่อน 100,000 บาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ระดับ 430,000บาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณต่ำสุดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532

- Reuters รายงานลิเบียมีแผนส่งออกน้ำมันดิบลดลง เนื่องจากโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ ในเมือง Ubari มีกำหนดเริ่มเดินเครื่องปลายเดือน พ.ย. 60 และต้องการใช้น้ำมันดิบจากแหล่ง Sharara เป็นเชื้อเพลิง เริ่มที่ปริมาณ 30,000 บาร์เรลต่อวัน และเพิ่มเป็น 50,000 บาร์เรลต่อวัน ปัจจุบันแหล่ง Sharara ผลิตที่ระดับ 300,000 บาร์เรลต่อวัน


ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบในเชิงลบ

- Energy Information Administration (EIA) รายงานปริมาณสำรองน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 3 พ.ย. 60 เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 2.2 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ 457.1 ล้านบาร์เรล และปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 670,000 บาร์เรลต่อวัน อยู่ที่ 9.62 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงสุดตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2526 กรมศุลกากรของจีน (General Administration of Customs) รายงานปริมาณนำเข้าน้ำมันดิบ เดือน ต.ค. 60 ลดลงจากเดือนก่อน 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ระดับ 7.3 ล้านบาร์เรลต่อวันและเป็นปริมาณนำเข้าที่ต่ำที่สุดในรอบ 13 เดือน เพราะโรงกลั่นเอกชนนำเข้าครบตามโควต้าที่ได้รับการจัดสรร

- EIA คาดปริมาณการผลิต Shale Oil ในเดือน พ.ย. 60 จะเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 35% สู่ระดับ 6.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และจำนวนหลุมผลิตน้ำมันที่ขุดเจาะแล้วเสร็จ แต่ยังไม่ดำเนินการผลิต (Drilled-but-Uncompleted) เดือน ก.ย. 60 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 43 % มาอยู่ที่ 7,120 หลุม


แนวโน้มราคาน้ำมันดิบ

ราคาน้ำมันดิบ ICE Brent และ NYMEX WTI มีแนวโน้มลดลง หลังแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 10 พ.ย. 60 เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 9 แท่น เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 5 เดือน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางปะทุและมีโอกาสบานปลาย หลังเกิดความตึงเครียดระลอกใหม่ระหว่างซาอุฯ และอิหร่านทั้งในสมรภูมิเดิมที่เยเมน, เลบานอนและบาห์เรนซึ่งเกิดเหตุระเบิดท่อขนส่งน้ำมันดิบ A-B (ปริมาณสูบถ่าย 230,000 บาร์เรลต่อวัน) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ สถานการณ์ยังซับซ้อนขึ้นเนื่องจากบาห์เรนมีฐานทัพสหรัฐฯ ตั้งอยู่ ล่าสุด สหรัฐฯ และฝรั่งเศสเห็นว่าการตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกฯ เลบานอนของนาย Saad al-Hariri เป็นการตัดสินใจของตนเอง และหลายฝ่ายคาดว่านาย Saad al-Hariri ยังถูกควบคุมตัวอยู่ที่ซาอุฯ ส่วนกองกำลัง Hezbollahประณามการแทรกแซงของซาอุฯ และกล่าวว่าซาอุฯ ยุแยงให้อิสราเอลโจมตีเลบานอน ส่วนด้านอุปสงค์ Reuters ประเมินว่าผู้ค้าน้ำมันนำเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่ หรือ Very Large Crude Carrier (VLCC) ที่สามารถบรรทุกน้ำมันดิบลำละ 2 ล้านบาร์เรล เก็บน้ำมันดิบ (Floating Storage) บริเวณน่านน้ำสิงคโปร์ และทางตะวันตกของมาเลเซีย ปัจจุบันมีอยู่ 15 ลำ บรรทุกน้ำมันดิบรวมประมาณ 30 ล้านบาร์เรล ลดลงครึ่งหนึ่งจากเดือน มิ.ย. 60 แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์น้ำมันดิบล้นตลาดเริ่มคลายลงในแถบเอเชีย ซึ่งความต้องการใช้สูงขึ้น ประกอบกับโครงสร้างราคาซื้อขายล่วงหน้ากลายเป็น Backwardation ซึ่งไม่เหมาะสำหรับการกักเก็บน้ำมัน ทางด้านเทคนิคในสัปดาห์นี้คาดว่าราคาน้ำมันดิบ ICE Brent จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 61.0-65.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบ NYMEX WTI อยู่ในกรอบ 55.0-59.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบ Dubai จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 60.0-64.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล


สถานการณ์ราคาน้ำมันเบนซิน

ราคาเฉลี่ยน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นจาก Platts รายงานตลาดน้ำมันเบนซินในเอเชียต้น พ.ย. 60 แข็งแกร่งต่อเนื่องจาก ต.ค. 60 หลังอุปทานจากอินเดียถูกดึงไปทางภูมิภาคตะวันออกกลาง และแอฟริกา ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันในเอเชียเหนือลดการผลิตน้ำมันเบนซิน และหันมาผลิตน้ำมันก๊าดที่ความต้องการใช้ในประเทศสูงขึ้น เพื่อทำความอบอุ่น ประกอบกับ บริษัท Valero Energy ในสหรัฐฯ เข้าซื้อน้ำมันเบนซินส่งมอบที่ New York Harbor เนื่องจากอุปทานในระบบขาดแคลน หลังโรงกลั่น Pembroke (กำลังการกลั่น 270,000 บาร์เรลต่อวัน) ใน Wales ของสหราชอาณาจักร หยุดดำเนินการหน่วย Fluid Catalytic Converter (FCC กำลังการผลิต 90,000 บาร์เรลต่อวัน) ฉุกเฉินเมื่อต้นสัปดาห์ก่อน ด้านปริมาณสำรองน้ำมันเบนซิน Energy Information Administration (EIA) รายงานปริมาณสำรองน้ำมันเบนซิน เชิงพาณิชย์ในสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 3 พ.ย. 60 ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 3.3 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ 209.5 ล้านบาร์เรล ต่ำสุดในรอบ 3 ปี และรายงานอุปสงค์น้ำมันเบนซินอยู่ที่ 9.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี 5 % และ International Enterprise Singapore (IES) ของสิงคโปร์รายงานปริมาณสำรอง Light Distillatesเชิงพาณิชย์ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 8 พ.ย. 60 ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 860,000 บาร์เรล มาอยู่ที่ 10.70 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม Society of Motor Manufacturers and Trader ของอังกฤษรายงานยอดขายรถยนต์ เดือน ต.ค. 60 ลดลงจากเดือนก่อน 12 % อยู่ที่ 158,192 คัน และยอดขายเฉลี่ย เดือน ม.ค.-ต.ค. 60 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 4.6% อยู่ที่ 2.2 ล้านคัน เนื่องจากผู้บริโภคชะลอการซื้อรถ เพราะเกรงว่ารัฐบาลจะออกมาตรการเพื่อกระตุ้นให้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า อาทิ เก็บค่าธรรมเนียมการใช้พลังงานจากน้ำมัน เพื่อให้การสนับสนุนประกาศยกเลิกการผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ปี พ.ศ. 2583 กอรปกับโรงกลั่น CorpusChristi (กำลังการกลั่น 163,000 บาร์เรลต่อวัน) ในมลรัฐเท็กซัสฯ ของบริษัท Citgo กลับมาเดินเครื่อง Catalytic Converter (กำลังการผลิต 30,000 บาร์เรลต่อวัน) ซึ่งปิดดำเนินการแต่วันที่ 6 พ.ย. 60 จากปัญหาทางเทคนิค ในสัปดาห์นี้คาดว่าราคาน้ำมันเบนซิน จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 75.0-79.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล


สถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซล

ราคาเฉลี่ยน้ำมันดีเซลรายสัปดาห์เพิ่มขึ้นจาก Platts รายงานอุปทานน้ำมันดีเซลในตลาดจร (Spot) บริเวณยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือ (NWE) ตึงตัว เนื่องจากมีอุปสงค์จากอเมริกาใต้และแอฟริกาตะวันตกอย่างต่อเนื่อง ด้านปริมาณสำรอง EIA รายงานปริมาณสำรอง Distillates เชิงพาณิชย์ในสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 3 พ.ย. 60 ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 3.4 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ 125.6 ล้านบาร์เรล ต่ำสุดในรอบเกือบ 4 ปี และ IES รายงานปริมาณสำรอง Middle Distillates เชิงพาณิชย์ของสิงคโปร์ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 8 พ.ย. 60 ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 450,000 บาร์เรล มาอยู่ที่ 11.55 ล้านบาร์เรล ต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม บริษัทMangalore Refinery and Petrochemicals (MRPL) ของอินเดียขาย High Speed Diesel (HSD) 0.005 %S ปริมาณ 600,000 บาร์เรล ส่งมอบวันที่ 8-10 ธ.ค. 60 และ Bharat Petroleum Corp. Ltd. (BPCL) ของอินเดียออกประมูลขายน้ำมันดีเซล ปริมาณกำมะถัน 0.005 % S ปริมาณ 633,000 บาร์เรล ส่งมอบปลายเดือน พ.ย. 60 ทางด้านเทคนิคในสัปดาห์นี้คาดว่าราคาน้ำมันดีเซล จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 71.0-75.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ที่มา : ThaiPR.net (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 33.10 บาท/ดอลลาร์ จากเย็นวันศุกร์ที่ปิดตลาดที่ระดับ 33.12 บาท/ดอลลาร์

เมื่อคืนวันศุกร์มีแรงซื้อกลับดอลลาร์เข้ามาในตลาดเมื่อเทียบกับสกุลหลักยกเว้นยูโร ขณะที่ตลาดยังรอปัจจัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแผนปฏิรูปภาษีของสหรัฐ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ คือ เงินเฟ้อและยอดค้าปลีก"นักบริหารเงิน กล่าว

นักบริหารเงิน ยังคงประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทระหว่าง 33.05-33.15 บาท/ดอลลาร์


* ปัจจัยสำคัญ

- เงินเยนอยู่ที่ 113.62 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวันศุกร์ที่อยู่ที่ระดับ 113.42 เยน/ดอลลาร์

- ส่วนเงินยูโรอยู่ที่ 1.1645 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวันศุกรี์ที่อยู่ที่ระดับ 1.1654 ดอลลาร์/ยูโร

- อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของธปท.อยู่ที่ระดับ 33.0940 บาท/ดอลลาร์

- ธนาคารกสิกรไทย ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทสัปดาห์นี้ (13-17 พ.ย.) ที่ 33.00-33.30 บาทต่อดอลลาร์ โดยคงต้องติดตามทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ จากเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด ) ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนพ.ย. ดัชนีราคาผู้ผลิต ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคานำเข้าและส่งออกข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรม การเริ่มสร้างบ้านและการขออนุญาตก่อสร้างเดือนต.ค. สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจ และข้อมูลเงินทุนไหลเข้าสุทธิ สู่ตลาดการเงินสหรัฐฯ เดือนก.ย. นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
ไตรมาส 3/60 ของญี่ปุ่น และยูโรโซนด้วยเช่นกัน

- ธนาคารไทยพาณิชย์ ยกเครื่องระบบการให้บริการขายประกันผ่านธนาคาร (แบงก์แอสชัวรันส์) โดยได้ปรับปรุง 3 ด้าน ได้แก่ ปรับรูปแบบการนำเสนอผลิตภัณฑ์จากความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า สร้างกระบวนการดูแลหลังการขาย และพัฒนาระบบไอทีและอิเล็กทรอนิกส์

- กรมศุลกากร นำพ.ร.บ.ศุลกากรฉบับใหม่มาบังคับใช้ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 13 พ.ย. 60เป็นต้นไป โดยกฎหมายฉบับนี้จะมีการปรับปรุงพิธีศุลกากรและอนุบัญญัติศุลกากรเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกอุปสรรคในการทำธุรกิจมากยิ่งขึ้นพร้อมกับการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่สร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติงานมากขึ้น

- สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.) เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2561 สคร.เร่งรัดเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจทั้ง 45 แห่ง ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่มีอยู่จำนวนมาก ได้เป็นส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 2561 ให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

- ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาฟิลาเดลเฟีย ส่งสัญญาณว่า เขาอาจจะสนับสนุนให้คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่ามีความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ พร้อมระบุว่า เฟดจะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

- สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อวันศุกร์ (10 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนในการผลักดันกฎหมายปฏิรูปภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐหลังจากวุฒิสภาสหรัฐได้เปิดเผยรายละเอียดของแผนปฏิรูปภาษี ซึ่งมีเนื้อหาแตกต่างจากฉบับที่ผ่านโดยคณะกรรมาธิการพิจารณาวิธีการจัดหารายได้ของสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐจะสามารถประสานความแตกต่างในเนื้อหาเหล่านี้ให้ลงตัวได้หรือไม่

- สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงอย่างหนักเมื่อวันศุกร์ (10 พ.ย.) จากแรงเทขาย แม้สกุลเงินดอลลาร์อ่อนค่าและตลาดหุ้นนิวยอร์กปรับตัวลดลงก็ตาม

- รัฐมนตรีคลังสหรัฐเปิดเผยว่า ร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต่างก็มีเป้าหมายสุดท้ายที่เหมือนกัน ถึงแม้ว่าร่างกฎหมายฉบับของวุฒิสภาจะเสนอให้ชะลอเวลาบังคับใช้มาตรการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลก็ตาม

- ตลาดการเงินยังคงจับตาความคืบหน้าเกี่ยวกับร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของสหรัฐ โดยนักลงทุนส่วนใหญ่วิตกกังวลเกี่ยวกับความล่าช้าในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว หลังจากมีรายงานข่าวว่า สมาชิกพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาเสนอให้มีการชะลอการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 35% สู่ระดับ 20% ออกไปอีก 1 ปี จนถึงปี 2562 ขณะที่สมาชิกพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาได้เปิดเผยร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับของวุฒิสภา ซึ่งเนื้อหาหลักในร่างกฎหมายมีความแตกต่างจากฉบับของสภาผู้แทนราษฎร จึงส่งผลให้เกิดความไม่แน่แนอนว่า วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐจะสามารถประสานความแตกต่างในเนื้อหาเหล่านี้ให้ลงตัวได้หรือไม่

- นักลงทุนในตลาดการเงินจับตาการกล่าวสุนทรพจน์ของบรรดาผู้ว่าการธนาคารกลางทั่วโลก ในการประชุมซึ่งจัดขึ้น โดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่กรุงแฟรงค์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ในวันอังคารที่ 14 พ.ย.นี้

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)

เศรษฐกิจโลกกำลังกลับมาสู่สภาวะแข็งแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และจำนวนประเทศที่อยู่ในภาวะเศรษฐกิจ “ถดถอย” ในขณะนี้ ก็มีจำนวนน้อยที่สุดในรอบหลายสิบปี ทั้งยังมีแนวโน้มลดลงมากกว่านี้ในระยะไม่กี่ปีข้างหน้า

รายงานฉบับล่าสุดของดอยช์ แบงก์ เปิดเผยว่า หากจะพิจารณาถึงตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศระหว่างปี ค.ศ. 1980-2021 โดยเปรียบเทียบปีต่อปีและอ้างอิงจากการคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกโดยกองทุน การเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จะพบว่า เศรษฐกิจโลกในช่วงเวลานี้อยู่ในสภาวะที่ดีมากและดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นายทอร์สเท็น สล็อค หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของดอยช์ แบงก์ อธิบายเพิ่มเติมว่า จำนวนประเทศที่เข้าข่าย “เศรษฐกิจถดถอย” มีจำนวนน้อยลงมากที่สุด และทำให้เชื่อว่าโอกาสที่เศรษฐกิจโลกในภาพรวมจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในอนาคตนั้น มีน้อยมาก

ดอยช์ แบงก์ คาดการณ์ว่า การเจริญเติบโตจะยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นไปอย่างแข็งแรง แต่ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าตลาดหุ้นทั่วโลกจะแข็งแรงตามไปด้วย เพราะถึงแม้จะไม่เห็นเค้าลางของภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ความเสี่ยงทางการเงินนั้นยังคงมีอยู่ โดยนักเศรษฐศาสตร์ของดอยช์ แบงก์ เห็นว่าสิ่งที่เป็นความเสี่ยงมากที่สุดที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของ เศรษฐกิจโลกก็คือ เงินเฟ้อ ซึ่งขณะนี้อัตราเงินเฟ้อยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ตํ่าอยู่ เช่นในสหรัฐอเมริกา และคาดว่าจะยังตํ่าต่อไปจนเข้าสู่ พ.ศ. 2561 แต่ก็จะเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ก็ควรที่จะรีบปรับขึ้นดอกเบี้ยให้ไว โดยควรให้ไวกว่าที่ตลาดคาดหมาย

“ถ้าหากไม่มีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจโลกจะกลับเข้าสู่ภาวะถดถอยในอนาคตอันใกล้ และไม่มีเค้าลางว่ามหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐอเมริกา เยอรมนี ญี่ปุ่น หรือจีน จะชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นถ้าหากจะมีอะไรก็ตามที่จะก่อให้เกิดจุดเปลี่ยน สิ่งนั้นหรือความเสี่ยงนั้น ก็ไม่น่าจะเป็นการถดถอยทางเศรษฐกิจ แต่ในทางตรงข้าม มันน่าจะเป็นการที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวอย่างร้อนแรงมากจนเกินไปต่างหาก นี่คือความเสี่ยงที่น่ากลัวยิ่งกว่า”

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)

กยท.ยันบริษัทร่วมทุนฯ ช้อนซื้อตามแผน ชี้ปํญหาราคายางมาจากตลาดหด เศรษฐกิจชะลอตัว ยางล้นโลก

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล ในฐานะรองโฆษกการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เผยว่า สถานการณ์ยางพาราในช่วงเดือนกรกฎาคม – ตุลาคม ของทุกปีเป็นช่วงที่ปริมาณยางออกสู่ตลาดสูง ทำให้ราคายางในสภาพปกติมีแนวโน้มปรับตัวลดลง สำหรับปีนี้ ภาพรวมราคายางเป็นไปตามกลไกตลาด โดยราคาทั้งในและต่างประเทศ ปรับตัวในทิศทางเดียวกัน แต่ปัญหาราคายางขณะนี้ สาเหตุที่แท้จริงมาจาก 1.ปริมาณผลผลิตและความต้องการใช้ยางไม่สมดุลกัน ส่งผลต่อราคาขาย

โดยประเทศผู้ผลิตหลักทั้ง 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ราคาปรับตัวลดลงเช่นเดียวกัน แต่ราคายางในประเทศไทยยังคงสูงกว่าประเทศอื่น นอกจากนี้ ยังมีประเทศผู้ผลิตยางรายใหม่ มีผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปี 2559 สูงมาก เช่น กัมพูชา เพิ่มขึ้น 33.1% อินเดีย เพิ่มขึ้น 21.0% และ เวียดนาม เพิ่มขึ้น 11.3% ทำให้ผลผลิตทั่วโลกเพิ่มขึ้น

2. ปัจจัยด้านเศรษฐกิจชะลอตัว โดยเฉพาะประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่ของโลก ทั้งจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ทำให้เกิดการชะลอซื้อของประเทศผู้ใช้ยางเหล่านี้  รวมถึงความตึงเครียดทางการเมืองหลายประเทศ ทำให้นักลงทุนชะลอการซื้อและราคาในตลาดล่วงหน้ามีความผันผวนอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อราคายางของตลาดซื้อขายจริงในประเทศที่ปรับตัวลดลงตามไปด้วย  และ3.การเก็งกำไรของนักลงทุนทั้งตลาดซื้อขายจริงในประเทศและตลาดล่วงหน้า กระทบต่อการซื้อขายทำให้ราคาในตลาดนั้นๆ มีความผันผวนลดลงเช่นกัน

นายสุนันท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.60 ในที่ประชุมร่วมระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อกระตุ้นแรงซื้อตลาดในประเทศ ผลักดัน และพยุงราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สะท้อนกับความเป็นจริง ทำให้เกิดเสถียรภาพด้านราคาในประเทศ เพราะตามคาดการณ์ของที่ประชุมระหว่างประเทศ IRCo ชี้ว่าอาจมีปริมาณยางในตลาดโลกเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น กองทุนนี้ ซึ่งดำเนินการภายใต้ชื่อ บจก. ร่วมทุนยางพาราไทย จะดำเนินการซื้อยางผ่านตลาดกลาง กยท. ซึ่งเป็นการซื้อขายจริง และการซื้อขายสัญญาผ่านตลาดล่วงหน้า โดยไม่มุ่งเน้นแสวงกำไร เพื่อให้ประโยชน์ของกองทุนฯ ตกอยู่ที่เกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง สามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น


ที่ผ่านมา บริษัทร่วมทุนฯ ทำให้ราคายางปรับตัวขึ้นในระดับหนึ่งท่ามกลางราคายางที่มีทิศทางจะปรับลดลง และเข้าไปประมูลยางในราคาที่ชี้นำ ซึ่งเกษตรกรสามารถนำราคาไปอ้างอิงในการต่อรองซื้อขายกับผู้ซื้อในแหล่งอื่นๆ ได้ เช่น ผลการประมูลในวันที่ 9 – 10 พ.ย. 60 ที่ผ่านมา ราคายางมีทิศทางจะปรับลดลง บริษัทร่วมทุนฯ ได้เข้าประมูลในราคา 47.10 บาท ซึ่งหากบริษัทร่วมทุนฯ ไม่เข้าประมูล ราคายางที่พ่อค้าเสนอจะอยู่ที่ 46.39 – 46.49 บาท และในช่วงวันที่ 30 ต.ค. – 1 พ.ย. 60 ไม่มีการเข้าเสนอของบริษัทร่วมทุน ส่งผลให้ราคายางปรับตัวลงทันที 5.61 บาท บริษัทร่วมทุนได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์มาโดยตลอด

อย่าง ไรก็ตาม สำหรับการจัดตั้งบริษัทโดยถือหุ้นร่วมกับภาคสถาบันเกษตรกร กยท. กำลังดำเนินการขับเคลื่อนให้เกิดขึ้น โดย กยท. จะต้องดำเนินการตามกระบวนการที่กระทรวงการคลังกำหนด และสำหรับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางสามารถเข้ามาร่วมหุ้นได้ โดยขึ้นอยู่กับข้อบังคับของแต่ละสถาบันเกษตรกร

“ ยืนยันว่าที่ผ่านมาได้ดำเนินงานบริหารจัดการภายใต้แผนการดำเนินงาน นโยบายและเป้าหมายที่รัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ วางไว้ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งวิธีการทำงานมีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความเหมาะสมตามบริบทนั้นๆ ที่สำคัญ โลกมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว แต่ ยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก ทั้งเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบกิจการยาง และผู้เกี่ยวข้องในวงการยางพารา อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดที่ดำเนินการมาตลอดนั้นอาจจะเห็นผลทั้งในระยะสั้น และระยะยาว มุ่งหวังเพียงให้การพัฒนาวงการยางพาราทั้งระบบสามารถก้าวเดินไปอย่างมั่นคง และยั่งยืน” รองโฆษก กยท. กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ (วันที่ 12 พฤศจิกายน 2560)

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์เงินบาทสัปดาห์หน้า (13-17 พ.ย.) โดยธนาคารกสิกรไทย ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 33.00-33.30 บาทต่อดอลลาร์ โดยคงต้องติดตามทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ จากเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด ) ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนพ.ย. ดัชนีราคาผู้ผลิต ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคานำเข้าและส่งออก ข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรม การเริ่มสร้างบ้านและการขออนุญาตก่อสร้างเดือนต.ค. สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจ และข้อมูลเงินทุนไหลเข้าสุทธิ สู่ตลาดการเงินสหรัฐฯ เดือนก.ย. นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 3/60 ของญี่ปุ่น และยูโรโซนด้วยเช่นกัน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 12 พฤศจิกายน 2560)

นายแพทริค ฮาร์เกอร์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาฟิลาเดลเฟีย ส่งสัญญาณว่า เขาอาจจะสนับสนุนให้คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า อย่างไรก็ตาม นายฮาร์เกอร์ยอมรับว่า เขามีความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ พร้อมระบุว่า เฟดจะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจที่อาจจะ เกิดขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ นายฮาร์เกอร์เปิดเผยในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในวันนี้ว่า เขา "อาจจะ" สนับสนุนให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า นายฮาร์เกอร์มีความเชื่อมั่นลดลงจากที่เคยกล่าวไว้เมื่อเดือนที่แล้วว่า เขา "สนับสนุน" ให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.

การแสดงความเห็นของนายฮาร์เกอร์ค่อนข้างเป็นไปในทิศทางเดียวกับนาง ลอเร็ตตา เมสเตอร์ ประธานเฟดสาขาคลีฟแลนด์ ซึ่งกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ถือเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการรับมือกับปัญหาเงินเฟ้อ และพยุงเศรษฐกิจสหรัฐ

ทางด้านตลาดการเงินคาดการณ์ว่า เฟดอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. โดย CME Group ระบุว่า จากการใช้เครื่องมือ FedWatch วิเคราะห์ภาวะการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ พบว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่ามีโอกาสเกือบ 96.7% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. กล่าวถึงแนวโน้มราคายางพาราว่า สถานการณ์ยางพารา ในช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม ของทุกปี เป็นช่วงที่ปริมาณยางออกสู่ตลาดสูงทำให้ราคายางในสภาพปกติมีแนวโน้มปรับตัว ลดลง สำหรับปี 2560 นี้ ภาพรวมราคายางเป็นไปตามกลไกตลาด โดยราคาทั้งในและต่างประเทศ ปรับตัวในทิศทางเดียวกัน แต่ปัญหาราคายางขณะนี้ สาเหตุที่แท้จริงมาจาก

1.ปริมาณผลผลิตและความต้องการใช้ยางไม่สมดุลกัน ส่งผลต่อราคาขาย โดยประเทศผู้ผลิตหลักทั้ง 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ราคาปรับตัวลดลงเช่นเดียวกัน แต่ราคายางในประเทศไทยยังคงสูงกว่าประเทศอื่น นอกจากนี้ ยังมีประเทศผู้ผลิตยางรายใหม่ มีผลผลิตเพิ่มมากขึ้นจากปี 2559 สูงมาก เช่น กัมพูชา เพิ่มขึ้น 33.1% อินเดีย เพิ่มขึ้น 21.0% และ เวียดนาม เพิ่มขึ้น 11.3% ทำให้ผลผลิตทั่วโลกเพิ่มขึ้น

2.ปัจจัยด้านเศรษฐกิจชะลอตัว โดยเฉพาะประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่ของโลก ทั้งจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ทำให้เกิดชะลอการซื้อของประเทศผู้ใช้ยาง เหล่านี้ รวมถึงความตึงเครียดทางการเมือง หลายประเทศ ทำให้นักลงทุนชะลอการซื้อและราคา ในตลาดล่วงหน้า มีความผันผวนอย่างรุนแรง ส่ง ผลกระทบต่อราคายางในตลาดซื้อขายจริงในประเทศ ที่ปรับตัวลดลงตามไปด้วย

3.การเก็งกำไรของนักลงทุนทั้งตลาดซื้อขายจริงในประเทศและตลาดล่วงหน้า กระทบต่อการซื้อขายทำให้ราคาในตลาดนั้นๆ ผันผวนลดลงเช่นกัน ซึ่ง การดำเนินงานนโยบายของบริษัทร่วมทุน ไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหาราคายางที่กำลังเผชิญอยู่

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)

สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (9 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนในการผลักดันกฎหมาย ปฏิรูปภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ หลังจากวุฒิสภาสหรัฐได้เปิดเผยรายละเอียดของแผนปฏิรูปภาษี ซึ่งมีเนื้อหาแตกต่างจากฉบับที่ผ่านโดยคณะกรรมาธิการพิจารณาวิธีการจัดหาราย ได้ของสภาผู้แทนราษฎร (House Ways and Means Committee) ส่งผลให้เกิดความกังวลว่า วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ จะสามารถประสานความแตกต่างในเนื้อหาเหล่านี้ ให้ลงตัวได้หรือไม่

ยูโรแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1644 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1592 ดอลลาร์ ในขณะที่ปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะ 1.3151 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3107 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้น ที่ระดับ 0.7681 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7677 ดอลลาร์

ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเยน ที่ระดับ 113.26 เยน จากระดับ 113.78 เยน และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9939 ฟรังก์สวิส จากระดับ 1.0004 ฟรังก์สวิส

ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.44% สู่ระดับ 94.451 เมื่อคืนนี้

ดอลลาร์สหรัฐได้รับแรงกดดันให้อ่อนค่าลง ภายหลังจากสมาชิกพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาสหรัฐได้เปิดเผยร่างกฎหมายปฏิรูป ภาษีฉบับของวุฒิสภาเมื่อวานนี้ตามเวลาสหรัฐ โดยเนื้อหาหลักในร่างกฎหมายมีความแตกต่างจากฉบับของสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงแผนการชะลอการบังคับใช้มาตรการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 35% สู่ระดับ 20% ออกไปอีก 1 ปี

การชะลอการบังคับใช้มาตรการปรับลดอัตราภาษีดังกล่าว ถือเป็นการสวนทางความตั้งใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการให้การปรับลดอัตราภาษีมีผลบังคับใช้โดยทันทีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สหรัฐ จึงส่งผลให้เกิดความไม่แน่แนอนว่า วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ จะสามารถประนีประนอมในความแตกต่างของเนื้อหาเหล่านี้ได้หรือไม่

ทั้งนี้ ในวันเดียวกัน คณะกรรมาธิการพิจารณาวิธีการจัดหารายได้ของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ มีมติด้วยคะแนนเสียง 24 ต่อ 16 ในการผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของพรรครีพับลิกันเมื่อวานนี้ตามเวลาสหรัฐ โดยหลังจากนี้จะมีการส่งร่างกฎหมายดังกล่าวให้กับสภาผู้แทนราษฎรเต็มคณะ เพื่อทำการพิจารณาในสัปดาห์หน้า และจากนั้นจะถูกส่งให้กับวุฒิสภาสหรัฐ เพื่อทำการพิจารณาเป็นลำดับต่อไป

ร่างกฎหมายดังกล่าว หรือที่เรียกว่า "Tax Cuts and Jobs Act" ซึ่งสมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้เปิดเผยรายละเอียดเมื่อ วันที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมานั้น ครอบคลุมถึงการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงสู่ระดับ 20% จากปัจจุบันที่ระดับ 35% และการลดจำนวนขั้นบันไดของการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จาก 7 ขั้น เหลือเพียง 4 ขั้น คือ 12%, 25%, 35% และ 39.6%

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผยล่าสุดเมื่อคืนนี้ รวมถึงจำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้น 10,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สู่ระดับ 239,000 ราย ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 231,000 ราย และสต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งประจำเดือนก.ย.เพิ่มขึ้น 0.3% สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจที่จะมีการเปิดเผยในวันนี้คือ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐเดือนพ.ย.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน โดยจะมีการเปิดเผยในเวลา 22.00 น.ตามเวลาไทย

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 10 พฤศจิกายน 2560)

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านบริหาร ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวถึงการประชุมบอร์ด กยท.วาระด่วนวานนี้ (8 พ.ย.) เพื่อแก้ไขสถานการณ์ยางพารา โดยได้มีมติให้ทบทวนวิธีการเข้าตลาดของกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง ให้สะท้อนความเป็นจริง ไม่สูงกว่าราคากลางมากเกินไป และให้ปฏิบัติตามระเบียบตลาดกลาง กยท. อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการรับมอบยางภายใน 2 วัน หากเกินกำหนดจะต้องจ่ายค่าปรับเป็นรายวัน รวมถึงให้หน่วยธุรกิจพิจารณาการเข้าซื้อยางก้อนถ้วยในพื้นที่จากเกษตรกรโดย ตรงเพิ่มเติมผ่านทางตลาดของ กยท. ในภาคอีสาน และขยายเปิดจุดในแต่ละตลาดให้เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ให้ กยท. ทบทวนระเบียบการขอสนับสนุนสินเชื่อแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนแปรรูปหรือการตลาด ให้มีความผ่อนปรนขึ้น หรือหาแนวทางเพื่อให้เกษตรกรหันมาแปรรูปมากขึ้นตามข้อเสนอแนะของเครือข่าย เกษตรกรภาคตะวันออกและผู้แทนเกษตรกรชาวสวนยาง และพิจารณาปรับปรุงสวัสดิการให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวเกษตรกรชาวสวนยาง ที่ได้รับความเดือดร้อนให้ได้รับสิทธิมากขึ้น

นายสุนันท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมมีนโยบายให้เร่งผลักดันโครงการสินเชื่อเพื่อดูดซับปริมาณผลผลิต ยางพาราของกลุ่มต่างๆ เช่น สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบการขั้นกลางและผู้ผลิตผลิตภัณฑ์จากยางพารา เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรในด้านการรับซื้อผลผลิตตามโครงการต่างๆ ตามที่รัฐบาลให้การสนับสนุน

“ผลจากการประชุมประเด็นวาระเร่งด่วนเหล่านี้ กยท.จะเร่งดำเนินการพิจารณาและขับเคลื่อนให้เร็วที่สุด ซึ่งจะเกิดประโยชน์และสามารถช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางได้อย่างยั่งยืน ส่วนประเด็นเรียกร้องที่ไม่ส่งผลต่อการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ไม่ได้มีมติพิจารณา” นายสุนันท์ กล่าวย้ำ

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560)


ธนาคารกลางออสเตรเลียมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.5% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ในการประชุมวันนี้ ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาดการเงิน

ในการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางออสเตรเลีย คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจออสเตรเลียจะขยายตัวรายปีที่ระดับ 3% ในช่วง 2 ปีข้างหน้า โดยได้ปัจจัยหนุนจากการลงทุนนอกภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่มีแนวโน้มฟื้นตัว ขึ้น พร้อมกับคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อจะค่อยๆปรับตัวขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มแข็งแกร่งขึ้น

 
ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 8 พฤศจิกายน 2560)