Nongyao

Nongyao

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลงในวันนี้ หลังดีดตัวขึ้นในช่วงแรกจากการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ดีดตัวขึ้นเกินคาด

ตัวเลขดัชนี PPI ที่แข็งแกร่ง บ่งชี้ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้า

ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลประเภทอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 2.384% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลประเภทอายุ 30 ปี ปรับตัวลงสู่ระดับ 2.842%
ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน

กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนี PPI เพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนต.ค.เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.4% เช่นกันในเดือนก.ย.
การดีดตัวของดัชนี PPI ได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของราคาในภาคบริการ

เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PPI พุ่งขึ้น 2.8% ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.2555 หลังจากเพิ่มขึ้น 2.6% ในเดือนก.ย.

นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนี PPI ปรับตัวขึ้น 0.1% ในเดือนต.ค.เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบรายปี

ส่วนดัชนี PPI พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหาร,พลังงาน และภาคบริการ เพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบรายเดือน โดยได้เพิ่มขึ้น 0.2% เป็นเวลา 3 เดือนติดต่อกัน

เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PPI พื้นฐาน เพิ่มขึ้น 2.3% ในเดือนต.ค. หลังจากดีดตัวขึ้น 2.1% ในเดือนก.ย.

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560)

หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทม์สรายงานว่า นายโรเบิร์ต แคปแลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาดัลลัส กำลังพิจารณาสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเฟดเดือนหน้า

"อดีตที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ถ้าเศรษฐกิจมีการขยายตัวอย่างมาก เฟดก็จำเป็นที่จะต้องดำเนินการเพื่อให้ตามทันการปรับตัวของเศรษฐกิจ" นายแคปแลนกล่าว

ต่อข้อถามที่ว่า เขากำลังพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้าหรือไม่ นายแคปแลนกล่าวว่า เขากำลังพิจารณามาตรการที่เหมาะสม

ประธานเฟดสาขาดัลลัส ยังกล่าวว่า อัตราการว่างงานที่ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ ซึ่งแตะระดับต่ำสุดในรอบ 17 ปีในเดือนต.ค. จำเป็นต้องได้รับการจับตาอย่างระมัดระวัง

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560)

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (14 พ.ย.) โดยสัญญาทองคำปิดในแดนบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 2 เพราะได้ปัจจัยหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับกรอบเวลาในการบังคับใช้ร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังส่งผลให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย

สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 4 ดอลลาร์ หรือ 0.31% ปิดที่ระดับ 1282.90 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 2.6 เซนต์ หรือ 0.15% ปิดที่ 17.073 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนม.ค. ลดลง 8.30 ดอลลาร์ หรือ 0.89% ปิดที่ 927.30 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 4.15 ดอลลาร์ หรือ 0.4% ปิดที่ 985.55 ดอลลาร์/ออนซ์

นักลงทุนยังคงเดินหน้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย อันเนื่องมาจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับความล่าช้าในการผลักดันกฎหมายปฏิรูป ภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากสมาชิกพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาได้เสนอให้มีการชะลอการปรับลดภาษีเงิน ได้นิติบุคคลจาก 35% สู่ระดับ 20% ไปเป็นปี 2562

นอกจากนี้ ตลาดทองคำยังได้รับปัจจัยหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ โดยดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.72% สู่ระดับ 93.812 เมื่อคืนนี้

นักลงทุนในตลาดทองคำให้ความสนใจกับการประชุมเสวนาในหัวข้อ "Communication challenges for policy effectiveness, accountability and reputation" ซึ่งจัดโดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี เมื่อวานนี้ โดยผู้เข้าร่วมการเสวนา ประกอบด้วย นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) นายมาริโอ ดรากี ประธาน ECB นายมาร์ค คาร์นีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) และนายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)

ทั้งนี้ นางเยลเลนกล่าวว่า การที่เฟดทำการชี้นำทิศทางนโยบายในอนาคตนั้น เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แต่ก็ควรดำเนินการอย่างมีเงื่อนไข โดยขึ้นอยู่กับการปรับตัวของเศรษฐกิจในขณะนั้น

ขณะเดียวกันนางเยลเลนยอมรับว่า ปัจจัยหนึ่งที่ท้าทายเฟดก็คือ การที่เฟดมีสมาชิกคณะกรรมการจำนวนมาก ซึ่งอาจสร้างความสับสนต่อตลาดการเงิน ขณะที่กรรมการเฟดแต่ละคนแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560)

สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (14 พ.ย.) ขณะที่นักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนในการผลักดันกฎหมายปฏิรูป ภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ รวมถึงกังวลเกี่ยวกับศักยภาพเศรษฐกิจของสหรัฐในการรับมือกับการปรับขึ้น อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

ยูโรแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1795 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1668 ดอลลาร์ ในขณะที่ปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะ 1.3170 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3116 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นที่ระดับ 0.7635 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7625 ดอลลาร์

ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเยน ที่ระดับ 113.38 เยน จากระดับ 113.62 เยน และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9893 ฟรังก์สวิส จากระดับ 0.9961 ฟรังก์สวิส

ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.72% สู่ระดับ 93.812 เมื่อคืนนี้

ดอลลาร์สหรัฐได้รับแรงกดดันให้อ่อนค่าลงจากความวิตกกังวลต่อความล่าช้า ในการบังคับใช้กฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับใหม่ของสหรัฐ หลังสมาชิกพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาได้เสนอให้มีการชะลอการปรับลดภาษีเงินได้ นิติบุคคลจาก 35% สู่ระดับ 20% ไปเป็นปี 2562

ทั้งนี้ การชะลอการบังคับใช้มาตรการปรับลดอัตราภาษีดังกล่าว ถือเป็นการสวนทางความตั้งใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการให้การปรับลดอัตราภาษีมีผลบังคับใช้โดยทันทีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สหรัฐ นอกจากนี้ ยังอาจจะส่งผลให้บริษัทของสหรัฐที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศเลื่อนการตัดสินใจ ย้ายฐานกลับสู่สหรัฐ เนื่องจากต้องการรอให้การปรับลดอัตราภาษีมีผลบังคับใช้

นักลงทุนในตลาดเงินยังให้ความสนใจกับการประชุมเสวนาในหัวข้อ "Communication challenges for policy effectiveness, accountability and reputation" ซึ่งจัดโดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี เมื่อวานนี้ โดยผู้เข้าร่วมการเสวนา ประกอบด้วย นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) นายมาริโอ ดรากี ประธาน ECB นายมาร์ค คาร์นีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) และนายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)

นางเยลเลนกล่าวว่า การที่เฟดทำการชี้นำทิศทางนโยบายในอนาคตนั้น เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แต่ก็ควรดำเนินการอย่างมีเงื่อนไข โดยขึ้นอยู่กับการปรับตัวของเศรษฐกิจในขณะนั้น

นางเยลเลนยอมรับว่า ปัจจัยหนึ่งที่ท้าทายเฟดก็คือ การที่เฟดมีสมาชิกคณะกรรมการจำนวนมาก ซึ่งอาจสร้างความสับสนต่อตลาดการเงิน ขณะที่กรรมการเฟดแต่ละคนแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน

CME Group ระบุว่า จากการใช้เครื่องมือ FedWatch วิเคราะห์ภาวะการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ พบว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่ามีโอกาส 96.7% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐที่มีการเปิดเผยเมื่อวานนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนต.ค.เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.4% เช่นกันในเดือนก.ย. โดยปัจจัยที่หนุนดัชนี PPI มาจากการปรับตัวขึ้นของราคาในภาคบริการ

เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PPI พุ่งขึ้น 2.8% ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.2555 หลังจากเพิ่มขึ้น 2.6% ในเดือนก.ย.

นักลงทุนยังรอดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Manufacturing Index) เดือนพ.ย.จากเฟดนิวยอร์ก, ยอดค้าปลีกเดือนต.ค., ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนต.ค., สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนก.ย., ราคานำเข้าและส่งออกเดือนต.ค., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนต.ค. และตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาก่อสร้างเดือนต.ค.

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560)

สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐทรงตัวอยู่บริเวณกรอบบนของ 113 เยนในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตราโตเกียวเช้านี้ โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการที่ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อคืนนี้ จนส่งผลให้นักลงทุนมีความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง

เมื่อเที่ยงวันนี้ตามเวลาโตเกียว ดอลลาร์เคลื่อนไหวที่ 113.64-113.65 เยน เมื่อเทียบกับ 113.57-113.67 เยนที่ตลาดนิวยอร์ก และ 113.45-113.47 เยนที่ตลาดโตเกียวเมื่อเวลา 17.00 น ของเมื่อวานนี้

ยูโรเคลื่อนไหวที่ 1.1672-1.1672 ดอลลาร์ และ 132.64-132.65 เยน เมื่อเทียบกับ 1.1660-1.1670 ดอลลาร์ และ 132.51-132.61 เยนที่ตลาดนิวยอร์ก และ 1.1640-1.1641 ดอลลาร์ และ 132.06-132.10 เยนที่ตลาดโตเกียวในช่วงเย็นเมื่อวานนี้

สกุลเงินดอลลาร์ยังคงมีความแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับเงินเยน ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดดีดตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ จนส่งผลให้นักลงทุนเทขายเงินเยนซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ถูกมองว่าค่อนข้าง ปลอดภัย

อย่างไรก็ดี นักลงทุนยังคงชะลอการลงทุนแม้เงินดอลลาร์ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากจับตาข้อมูลดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนต.ค. ซึ่งจะมีการเปิดเผยเวลา 20.30 น. ของวันนี้ตามเวลาไทย

นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Manufacturing Index) เดือนพ.ย.จากเฟดนิวยอร์ก, ยอดค้าปลีกเดือนต.ค., ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนต.ค., สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนก.ย., ราคานำเข้าและส่งออกเดือนต.ค., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนต.ค. และตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือนต.ค.

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560)

รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกประจำปี 2561 ฉบับล่าสุดของคอนเฟอเรนซ์ บอร์ด ระบุว่า เศรษฐกิจโลกน่าจะยังคงขยายตัวต่อเนื่องจากปัจจุบัน โดยคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 3% ในปี 2561 หลังจากที่เติบโตเหนือการคาดการณ์ในปี 2560

"เศรษฐกิจโลกเริ่มดีดตัวขึ้นแล้วนับตั้งแต่ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจและการ เงินโลก" บาร์ท แวน อาร์ค หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของคอนเฟอเรนซ์ บอร์ด กล่าว "ส่วนการขยายตัวของ GDP ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมาเราเคยคาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัว 2.8% ขณะนี้น่าจะขยายตัวราว 3% ในปี 2560 และต่อเนื่องจนถึงปี 2561"

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เศรษฐกิจที่ขยายตัวเล็กน้อยในปี 2560 นั้นสะท้อนถึงปัจจัยหลายๆอย่างรวมกัน ทั้งเสถียรภาพด้านราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในภาคธุรกิจอันเป็นผลจากความคาดหวังเกี่ยวกับ นโยบายกระตุ้นทางการคลังและแผนปฏิรูปภาษีของรัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของปธน. ทรัมป์ การฟื้นตัวตามวัฏจักรในยุโรป และนโยบายกระตุ้นการเติบโตแบบอิงนโยบายของจีน

รายงานดังกล่าวยังระบุถึงปัจจัยขับเคลื่อนหลายๆประการที่อาจมีส่วนช่วย ส่งเสริมคุณภาพของการเติบโต และหนุนให้เศรษฐกิจมีความยั่งยืนยิ่งขึ้นในทศวรรษหน้า

นายแวน อาร์ค กล่าวว่า "ข่าวดีคือ เมื่อปัจจัยกระตุ้นการเติบโตในเชิงคุณภาพ เช่น พัฒนาการของทักษะแรงงาน เทคโนโลยีดิจิทัล และความแข็งแกร่งของผลิตภาพนั้นเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นแล้ว สิ่งนี้อาจช่วยรองรับการเติบโต และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเจริญเติบโตต่อไปในทศวรรษหน้า"

การขาดแคลนแรงงานอาจช่วยให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้นในภาคส่วนต่างๆที่แรงงาน หายาก ความเข้มข้นของทุนที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นปัจจัยกระตุ้นการเติบโตของผลผลิตทาง แรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป สหรัฐอเมริกา และเศรษฐกิจอื่นที่โตเต็มที่แล้ว

นอกจากนี้ การเติบโตของเม็ดเงินลงทุนยังมีปัจจัยหนุนจากความก้าวหน้าในเรื่อง "คุณภาพ" ของเงินทุนด้วย ซึ่งเป็นผลจากการที่ธุรกิจหันไปลงทุนด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์กันมากขึ้น และหันไปให้ความสนใจมากขึ้นในเรื่องสินทรัพย์และบริการแบบดิจิทัล

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560)

 

ผลสำรวจที่จัดทำโดย Ifo ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจของเยอรมนี ระบุว่า นักเศรษฐศาสตร์มีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในไตร มาส 4 ปีนี้

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจทั่วโลกซึ่งสำรวจโดย Ifo ปรับตัวขึ้น 3.9 จุด แตะที่ 17.1 จุด ในไตรมาส 4/2560 ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2554

นายเคลเมนส์ ฟูเอสต์ ประธาน Ifo ระบุในแถลงการณ์ว่า "การที่เศรษฐกิจโลกค่อยๆฟื้นตัวขึ้นนั้นได้ช่วยหนุนให้เศรษฐกิจในภาพรวมให้ ปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ"

นอกจากนี้ นายฟูเอสต์ ยังกล่าวอีกด้วยว่า อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจะยังคงแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเมื่อเทียบ กับสกุลเงินหลักๆ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น

Ifo ได้ทำการสำรวจความเห็นจากนักเศรษฐศาสตร์ 1,171 รายใน 120 ประเทศ ซึ่งระบุว่า เศรษฐกิจในทุกภูมิภาคทั่วโลกจะขยายตัวรวดเร็วขึ้น ยกเว้นตะวันออกกลางและแอฟริกา ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่อย่างละตินอเมริกา มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจอีกด้านหนึ่งของ Ifo ได้เตือนว่า นโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจเป็นปัจจัยที่ฉุดเศรษฐกิจโลกให้ย่ำแย่ลง โดย 73.9% ของนักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า นโยบายของทรัมป์ "จะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อเศรษฐกิจโลก"

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560)

ดัชนีชี้วัดแนวโน้มการค้าโลก (WTOI) ล่าสุดขององค์การการค้าโลก (WTO) บ่งชี้ว่า การค้าโลกมีแนวโน้มขยายตัวระดับปานกลาง ในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้

WTO เปิดเผยว่า ดัชนี WTOI ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 102.2 ซึ่งแม้ว่าลดลงเล็กน้อยจากคาดการณ์ครั้งก่อนเมื่อเดือนส.ค. แต่ก็บ่งชี้ว่า การค้าโลกมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 2 และ 3 ปีนี้

ทั้งนี้ ดัชนี WTOI ที่เคลื่อนไหวเหนือระดับ 100 หมายความว่า การค้ายังคงมีแนวโน้มขยายตัว ขณะที่หากดัชนีเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 100 บ่งชี้ถึงแนวโน้มการชะลอตัวลง

WTO กล่าวว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าเพื่อการส่งออกทั่วโลกยังคงขยายตัวในระดับสูงกว่าแนวโน้ม แต่เริ่มจะชะลอตัวลงเมื่อไม่นานมานี้ บ่งชี้ได้ว่าการค้าจะขยายตัวในระดับปานกลาง และจะยังแข็งแกร่งอยู่อีกเดือนต่อจากนี้

WTO ระบุว่า อัตราค่าระวางขนส่งสินค้าทางอากาศและการขนส่งคอนเทนท์เนอร์ที่เริ่มพลิกกลับ มาสู่ขาลง ชี้ให้เห็นว่าการค้าได้เริ่มชะลอตัวลง ขณะที่ยอดการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ส่งสัญญาณว่ามีแนวโน้มจะดีดตัวขึ้นจากจุด ต่ำสุด ซึ่งอาจสะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มมีความเชื่อมั่นมากขึ้น

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560)

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดว่าจะแกว่งสร้างฐานในระดับ 1,680 จุด ได้ มองแนวนี้ค่อนข้างแข็งแกร่งอยู่ เหตุจากนักลงทุนต่างชาติยังขายออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เฉพาะตลาดบ้านเราเท่านั้น แต่หลายตลาดในภูมิภาคก็มีแรงขายออกมาเช่นเดียวกัน

ส่วนผลประกอบการงวดไตรมาส 3/60 ออกมาคละเคล้าทั้งดีและไม่ดี ใกล้สิ้นสุดการประกาศงบฯแล้ว ดังนั้นอาจจะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิด Sell on fact ได้ อย่างไรก็ดี เริ่มเห็นแรงซื้อจากองทุน LTF-RMF เข้ามาบ้างแล้ว และก็ยังคาดหวังงาน SET in the City จะช่วยหนุนตลาดฯ

ด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้เคลื่อนไหวทั้งในแดนบวก-ลบกระจายตัว ติดตามความคืบหน้าของแผนปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯต่อไป และให้มองไปที่ประเด็นการเมืองในอังกฤษด้วย
พร้อมให้แนวต้านไว้ที่ 1,695-1,700 จุด


ประเด็นการพิจารณาการลงทุน

- ตลาดหุ้นนิวยอร์กล่าสุด (13 พ.ย.60) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 23,439.70 จุด เพิ่มขึ้น 17.49 จุด (+0.07%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 2,584.84 จุด เพิ่มขึ้น 2.54 จุด (+0.10%), ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 6,757.60 จุด เพิ่มขึ้น 6.66 จุด (+0.10%)

- ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดวันนี้ ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ลดลง 38.06 จุด, ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีน ลดลง 1.29 จุด, ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกง เพิ่มขึ้น 89.92 จุด, ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวัน เพิ่มขึ้น 32.67 จุด, ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้น 2.20 จุด, ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 2.91 จุด, ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซีย เพิ่มขึ้น 5.78 จุด, ดัชนี PSE Composite ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ เพิ่มขึ้น 19.59 จุด
- ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (13 พ.ย.60) 1,687.05 จุด ลดลง 2.23 จุด (-0.13%)
- นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,686.30 ล้านบาท เมื่อวันที่ 13 พ.ย.60

- ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน ธ.ค.ในตลาดไนเม็กซ์ปิดทำการล่าสุด (13 พ.ย.60) ปิดที่ระดับ 56.76 ดอลลาร์/บาร์เรล ขยับขึ้น 2 เซนต์ หรือ 0.09%

- ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (13 พ.ย.60) ที่ 7.21 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล
- เงินบาทเปิด 33.06 ทรงตัวจากวานนี้ ยังรอปัจจัยใหม่ มองกรอบวันนี้ 33.05-33.12

- บริษัทผู้ประกอบการการขนส่งสินค้าทางเรือได้เข้าหารือและแสดงความสนใจลงทุน โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 วงเงิน 1.41 แสนล้านบาท เป็นโครงสร้างพื้นฐาน 5.7 หมื่นล้านบาท และการบริหารจัดการท่าเรือ 8.4 หมื่นล้านบาท

- แบงก์ชาติอนุมัติ QR Code ของ 5 แบงก์ "กรุงเทพ-กสิกรฯ-กรุงไทย-ไทยพาณิชย์-ออมสิน"ออกจาก Sandbox พร้อมให้บริการทั่วไปได้ และเดินหน้าทดสอบบริการต่อยอดในส่วนอื่น ขณะที่วีซ่ารับไลเซนส์เป็นเครือข่ายบัตรเดบิตในไทย พร้อมเดินหน้าให้บริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ผ่านผลิตภัณฑ์วีซ่าอย่าง สมบูรณ์แบบ

- ขณะนี้การลงทุนของกลุ่มอุตสาหกรรมชีวภาพและเชื้อเพลิงชีวภาพ (ไบโออีโคโนมี) ระยะแรกในรูปแบบประชารัฐ มูลค่า 400,000 ล้านบาท ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ระหว่างปี 2560-2569 มีความคืบหน้าอย่างมาก เพราะเอกชนรายใหญ่ของไทยเป็นตัวนำ อย่างบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และกลุ่มมิตรผล มีการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม โดยปี 2560 ลงทุนแล้ว คาดว่าจนถึงปี 2561 จะลงทุนประมาณ 56,000 ล้านบาท และจากแผนที่กำหนดไว้ปี 2562-2564 จะลงทุนอีกประมาณ 172,000 ล้านบาท อาทิ โครงการการผลิตร่วมที่ใช้เทคโนโลยีที่มีความดันสูง (ไฮ เพรชเชอร์ โค-เจเนอเรชั่น) 75,000 ล้านบาท ก่อตั้งนิคมไบโอชีวภาพ 15,000 ล้านบาท ก่อสร้างโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพ และตั้งสถาบันเพื่อการค้นคว้ารวมประมาณ 14,000 ล้านบาท และระหว่างปี 2565-2569 จะลงทุนอีก 152,000 ล้านบาท

- คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันวาง 4 เป้าหมาย ฝันในอีก 20 ปีข้างหน้าคนไทยมีรายได้เฉลี่ยในระดับประเทศพัฒนาแล้ว จีดีพีขยายตัวปีละ 5% ผลิตภาพการผลิตรวมไม่ต่ำกว่า 3% ติด 1 ใน 20 อันดับความสามารถแข่งขันของไอเอ็มดี จากปัจจุบันอันดับ 27


*หุ้นเด่นวันนี้

- STANLY (ธนชาต) "ซื้อ" เป้า 320 บาท แม้ปรับคาดการณ์กำไรปี 2561 (เม.ย.60-มี.ค.61) ลง 4% เนื่องจากอัตรากำไรที่ลดลงจากช่วงที่สายการผลิตใหม่เริ่มดำเนินการผลิต อย่างไรก็ดีด้วยแนวโน้มอุตสาหกรรมรถยนต์เร่งตัว, ส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้น, และความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์โคมไฟรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นเพิ่มโอกาสทำกำไร เราปรับประมาณการกำไรปี 2562-2563 ขึ้น 6-9% ด้วยการเติบโตกำไร 20-24% ปี 2561-2562, PE61 11.3x, PBV61 1.2x เป็นทั้ง value + growth play

- PSH (ทรีนีตี้) "ซื้อ"เป้า 25.40 บาท รายงานกำไรสุทธิ Q3/60 ที่ 1.29 พันล้านบาท ปรับตัวลดลง 26% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 39% YoY โดย Gross Profit Margin อยู่ที่ 36.4% ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 33.7% ทั้งนี้ Presales 9M60 รวมอยู่ที่ 3.8 หมื่นล้านบาท ปรับตัวสูงขึ้น 9.8% YoY โดยได้รับการสนับสนุนจากการเปิดคอนโดที่มีการเติบโตถึง 54% YoY โดยยอดขายกลุ่ม Premium จะเป็นตัวชูโรงสำหรับยอด Presales โดยยังคงคาดรายได้ปี 2560 ที่ 4.87 หมื่นล้านบาท และกำไรสุทธิ 6.74 พันล้านบาท จากโครงการใน Inventory ที่ 183 โครงการมูลค่ารวม 1.91 แสนล้านบาท ที่จะมาช่วยสนับสนุนยอดโอนใน Q4/60 ประกอบกับโครงการแนวราบที่ทำการเปิดตัวไปในช่วงที่ผ่านมา

- CPALL (ฟินันเซีย ไซรัส) "ซื้อ"เป้า 86 บาท กำไรสุทธิ Q3/60 อยู่ที่ 4.97 พันลบ. +7% Q-Q, +21% Y-Y แม้เป็น Low Season แต่ Stamp Promotion ประสบความสำเร็จดีมาก ทำให้ SSSG +2.4% Y-Y จาก -1% Y-Y ใน Q2/60 ส่วนสาขาใหม่เปิดเพิ่มอีก 145 แห่ง และอัตรากำไรขั้นต้นขยับขึ้นเป็น 22.4% จาก 22.2% ใน 2Q17 และ 22.1% ใน Q3/59 แนวโน้ม Q4/60 จะทำจุดสูงสุดของปีที่ 5.1 พันลบ. เพราะเป็น High Season และ MAKRO จะได้ผลดีจากช้อปช่วยชาติ โดยได้ปรับกำไรปี 2560-2561 ขึ้นเพื่อสะท้อนงบที่ดีกว่าคาด

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560)

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดว่าจะแกว่งสร้างฐานในระดับ 1,680 จุด ได้ มองแนวนี้ค่อนข้างแข็งแกร่งอยู่ เหตุจากนักลงทุนต่างชาติยังขายออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เฉพาะตลาดบ้านเราเท่านั้น แต่หลายตลาดในภูมิภาคก็มีแรงขายออกมาเช่นเดียวกัน

ส่วนผลประกอบการงวดไตรมาส 3/60 ออกมาคละเคล้าทั้งดีและไม่ดี ใกล้สิ้นสุดการประกาศงบฯแล้ว ดังนั้นอาจจะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิด Sell on fact ได้ อย่างไรก็ดี เริ่มเห็นแรงซื้อจากองทุน LTF-RMF เข้ามาบ้างแล้ว และก็ยังคาดหวังงาน SET in the City จะช่วยหนุนตลาดฯ

ด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้เคลื่อนไหวทั้งในแดนบวก-ลบกระจายตัว ติดตามความคืบหน้าของแผนปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯต่อไป และให้มองไปที่ประเด็นการเมืองในอังกฤษด้วย
พร้อมให้แนวต้านไว้ที่ 1,695-1,700 จุด

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560)