ข่าวเด่น

Nongyao

Nongyao

ปอนด์ร่วงลงเทียบดอลลาร์และยูโรในวันนี้ จากการที่นักลงทุนมีความวิตกเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมืองในอังกฤษ หลังมีข่าวว่าสมาชิกรัฐสภาอังกฤษ 40 ราย กำลังเตรียมเข้าชื่อยื่นถอดถอนนางเทเรซา เมย์ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษ

ณ เวลา 17.34 น.ตามเวลาไทย ปอนด์ดิ่งลง 0.86% สู่ระดับ 1.3074 ดอลลาร์ และร่วงลง 0.71% สู่ระดับ 0.8904 เทียบยูโร

ทั้งนี้ การยื่นหนังสือขออภิปรายไม่ไว้วางใจนางเมย์ จะต้องใช้รายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 48 รายชื่อ ซึ่งแหล่งข่าวระบุว่า ขณะนี้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงชื่อไปแล้ว 40 ราย

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)

นายอันโตนิโอ ทาจานี ประธานรัฐสภายุโรป กล่าวว่า อังกฤษควรจ่ายเงินอย่างน้อย 6 หมื่นล้านยูโร (7 หมื่นล้านดอลลาร์) ในการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) เพื่อปฏิบัติตามภาระผูกพันทางการเงิน

"ถ้า EU ยอมรับวงเงินที่ต่ำกว่านี้ ประชากรของยุโรปก็จะต้องจ่ายส่วนต่างที่เหลือ แต่ทำไมเราต้องให้ชาวเยอรมัน อิตาเลียน สเปน หรือดัชท์ต้องมาจ่ายเงินในส่วนของอังกฤษ" นายทาจานีกล่าว

ทั้งนี้ ประเด็นการจ่ายเงินค่า Brexit ดังกล่าว ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดที่ขัดขวางการเจรจาระหว่างอังกฤษและ EU ก่อนที่อังกฤษมีกำหนดต้องแยกตัวออกจาก EU ในเดือนมี.ค.2562

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ปตท. มีรายได้จากการขายจำนวน 1,142,620 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 102,748 ล้านบาท หรือร้อยละ 9.9 จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยครั้งนี้กำไรจากผลการดำเนินงานของ ปตท. (operating income) มีจำนวน 54,982 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14,915 ล้านบาท หรือร้อยละ 37 จากช่วงเดียวกันของปี 2559 ที่มีจำนวน 40,067 ล้านบาท สาเหตุหลักจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติของโรงแยกก๊าซฯ ที่มีผลการดำเนินงานดีขึ้น จากกำไรขั้นต้นที่สูงขึ้นและปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นจากที่โรงแยกก๊าซฯ มีซ่อมบำรุงใหญ่ในช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ ปตท. มีรายได้อื่นจากเงินปันผลและกำไรจากการขายเงินลงทุนในกองทุนรวม จำนวน 5,260 ล้านบาท และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น 5,050 ล้านบาท จากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับงวดก่อน

ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทในกลุ่ม ปตท. อาทิ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) และ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC) ในครั้งนี้ มีจำนวน 44,834 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,379 ล้านบาท หรือร้อยละ 26.5 จากปีที่แล้ว ที่มีจำนวน 35,455 ล้านบาท ซึ่งผลการดำเนินงานโดยรวมดีขึ้นตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับสูงขึ้นจากกลุ่ม ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น โดยเฉพาะจากกลุ่มโรงกลั่นที่ดีขึ้นตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีการด้อยค่าทรัพย์สินของ ปตท.สผ. ก็ตาม

ทั้งนี้ทำให้ 9 เดือนที่ผ่านมา ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 99,816 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24,294 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 32.2 จาก 75,522 ล้านบาท เป็นผลมาจากกำไรของผลการดำเนินงาน ปตท. จำนวน 54,982 ล้านบาท และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทในกลุ่ม ปตท. จำนวน 44,834 ล้านบาท ตามที่กล่าวมาข้างต้น

ผลการดำเนินงานที่ดีส่งผลให้ ปตท. มีศักยภาพในการแข่งขัน และสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศในระยะยาว ควบคู่กับการยกระดับกิจการเพื่อสังคม (CSR) ธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) รวมทั้งสามารถตอบสนองนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้กับ ประเทศ โดยสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) และร่วมพัฒนาพื้นที่วังจันทร์วัลเล่ย์ จ.ระยอง ให้เป็นเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of Innovation: EECi) เพื่อส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรม รองรับการลงทุนจากต่างประเทศ ยกระดับขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรม และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

""นอกจาก ปตท. จะขยายการลงทุนและส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศแล้ว ช่วงที่ผ่านมาเรายังขับเคลื่อนกิจการเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดพื้นที่จำหน่ายสินค้าและผลผลิตทางการเกษตร ณ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. การทยอยปรับราคาก๊าซ NGV เพื่อให้กระทบผู้บริโภคน้อยที่สุด บนหลักการทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ล่าสุดจากโครงการสำรวจการกำกับดูแลกิจการ บริษัทจดทะเบียน ปี 2560 โดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปตท. ได้รับการจัดอันดับอยู่ในระดับดีเลิศ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของการประเมิน ติดต่อกันเป็นปีที่ 9 และติดหนึ่งใน Top Quartile ของบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าทางการตลาดมากกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่ง ปตท. มีความมุ่งมั่นพัฒนามาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่ดีอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรแห่งความภาคภูมิใจของคนไทยต่อไป"" นายเทวินทร์ กล่าว

ที่มา : ThaiPR.net (วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560)


ราคายางร่วงหนัก "สภาเกษตรกรแห่งชาติ" เตรียมยื่น 5 ข้อเสนอกระตุ้นราคาถึงนายกรัฐมนตรี-รมว.เกษตรฯ ให้ประกาศ "ยางพารา" เป็นวาระแห่งชาติ ดันบังคับใช้กฎหมายลดปริมาณส่งออก หรือถ้าจำเป็นให้สั่งระงับการส่งออก พร้อมจี้ กยท. ล้ม "บริษัทร่วมทุน" ชี้ไม่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรรายย่อย

นายธีรพงศ์ ตันติเพชราภรณ์ ประธานคณะกรรมการด้านยางพารา สภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การเรียกร้องให้แก้ปัญหาราคายางตกต่ำของเกษตรกรผู้ปลูกยาง ที่ปัจจุบันอุณหภูมิร้อนแรงขึ้น สภาเกษตรกรแห่งชาติได้จัดประชุมคณะกรรมการด้านยางพารา เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 ที่ห้องประชุม 2 อาคารวชิรานุสรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อพิจารณาโดยฟังเสียงสะท้อนจากเกษตรกร องค์กรเกษตรกร สถาบันเกษตรกร บุคคลที่เกี่ยวข้อง ภายหลังจากการประชุมได้ข้อสรุปตกผลึกเพื่อเสนอแนวทางแก้ไข 5 ข้อ คือ

1.เสนอให้นายกรัฐมนตรีประกาศใช้ยางพาราในประเทศเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งจะทำให้หน่วยงานทุกกระทรวงวางเป็นแผนงานโครงการเพื่อใช้ยางพาราภายใน ประเทศมากขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีอาจใช้ ม.44 ประกาศยกเว้น ซึ่งจะทำให้ภาครัฐสามารถใช้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ภายในปีนี้ได้ทันท่วงทีใน ปริมาณที่เยอะขึ้น

2.เสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บังคับใช้กฎหมายเพื่อลดปริมาณการส่งออกหรือระงับการส่งออก ด้วย รมต.ก.เกษตรฯเป็นผู้ดูแล พ.ร.บ.ควบคุมยาง หากนำกฎหมายฉบับนี้มาใช้ก็จะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรและสถานการณ์ราคายางใน สภาวการณ์ปัจจุบันที่ตกต่ำอยู่

3.เสนอให้สร้างตลาดกลางยางพาราของประเทศไทย หรือไทยคอม ซึ่งจะเป็นตลาดกลางสำหรับซื้อ-ขายจริง เป็นตลาดจับคู่ระหว่างผู้เสนอขายและผู้ต้องการใช้หรือผู้เสนอซื้อ โดยตลาดนี้จะส่งผลให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรรายย่อยและสถาบันเกษตรกร เพราะในระบบตลาดนี้จะมีตลาดท้องถิ่นอยู่ด้วย

4.เสนอให้ กยท. ยกเลิกบริษัทร่วมทุน เนื่องจากไม่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรรายย่อยและกลุ่มเกษตรกร

5.เสนอให้รัฐบาล สนับสนุนกลุ่มเกษตรกรเพื่อพัฒนาองค์กรเข้าสู่เกษตรอุตสาหกรรมทั้งขนาดเล็ก และใหญ่เพื่อสร้างความยั่งยืนให้เกษตรกรสวนยาง และเขยิบจากขายวัตถุดิบเป็นขายผลิตภัณฑ์ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มและความเป็น อยู่ที่ดีให้เกษตรกร โดยทั้ง 5 แนวทางจะเสนอประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติลงนามและนำส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป

ทั้งนี้ แนวทางในการแก้ปัญหาตามข้อ 1 และ 2 นั้นถ้ารัฐบาลนำไปใช้เลยก็จะส่งผลต่อการปรับตัวราคายางให้เพิ่มมากขึ้น ส่วนการบังคับใช้กฎหมายหากภาคเอกชนไม่สามารถผลักดันราคาให้สูงกว่าต้นทุน เกษตรกรได้ก็ไม่ควรส่งออกจะต้องกระเตื้องราคาขึ้นก่อนเพื่อส่งออกได้ ส่วนแนวทางอื่นนั้นต้องใช้เวลา พร้อมหาภาคีหน่วยงานร่วมแนวทางซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างถาวรแท้ จริง

"หากต่างคนต่างอยู่ ต่างทำ ต่างคิด ต่างขาย ก็จะพบกับปัญหาที่ประสบมาจนถึงปัจจุบัน เกษตรกรต้องคิดทบทวนใหม่ ต้องรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งก่อนให้รัฐบาลสนับสนุน" นายธีรพงศ์ กล่าว

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)

การยางแห่งประเทศไทย

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวถึง กรณีที่นายสงวน สัพโส ประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเขตภาคกลางภาคตะวันออก (เขต 7) เสนอแนวทางแก้ปัญหาราคายาง ซึ่งเป็นข้อเสนอที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ในการพัฒนายางพารา พร้อมได้นำข้อเสนอเหล่านี้ เข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทยเมื่อวานนี้ (8 พ.ย.60) โดยที่ประชุม ให้เร่งเดินหน้าแก้ไขมาตรการระยะสั้น จัดตั้งคณะทำงานเพื่อทบทวนการขอสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำในโครงการต่างๆ ที่มีอยู่ การแก้ไขระเบียบเงินกองทุนพัฒนายางพาราบางประเภทเพื่อให้สามารถเข้าถึงได้ ง่าย สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น จะเกิดประโยชน์สูงสุดทั้งเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ในการนำไปใช้พัฒนาอาชีพการทำสวนยาง และแปรรูปเพิ่มมูลค่าต่อไป

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)

นายโยชิโนริ นากาตะ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการต่างประเทศของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้กล่าวแสดงความเห็นที่กรุงโตเกียวในวันนี้ว่า นโยบายต่างๆของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะไม่ส่งผลกระทบต่อโดยต่อการดำเนินนโยบายของ BOJ

นอกจากนี้ นายนากาตะได้แสดงความเชื่อมั่นว่า การที่เฟดดำเนินนโยบายเพื่อกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจและการเงินในสหรัฐนั้น ถือเป็นการดำเนินการที่ถูกต้อง พร้อมกับแสดงมุมมองที่เป็นบวกว่า ผลกระทบจากนโยบายเฟดที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจทั่วโลกนั้น จะเป็นไปอย่างจำกัด

การแสดงความเห็นของเจ้าหน้าที่ BOJ มีขึ้นท่ามกลางกระแสคาดการณ์ที่ว่า เฟดอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. โดย CME Group ระบุว่า จากการใช้เครื่องมือ FedWatch วิเคราะห์ภาวะการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ พบว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่ามีโอกาสเกือบ 96.7% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)

ดอลลาร์ปรับตัวในช่วงกลางของ 113 เยน โดยช่วงบวกถูกจำกัดจากการร่วงลงของตลาดหุ้นญี่ปุ่น ขณะที่นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับความล่าช้าของการปฏิรูปภาษีของสหรัฐ แต่ยังคงได้แรงหนุนจากแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐ

ณ เวลา 22.46 น.ตามเวลาไทย ดอลลาร์อ่อนค่า 0.09% สู่ระดับ 113.43 เยน ขณะที่ยูโรปรับตัวลง 0.02% สู่ระดับ 132.35 เยน และขยับขึ้น 0.03% สู่ระดับ 1.1667 ดอลลาร์ ส่วนดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน บวก 0.09% สู่ระดับ 94.47

ดอลลาร์ปรับตัวขึ้นในช่วงแรก สอดคล้องกับการแข็งค่าในวันศุกร์ หลังได้รับแรงหนุนจากการดีดตัวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐระยะยาว

แต่ต่อมาดอลลาร์อ่อนค่าลง หลังเผชิญแนวต้านที่ระดับ 113.70 เยน ขณะที่ตลาดหุ้นโตเกียวร่วงลง โดยดัชนีนิกเกอิดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์

ทางด้านหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ รายงานว่า สมาชิกพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาเสนอให้มีการชะลอการปรับลดภาษีเงินได้ นิติบุคคลจาก 35% สู่ระดับ 20% ออกไปอีก 1 ปี จนถึงปี 2562

ทั้งนี้ การชะลอการบังคับใช้มาตรการปรับลดอัตราภาษีดังกล่าว ถือเป็นการสวนทางความตั้งใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการให้การปรับลดอัตราภาษีมีผลบังคับใช้โดยทันทีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สหรัฐ นอกจากนี้ ยังอาจจะส่งผลให้บริษัทของสหรัฐที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศเลื่อนการตัดสินใจ ย้ายฐานกลับสู่สหรัฐ เนื่องจากต้องการรอให้การปรับลดอัตราภาษีมีผลบังคับใช้

ร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับของวุฒิสภามีเนื้อหาแตกต่างจากฉบับของสภาผู้ แทนราษฎร ซึ่งต้องการให้การปรับลดภาษีมีผลบังคับใช้ในทันที ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรมีกำหนดลงมติต่อร่างกฎหมายดังกล่าวในสัปดาห์นี้

ปอนด์ร่วงลงเทียบดอลลาร์และยูโรในวันนี้ จากการที่นักลงทุนมีความวิตกเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมืองในอังกฤษ หลังมีข่าวว่าสมาชิกรัฐสภาอังกฤษ 40 ราย กำลังเตรียมเข้าชื่อยื่นถอดถอนนางเทเรซา เมย์ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษ

ณ เวลา 23.05 น.ตามเวลาไทย ปอนด์ร่วงลง 0.61% สู่ระดับ 1.3108 ดอลลาร์ และอ่อนค่าลง 0.60% สู่ระดับ 0.8894 เทียบยูโร

ทั้งนี้ การยื่นหนังสือขออภิปรายไม่ไว้วางใจนางเมย์ จะต้องใช้รายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 48 รายชื่อ ซึ่งแหล่งข่าวระบุว่า ขณะนี้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงชื่อไปแล้ว 40 ราย

นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขยอดค้าปลีก และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐในวันพุธนี้

นอกจากนี้ นักลงทุนยังเกาะติดการเสวนาซึ่งจัดขึ้นโดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ตในวันพรุ่งนี้ โดยผู้ที่จะเข้าร่วมการเสวนา ได้แก่ ประธานธนาคารกลางจากสหรัฐ ญี่ปุ่น อังกฤษ และยูโรโซน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.20 ต่อดอลลาร์ เทียบกับระดับปิดทรงตัวที่ 33.12 ต่อดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลงมติด้วยเสียงเอกฉันฑ์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ตามความคาดหมาย ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นและพันธบัตรไทย ด้วยมูลค่า 3.9 พันล้านบาท และ 1.8 พันล้านบาท ตามลำดับ ส่วนดอลลาร์อ่อนค่าเทียบกับทุกสกุลเงินสำคัญ หลังมีความกังวลมากขึ้นต่อแผนปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ ที่มีสัญญาณว่าจะล่าช้าออกไป ส่วนเงินปอนด์ยังคงผันผวนเนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในอังกฤษ

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี มองว่า ตลาดการเงินจะให้ความสนใจกับข้อมูลยอดค้าปลีกและดัชนีราคาผู้บริโภคของ สหรัฐฯ ขณะที่ส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี และ 2 ปี ปรับสู่ระดับแคบสุดนับตั้งแต่ปี 2550 สะท้อนว่านักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในการผลักดันมาตรการด้านการคลังของรัฐบาล ทรัมป์ อีกทั้งเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำผิดปกติสวนทางกับภาวะเศรษฐกิจที่ใกล้ถึงปลาย วัฎจักรของการฟื้นตัว เรามองว่าสถานการณ์เช่นนี้จะจำกัดแรงซื้อเงินดอลลาร์ต่อไป

สำหรับปัจจัยในประเทศ กนง.ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น จากการส่งออกและการท่องเที่ยวรวมถึงการบริโภคภาคเอกชน ขณะที่การลงทุนภาครัฐยังเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ แม้การเบิกจ่ายจะชะลอลง อย่างไรก็ดี กนง.ระบุว่า กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมยังไม่ได้รับประโยชน์ จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังต้องติดตามพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ เป็นเวลานานซึ่งอาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงที่ต่ำเกินจริง กนง.ประเมินอีกด้วยว่า ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินคู่ค้าและคู่แข่งค่อนข้างมีเสถียรภาพ แต่ในอนาคตอัตราแลกเปลี่ยนมีแนวโน้มผันผวนจากความไม่แน่นอนของตลาดโลก ส่วนอัตราเงินเฟ้อยังมีทิศทางปรับสูงขึ้นอย่างช้าๆ และคาดว่าจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในกลางปี 2561 ทั้งนี้ ท่าทีล่าสุดของกนง.แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากการประชุมในเดือนกันยายน โดยบ่งชี้ถึงความระมัดระวังต่อปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และเงินเฟ้อที่ยังต่ำ แม้แรงส่งเชิงบวกของเศรษฐกิจจะสามารถประคองตัวได้ดี สนับสนุนมุมมองของเราที่ว่าทางการจะตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.50% ก่อนจะเริ่มตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี 2561

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560)

สกุลเงินปอนด์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (13 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมืองในอังกฤษ หลังจากสื่อท้องถิ่นรายงานว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสหราชอาณาจักรจำนวน 40 คนได้ลงชื่อในหนังสือขอยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี เทเรซา เมย์ ซึ่งทำให้ขณะนี้เหลืออีกเพียงอีก 8 รายชื่อก็จะสามารถเริ่มกระบวนการอภิปรายไม่ไว้วางใจตัวผู้นำหญิงอังกฤษได้ อย่างเป็นทางการ

ปอนด์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.3116 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3200 ดอลลาร์ ในขณะที่ยูโรแข็งค่าขึ้นแตะ 1.1668 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1660 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลง ที่ระดับ 0.7625 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7659 ดอลลาร์

ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเยน 113.62 เยน จากระดับ 113.56 เยน แต่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9961 ฟรังก์สวิส จากระดับ 0.9962 ฟรังก์สวิส

ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.11% สู่ระดับ 94.496 เมื่อคืนนี้

ค่าเงินปอนด์ร่วงลงเมื่อเทียบดอลลาร์สหรัฐและยูโรเมื่อคืนนี้ เนื่องจากการนักลงทุนมีความวิตกเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมืองในอังกฤษ หลังมีรายงานว่าสมาชิกรัฐสภาอังกฤษ 40 คน กำลังยื่นถอดถอนนางเทเรซา เมย์ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษ

ทั้งนี้ การยื่นหนังสือขออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯเมย์ จะต้องใช้รายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 48 รายชื่อ ซึ่งล่าสุดมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงชื่อไปแล้ว 40 คน

ด้านสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นในกรอบจำกัดเมื่อคืนนี้ หลังถูกกดดันจากกระแสความวิตกกังวลเกี่ยวกับความล่าช้าในการผลักดันกฎหมาย ปฏิรูปภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐได้เปิดเผยรายละเอียดของร่างกฎหมาย ปฏิรูปภาษีของแต่ละสภา ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญที่แตกต่างกัน รวมถึงกรอบเวลาในการเริ่มบังคับใช้มาตรการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล

อย่างไรก็ตาม ดอลลาร์ยังคงได้แรงหนุนอย่างต่อเนื่องจากแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐ

นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนต.ค., ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Manufacturing Index) เดือนพ.ย.จากเฟดนิวยอร์ก, ยอดค้าปลีกเดือนต.ค., ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนต.ค., สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนก.ย., ราคานำเข้าและส่งออกเดือนต.ค., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนต.ค. และตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาก่อสร้างเดือนต.ค.

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560)

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (13 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อสัญญาทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย หลังจากตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐานลง อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับกรอบเวลาในการบังคับใช้ร่างกฎหมาย ปฏิรูปภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 4.70 ดอลลาร์ หรือ 0.37% ปิดที่ระดับ 1278.90 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 17.6 เซนต์ หรือ 1.04% ปิดที่ 17.047 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 3.50 ดอลลาร์ หรือ 0.38% ปิดที่ 935.60 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค. ร่วงลง 3.40 ดอลลาร์ หรือ 0.3% ปิดที่ 989.70 ดอลลาร์/ออนซ์

นักลงทุนเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย หลังจากตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐานลง อันเนื่องมาจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับความล่าช้าในการผลักดันกฎหมายปฏิรูป ภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากสมาชิกพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาเสนอให้มีการชะลอการปรับลดภาษีเงินได้ นิติบุคคลจาก 35% สู่ระดับ 20% ออกไปอีก 1 ปี จนถึงปี 2562 นอกจากนี้ ร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับของวุฒิสภายังมีเนื้อหาแตกต่างจากฉบับของสภาผู้แทน ราษฎร ซึ่งอาจทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้มีความซับซ้อนมากขึ้น
ทั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎรมีกำหนดลงมติต่อร่างกฎหมายดังกล่าวในสัปดาห์นี้

นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนต.ค.ที่จะมีการเปิดเผยในวันนี้ และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนต.ค.ที่จะมีการเปิดเผยในวันพรุ่งนี้ เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร กลางสหรัฐ (เฟด) ในการประชุมเดือนธ.ค.

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560)