ข่าวเด่น

Nongyao

Nongyao

บาทเปิดตลาดเช้านี้ "33.01 บาทต่อดอลลาร์" แผนภาษีสหรัฐยังไม่สำเร็จทำให้เงินดอลาร์ไร้แรงหนุนระยะสั้น จับตาบาทแข็งหลุด 33.00 บาทต่อดอลลาร์ในวันนี้หรือไม่

นาย จิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 33.01บาทต่อดอลลาร์ ไม่เปลี่ยนแปลงจากช่วงปิดตลาดสิ้นวันก่อน

โดยในคืนที่ผ่านมาฝั่งการเมืองยังหาข้อสรุปเรื่องภาษีและประกันสุขภาพใน สหรัฐไม่สำเร็จส่งผลให้ดอลลาร์ยังไม่มีแรงหนุนระยะสั้น ขณะที่ตัวเลขค้าปลีกในสหรัฐกลับขยายตัวดีกว่าคาดที่ระดับ 0.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน เช่นเดียวกับเงินเฟ้อที่ปรับตัวขึ้นได้ถึง 2% เมื่อเทียบกับปีก่อน พร้อมกับเงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่นับรวมอาหารและพลังงาน) ปรับตัวขึ้นยืนที่ระดับ 1.8% ทำให้โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมชัดเจนมาก

ใน ส่วนของตลาดการเงิน ค่าเงินเยนเป็นสกุลเงินที่แข็งแกร่งที่สุดในคืนที่ผ่านมา โดยปรับตัวแข็งค่าลงมาที่ระดับ 112.79 เยน/ดอลลาร์ ขณะที่หุ้นฝั่งสหรัฐยังคงปรับตัวลงต่อพร้อมกับหุ้นยุโรป ชี้ว่าในระยะสั้นตลาดยังคงปิดรับความเสี่ยงอยู่

ด้านเงินบาท พบว่ามีแรงซื้อตามสกุลเงินเอเชียเช่นกัน แต่ไม่สามารถแข็งค่าตามแนวโน้มการอ่อนค่าของดอลลาร์รอบนี้ได้มากนักในวัน ก่อนเนื่องจากติดแนวโน้มจิตวิทยาที่ราคา 33 บาท/ดอลลาร์ ต้องจับตาว่าแนวโน้มสกุลเงินเอเชียวันนี้ว่าจะสามารถดึงเงินบาทให้ลงไปหลุด ระดับ 33 บาทภายในวันนี้ได้หรือไม่

มองกรอบเงินบาทที่ระดับ 32.95-33.05 บาท/ดอลลาร์ในระหว่างวัน

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ (วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560)

ดอลลาร์อ่อนค่าลงต่ำกว่าระดับ 113 เยน แตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 เดือน โดยถูกกดดันจากการร่วงลงของตลาดหุ้นญี่ปุ่นและสหรัฐ รวมทั้งการปรับตัวลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ

ณ เวลา 19.21 น.ตามเวลาไทย ดอลลาร์ร่วงลง 0.63% สู่ระดับ 112.73 เยน ขณะที่ยูโรปรับตัวลง 0.20% สู่ระดับ 133.54 เยน และดีดตัวขึ้น 0.42% สู่ระดับ 1.1845 ดอลลาร์ ส่วนดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลบ 0.29% สู่ระดับ 93.55

ดอลลาร์อ่อนค่าลงในช่วงแรก โดยปรับตัวลงต่อเนื่องจากการซื้อขายที่ตลาดการเงินสหรัฐเมื่อคืนนี้ ขณะที่การปรับตัวลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐส่งผลให้มีการมองกัน ว่า ช่องว่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐอาจจะไม่กว้างมากเท่ากับที่มี การคาดการณ์ก่อนหน้านี้

ดอลลาร์ร่วงลงรุนแรงขึ้นในช่วงบ่าย หลังจากที่ดัชนีนิกเกอิติดลบมากขึ้น และปิดตลาดร่วงลงเป็นวันที่ 6 ติดต่อกัน ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลงเมื่อคืนนี้

ทั้งนี้ การปรับตัวลงของตลาดหุ้นมักจะทำให้นักลงทุนลดความต้องการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง ส่งผลให้มีการเทขายดอลลาร์ และเข้าซื้อเยน

นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาถ้อยแถลงของนายเอริค โรเซนเกรน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาบอสตัน ในวันนี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ

ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังรอดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในวันนี้ ซึ่งได้แก่ ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Manufacturing Index) เดือนพ.ย.จากเฟดนิวยอร์ก, ยอดค้าปลีกเดือนต.ค., ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนต.ค. และสต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนก.ย.

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560)

นายชาร์ลส์ อีแวนส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาชิคาโก กล่าวสุนทรพจน์ที่อังกฤษในวันนี้ว่า เงินเฟ้อของสหรัฐอยู่ที่ระดับต่ำมากมาเป็นเวลานานเกินไปแล้ว ซึ่งเฟดจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการสื่อสารกับตลาด เพื่อทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นว่า เฟดยังพร้อมที่จะทำให้เงินเฟ้ออยู่สูงกว่าระดับเป้าหมายที่ 2%

นอกจากนี้ เฟดยังควรที่จะเปลี่ยนแปลงแถลงการณ์เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% นั้น ไม่ใช่เพดานสูงสุด

ทั้งนี้ นักลงทุนจับตาการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐหลายรายการในช่วงค่ำ วันนี้ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งรวมถึงดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนต.ค.

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560)

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลายรายคาดการณ์ไว้ว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ จะเดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่เงินเฟ้อและอัตราว่างงานอยู่ในระดับต่ำ

นายราฟาเอล บอสติค ประธานเฟดสาขาแอตแลนตา กล่าวบนเวทีการประชุมเมื่อวานนี้ว่า "ผมคิดว่าอัตราดอกเบี้ยควรปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงไม่กี่ปีข้าง หน้านี้ โดยทิศทางด้านนโยบายของเรานั้นยังคงอยู่ในระดับผ่อนคลายมากกว่าที่จะอยู่ใน ระดับที่มีความเป็นกลาง (neutral) "

นายบอสติค ซึ่งจะมีสิทธิ์ออกเสียงในคณะกรรมการ FOMC ในปีหน้า กล่าวว่า "อุปสงค์ที่เพิ่มสูงขึ้นนั้นอาจหนุนเศรษฐกิจสหรัฐให้มีศักยภาพการเติบโตที่ เหนือขีดจำกัดอย่างยั่งยืน โดยขณะนี้เศรษฐกิจสหรัฐกำลังใกล้เข้าสู่ภาวะการจ้างงานเต็มที่ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวอาจสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนแรงงาน เพราะภาคธุรกิจจะแข่งขันกันอย่างดุเดือดมากขึ้นเพื่อชิงแรงงานที่นับวันยิ่ง มีจำกัด"

ทั้งนี้ นายบอสติคคาดการณ์ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ เศรษฐกิจสหรัฐจะยังคงขยายตัว "เหนือระดับ 2% เล็กน้อย" ส่วนอัตราว่างงานน่าจะทรงตัวอยู่ที่ระดับราว 4%

ด้านนายโรเบิร์ต แคปแลน ประธานเฟดสาขาดัลลัส ได้กล่าวเมื่อวานนี้เช่นกันว่า ภาวะตึงตัวในตลาดแรงงานสหรัฐนั้นเป็นปัจจัยกดดันให้เฟดดำเนินนโยบายการเงิน แบบเข้มงวดขึ้นในรูปแบบที่ "ไม่เร่งรีบ และค่อยเป็นค่อยไป" แม้อัตราเงินเฟ้อยังคงต่ำต่อเนื่อง

นายแคปแลน ให้สัมภาษณ์กับไฟแนนเชียล ไทมส์ ว่า เขา "กำลังพิจารณา" สนับสนุนให้เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้นในการประชุมเดือนหน้า

นายแคปแลน ซึ่งมีสิทธิ์ออกเสียงใน FOMC ปีนี้ได้เตือนไว้ว่า ตลาดแรงงานที่ร้อนแรงเกินไปนั้นอาจก่อให้เกิดความไม่สมดุลและส่วนเกินในตลาด การเงิน

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่เฟดบางรายโต้แย้งว่า เฟดควรคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับปัจจุบัน เมื่อพิจารณาจากอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำ

นายเจมส์ บุลลาร์ด ประธานเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ กล่าวเมื่อวานนี้ว่า "อัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันมีความเหมาะสมแล้ว เมื่อดูจากข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคในขณะนี้"

ทั้งนี้ เฟดมีกำหนดการประชุมนโยบายครั้งต่อไปวันที่ 12-13 ธ.ค. ซึ่งบรรดานักลงทุนคาดการณ์ไว้ว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุม ครั้งนี้

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560)

บริษัทสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ ระบุว่า เศรษฐกิจอิตาลีมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น หลังจากที่ประสบภาวะซบเซาเป็นเวลา 6 ปี

S&P เปิดเผยว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอิตาลีมีการขยายตัว 1.5% ในไตรมาส 2 เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 ปี

นักวิเคราะห์ระบุว่า เศรษฐกิจของอิตาลีมีการขยายตัวทุกภาคส่วน ขณะที่การลงทุนเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หลังจากที่หยุดชะงักในช่วงต้นปี

ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานกำลังปรับตัวดีขึ้น โดยมีการสร้างงานใหม่จำนวน 150,000 ตำแหน่งในช่วงครึ่งแรกของปีนี้

สำนักงานสถิติอิตาลีรายงานว่า GDP ในไตรมาส 3 ปรับตัวขึ้น 0.5% เมื่อเทียบรายไตรมาส และพุ่งขึ้น 1.8% เมื่อเทียบรายปี
ตัวเลขดังกล่าวบ่งชี้ว่าอิตาลีมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากกว่าสหราชอาณาจักร

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560)

China Foreign Exchange Trading System (CFETS) ซึ่งเป็นหน่วยงานของธนาคารกลางจีนรายงานว่า เงินหยวนอ่อนค่าลง 0.23% แตะที่ 6.6286 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐในวันนี้

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ในตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศของจีนนั้น เงินหยวนได้รับอนุญาตให้ปรับตัวขึ้นหรือลงไม่เกิน 2% จากอัตราค่ากลางของการซื้อขายแต่ละวัน

ทั้งนี้ อัตราค่ากลางสกุลเงินหยวนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อิงกับราคาเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก ก่อนที่ตลาดจะเปิดทำการซื้อขายในแต่ละวัน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560)

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (15 พ.ย.) โดยได้รับปัจจัยกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวขึ้นในเดือนต.ค. อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของคณะทำงานประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนจำนวนหนึ่งเข้าซื้อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ ที่ปลอดภัย

สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 5.2 ดอลลาร์ หรือ 0.41% ปิดที่ระดับ 1277.70 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนเดือนธ.ค. ลดลง 10.2 เซนต์ หรือ 0.6% ปิดที่ 16.971 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 5.8 ดอลลาร์ หรือ 0.63% ปิดที่ 933.1 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 45 เซนต์ หรือ 0.05% ปิดที่ 985.10 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาทองคำร่วงลงเนื่องจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ได้สร้างแรงกด ดันต่อตลาด โดยเมื่อดอลลาร์แข็งค่าขึ้นนั้น จะส่งผลให้สัญญาทองคำซึ่งซื้อขายในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ มีราคาแพงขึ้นและไม่น่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนที่ถือครองสกุลเงินอื่นๆ

สำหรับปัจจัยที่ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่านั้น มาจากรายงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐซึ่งระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนต.ค. ขยายตัวถึง 2.0% เมื่อเทียบรายปี ส่วนเมื่อเทียบเป็นรายเดือนนั้น ดัชนี CPI ขยับขึ้น 0.1% สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนบางส่วนยังคงเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย เนื่องจากร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของสหรัฐยังไม่มีทิศทางที่แน่นอน โดยรายงานล่าสุดระบุว่า นายรอน จอห์นสัน วุฒิสมาชิกจากพรรครีพับลิกันได้ออกมายืนยันว่า เขาจะไม่โหวตสนับสนุนร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับของวุฒิสภา หลังจากวุฒิสภาได้สร้างเงื่อนไขใหม่ด้วยการพ่วงการยกเลิกเนื้อหาส่วนหนึ่ง ของกฎหมายโอบามาแคร์เข้ากับแผนการปฏิรูปภาษี

นักวิเคราะห์มองว่า การสร้างเงื่อนไขใหม่ของวุฒิสภานั้น จะเพิ่มความเสี่ยงให้กับพรรครีพับลิกันและประธานาธิบดีทรัมป์ โดยนับตั้งแต่ที่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐในเดือนม.ค.เป็นต้นมา คณะทำงานของเขาก็ยังไม่สามารถผลักดันร่างกฎหมายฉบับสำคัญให้มีผลบังคับใช้ ได้เลย แม้ว่ารีพับลิกันจะครองเสียงข้างมากในรัฐสภาก็ตาม

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560)

สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (15 พ.ย.) หลังสหรัฐเปิดเผยข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนต.ค. ซึ่งขยายตัวถึง 2.0% เมื่อเทียบรายปี ส่วนเมื่อเทียบเป็นรายเดือนนั้น ดัชนี CPI ขยับขึ้น 0.1% สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1793 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1795 ดอลลาร์ ในขณะที่ปอนด์อ่อนค่าลงแตะ 1.3168 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3170 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลง ที่ระดับ 0.7584 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7635 ดอลลาร์

ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเยน ที่ระดับ 112.95 เยน จากระดับ 113.38 เยน และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9888 ฟรังก์สวิส จากระดับ 0.9893 ฟรังก์สวิส

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นด้วยแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐที่ มีการเปิดเผยเมื่อวานนี้ โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ขยับขึ้น 0.1% ในเดือนต.ค. สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากดีดตัวขึ้น 0.5% ในเดือนก.ย.

เมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI ปรับตัวขึ้น 2.0% ในเดือนต.ค. สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้เช่นกัน หลังจากดีดตัวขึ้น 2.2% ในเดือนก.ย.

ขณะที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกของสหรัฐเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนต.ค. หลังจากพุ่งขึ้น 1.9% ในเดือนก.ย. และเมื่อเทียบรายปี ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 4.6% ในเดือนต.ค. ด้วยแรงหนุนจากการซื้อรถยนต์ แม้อุปสงค์สำหรับวัสดุก่อสร้างจะปรับตัวลงก็ตาม

ส่วนยอดค้าปลีกพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมยอดขายรถยนต์ น้ำมัน วัสดุก่อสร้าง และอาหาร เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนต.ค. หลังจากดีดตัวขึ้น 0.5% ในเดือนก.ย.

นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ ราคานำเข้าและส่งออกเดือนต.ค., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนต.ค. และตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาก่อสร้างเดือนต.ค.

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560)

สู่ระดับ 33.42 ล้านบาร์เรลต่อวัน

กลุ่ม ประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ออกรายงานประจำเดือนพ.ย.ระบุว่า ประเทศต่างๆทั่วโลกจะมีความต้องการใช้น้ำมันโอเปกในปีหน้าเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 33.42 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้น 360,000 บาร์เรลต่อวันจากตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้

การปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าวถือเป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกันของโอเปก นับตั้งแต่ที่มีการประเมินครั้งแรกในเดือนก.ค.

นอกจากนี้ รายงานยังคาดการณ์ว่า อุปสงค์น้ำมันจะเพิ่มขึ้น 1.51 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีหน้า โดยเพิ่มขึ้น 130,000 บาร์เรลต่อวันจากตัวเลขคาดการณ์เดิม สู่ระดับ 98.45 ล้านดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยได้แรงหนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ดีดตัวสู่ระดับ 3.7% ในปีหน้า โดยเพิ่มขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ระดับ 3.5%

รายงานระบุว่า การประชุมโอเปกที่กรุงเวียนนาในวันที่ 30 พ.ย. นี้ หากสมาชิกเห็นพ้องกันเกี่ยวกับการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือนจนถึงสิ้นปีหน้า จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในไตรมาสแรกของปีหน้า จะส่งผลให้ตลาดเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันราว 830,000 บาร๋เรลต่อวันในปีหน้า เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดว่าจะขาดแคลน 310,000 บาร์เรลต่อวัน

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ (วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560)

Cepsa Energy Outlook 2030 คือรายงานวิจัยที่นำเสนอภาพสัดส่วนการใช้พลังงาน (energy mix) ในปี 2030 พร้อมกับตอบคำถามต่างๆ เช่น ประเทศใดและเทคโนโลยีใดที่จะตอบสนองความต้องการด้านพลังงาน, ผลพวงของการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมีอะไรบ้าง และระบบขนส่งจะพัฒนาไปอย่างไรเมื่อเทียบกับรถยนต์ส่วนตัว เป็นต้น

ในการศึกษาจากมุมมองด้านพลังงาน Cepsa ได้พิจารณากฎระเบียบข้อบังคับ การผลิต และการใช้พลังงานของภูมิภาคต่างๆ และแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้คุมกฎ กลุ่มผู้ผลิต และกลุ่มผู้บริโภค ซึ่งรายงานฉบับนี้จะแสดงให้เห็นว่า ความเคลื่อนไหวของกลุ่มเหล่านี้มีบทบาทสำคัญอย่างไรในการกำหนดทิศทางพลังงาน ในอนาคต

กลุ่มผู้คุมกฎ ประกอบด้วยประเทศในกลุ่ม OECD ทั้งหมดยกเว้นเม็กซิโก ซึ่งมีตลาดพลังงานที่มีการควบคุมอย่างดี และคาดว่าจะมีอุปสงค์พลังงานต่ำกว่าภูมิภาคอื่นๆ ต่อมาคือ กลุ่มผู้ผลิต ประกอบด้วยประเทศผู้ส่งออกพลังงานในละตินอเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอดีตสหภาพโซเวียต สุดท้ายคือ กลุ่มผู้บริโภค ประกอบด้วยประเทศในเอเชีย ซึ่งคาดว่าจะมีการใช้พลังงานมหาศาลในอนาคต
ทิศทางพลังงานปี 2030

รายงาน Cepsa Energy Outlook 2030 ระบุว่า ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าจะมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้นและครองส่วนแบ่งตลาด มากขึ้น ทว่ายานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เผาไหม้จะยังครองตลาดด้วยสัดส่วน 85%

ขณะเดียวกัน อุปสงค์น้ำมันโลกจะเพิ่มขึ้น 10% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่ชะลอลง เนื่องจากมีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงมีการใช้พลังงานจากแหล่งอื่นร่วมด้วย อุปสงค์น้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะได้รับแรงหนุนหลักจากชนชั้นกลางในเอเชียที่คาด ว่าจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ พลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วนเกินครึ่งหนึ่งของการผลิตพลังงานไฟฟ้าในช่วง 15 ปีข้างหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่เพิ่มมากขึ้น ส่วนก๊าซธรรมชาติตามมาเป็นอันดับสอง แต่จะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นแค่ 1% เนื่องจากถูกบดบังโดยการเติบโตของพลังงานหมุนเวียน

น้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน จะยังคงครองสัดส่วนพลังงานโลกในปี 2030 แม้ว่าพลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมากก็ตาม

รายงานยังระบุด้วยว่า ประเทศจีน อินเดีย รวมถึงประเทศอื่นๆในเอเชีย จะมีอุปสงค์พลังงานสูงสุด โดยเทียบเท่าน้ำมันดิบ 1,770 ตัน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560)