Apassorn

Apassorn

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์เงินบาทสำหรับสัปดาห์ถัดไป (30 ต.ค.-3 พ.ย.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 33.15-33.45 บาทต่อดอลลาร์ฯ

โดยจุดสนใจของตลาดน่าจะยังอยู่ที่การประชุมนโยบายการเงินของเฟด (31 ต.ค.-1 พ.ย.) รวมถึงผลสรุปของผู้ที่จะมาเป็นประธานเฟดคนใหม่ ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญระหว่างสัปดาห์ ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงาน ค่าจ้างแรงงาน ดัชนี PMI ภาคการผลิต/ภาคบริการ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนต.ค. อัตราเงินเฟ้อที่วัดจากดัชนีราคาการใช้จ่ายด้านการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (PCE Price Index) ยอดสั่งซื้อของโรงงานเดือนก.ย. นอกจากนี้ ตลาดอาจรอจับตาผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่นและธนาคารกลางอังกฤษด้วยเช่นกัน

 
 

-- ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อวันศุกร์ (27 ต.ค.) ขานรับตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 3 ของสหรัฐซึ่งขยายตัวที่ระดับ 3.0% สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.5% โดยได้ปัจจัยหนุนจากการเพิ่มขึ้นของการลงทุนในสินค้าคงคลัง และการขาดดุลการค้าที่ลดลง

นอกจากความแข็งแกร่งของ GDP แล้ว ตลาดหุ้นนิวยอร์กยังได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยี ซึ่งรวมถึงไมโครซอฟท์ อัลฟาเบท อเมซอน และอินเทล

 
 

-- ทางการญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ว่า ยอดค้าปลีกเดือนก.ย. พุ่งขึ้น 2.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี หลังจากที่ปรับตัวขึ้นเพียง 1.8% ในเดือนส.ค. โดยยอดค้าปลีกเดือนก.ย.ของญี่ปุ่นทำสถิติขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 11 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นมากขึ้นในการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งเป็นผลมาจากค่าแรงที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

 

-- ตลาดการเงินยังคงจับตาสถานการณ์การเมืองในสเปนอย่างใกล้ชิด หลังจากรัฐสภาแคว้นกาตาลุญญาประกาศแยกตัวเป็นเอกราชจากสเปนเมื่อวันศุกร์ที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่วุฒิสภาสเปนมีมติอนุมัติให้รัฐบาลประกาศใช้มาตรา 155 แห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อยึดอำนาจการบริหารและปกครองจากแคว้นกาตาลุญญา หลังจากที่ได้ประกาศเอกราชจากสเปน

รายงานคืบหน้าล่าสุดระบุว่า ประชาชนชาวสเปนนับแสนได้ออกมาเดินขบวนในเมืองบาร์เซโลนา เมืองเอกของแคว้นกาตาลุญญา เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนความเป็นหนึ่งเดียวของสเปน หลังรัฐสภาแคว้นกาตาลุญญามีมติประกาศแยกตัวเป็นเอกราชจากสเปน

 

-- นักลงทุนในตลาดการเงินจับตาการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ในวันที่ 31 ต.ค. - 1 พ.ย. โดยมีการคาดการณ์ว่า คณะกรรมการ FOMC จะคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 1.00-1.25% ในการประชุมครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์คาดว่า คณะกรรมการ FOMC อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. หลังจาก FOMC ได้ส่งสัญญาณก่อนหน้านี้ว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกหนึ่งครั้งในปีนี้

 

-- ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะประชุมนโยบายการเงินและแถลงมติอัตราดอกเบี้ยในวันพรุ่งนี้ (31 ต.ค.) โดยผลสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า คณะกรรมการ BOJ จะมีมติคงนโยบายการเงินเชิงรุก ด้วยการเดินหน้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล โดยมีเป้าหมายที่จะรักษาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อระยะยาว ให้เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 0% นอกจากนี้ BOJ ยังมีมติมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ -0.1%

 

-- ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จะประชุมนโยบายการเงินและแถลงมติอัตราดอกเบี้ยในวันพฤหัสบดีที่ 2 พ.ย.นี้ ขณะที่ผลสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์ระบุว่า BoE มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 0.5% จากปัจจุบันที่ระดับ 0.25% นอกจากนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ที่ประชุม BoE จะปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ

สำหรับปัจจัยที่ทำให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า BoE จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ มาจากรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) ซึ่งระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอังกฤษขยายตัวที่ระดับ 0.4% ในไตรมาสที่ 3 สูงกว่าไตรมาสที่ 2 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 0.3% และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

 

-- นักลงทุนยังคงรอดูผู้ที่จะก้าวขึ้นรับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ต่อจากนางเจเน็ต เยลเลน ซึ่งจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในเดือนก.พ.ปีหน้า โดยมีการคาดการณ์ว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์จะประกาศการตัดสินใจเลือกประธานเฟดคนใหม่ ก่อนที่เขาจะเดินทางเยือนประเทศต่างๆในเอเชีย ในวันที่ 3 พ.ย.นี้

หนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ และสำนักข่าวโพลิติโค ระบุว่า ขณะนี้มีตัวเก็งที่มีโอกาสจะขึ้นรับตำแหน่งประธานเฟด 2 คน คือ นายเจอโรม พาวเวล ผู้ว่าการเฟด และนายจอห์น เทย์เลอร์ นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ขณะที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กระบุว่า ปธน.ทรัมป์มีแนวโน้มที่จะเลือกนายเจอโรม พาวเวล เป็นประธานเฟดคนใหม่

 

-- สหรัฐ และประเทศต่างๆในยุโรปจะเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในวันนี้ โดยเยอรมนีจะเปิดเผยยอดค้าปลีกเดือนก.ย. และอัตราเงินเฟ้อเดือนต.ค. ขณะที่ยูโรสแตทจะเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจของยูโรโซนหลายรายการ ซึ่งได้แก่ ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเดือนต.ค.,  ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนต.ค. และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเดือนต.ค.

ทางด้านสหรัฐจะเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนก.ย. และดัชนีภาคการผลิตเดือนต.ค. จากเฟดดัลลัส

 

-- สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน (NBS) จะเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือนต.ค. และดัชนี PMI ภาคบริการเดือนต.ค. ในช่วงเช้าวันพรุ่งนี้

ส่วนดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนก.ย. ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 52.40 จากระดับของเดือนส.ค.ที่ 51.70 และนับเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2555  ขณะที่ดัชนี PMI ภาคบริการเดือนก.ย. ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 55.40 จากระดับ 53.40 ในเดือนส.ค. โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนได้เปิดเผยดัชนี PMI ภาคบริการและภาคการผลิตประจำเดือนก.ย.เมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา

 

-- นักลงทุนรอดูตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรประจำเดือนต.ค.ของสหรัฐ โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในวันศุกร์ที่ 3 พ.ย. ขณะที่นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งคาดว่า ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนก.ย.จะเพิ่มขึ้น 300,000 ตำแหน่ง พร้อมกับคาดการณ์ว่า ตัวเลขรายได้ต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ จะเพิ่มขึ้น 2.7% ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี หรือเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน

ส่วนตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนก.ย. ลดลง 33,000 ตำแหน่ง ซึ่งลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนก.ย.2553 เนื่องจากได้รับผลกระทบจากพายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ และเออร์มา

 

-- ในวันศุกร์ที่ 3 พ.ย.นี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ มีกำหนดเดินทางเยือนประเทศต่างๆในเอเชียเป็นเวลา 11 วัน โดยปธน.ทรัมป์จะเดินทางเยือนญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

การเดินทางเยือนประเทศเอเชียของทรัมป์ มีขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและเกาหลีเหนือ โดยทรัมป์ และนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ได้ใช้ถ้อยคำรุนแรงตอบโต้กันไปมา นับตั้งแต่เกาหลีเหนือได้ทำการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ ซึ่งส่งผลให้คาบสมุทรเกาหลีตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมาโดยตลอด

 

-- นักลงทุนจับตาการรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึง แอปเปิล อิงค์, ไฟเซอร์ คราฟท์ ไฮนซ์, ราล์ฟ ลอเรน, สตาร์บัคส์, ยัม แบรนด์ส, และ AIG

 

ทางการญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ว่า ยอดค้าปลีกเดือนก.ย. พุ่งขึ้น 2.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี หลังจากที่ปรับตัวขึ้นเพียง 1.8% ในเดือนส.ค. โดยยอดค้าปลีกเดือนก.ย.ของญี่ปุ่นทำสถิติขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 11

หากเทียบเป็นรายเดือน ยอดค้าปลีกเดือนก.ย. ปรับตัวขึ้น 0.8% หลังจากที่หดตัวลง 1.6% ในเดือนส.ค.

ยอดค้าปลีกที่ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นมากขึ้นในการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งเป็นผลมาจากค่าแรงที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

 
 

รายได้จากการจัดเก็บภาษีของจีนในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้น 10.6% แตะ 9.92 ล้านล้านหยวน หรือ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สำนักงานจัดเก็บภาษีของจีน รายงานว่า อัตราการขยายตัวของรายได้จากการจัดเก็บภาษีดังกล่าวสูงกว่าสถิติในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งอยู่ที่ 8.9%

สำนักงานสถิติได้ระบุถึงสาเหตุที่ทำให้รายได้จากการจัดเก็บภาษีขยายตัวแข็งแกร่งว่า มาจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องและมั่นคงในช่วงเวลาดังกล่าว ภายหลังจากที่จีนได้ใช้นโยบายเศรษฐกิจมหภาคจนส่งผลในทางปฏิบัติ

 

ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ เศรษฐกิจจีนขยายตัว 6.9% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของรัฐบาลในปีนี้ที่ระดับประมาณ 6.5%

ทั้งนี้ กำไรของบริษัทขนาดใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมในช่วงดังกล่าว เพิ่มขึ้น 22.8% ซึ่งสูงกว่าสถิติเดือนม.ค.-ส.ค.ที่ 21.6% ท่ามกลางสัญญาณของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่แท้จริงนั้น รายได้จากการจัดเก็บภาษีในอุตสาหกรรมขั้นทุติยภูมิ เพิ่มขึ้น 19.9% ในช่วง 9 เดือนแรก

เมื่อเทียบเป็นรายภูมิภาคแล้ว รายได้จากการจัดเก็บภาษีจากภาคตะวันออก เพิ่มขึ้น 7.8% ภาคกลาง 18% และตะวันตก เพิ่มขึ้น 15.3%

 

สำนักงานศุลกากรเกาหลีใต้ (KCS) รายงานว่า ยอดส่งออกรถยนต์ปรับตัวเพิ่มขึ้นในไตรมาส 3 เนื่องด้วยอุปสงค์ที่แข็งแกร่งของรถยนต์ขนาดเล็กในยุโรป

รายงานระบุว่า มูลค่าการส่งออกรถยนต์ไปต่างประเทศอยู่ที่ระดับ 9.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนก.ค.-ก.ย. ซึ่งเพิ่มขึ้น 30.1% เทียบรายปี

โดยยอดส่งออกรถยนต์ประเภทดังกล่าวแตะที่ 620,000 คัน และเพิ่มขึ้น 20.9% เมื่อเทียบรายปี

 

รายงานบ่งชี้ว่า ยอดส่งออกรถยนต์นั่งโดยสารปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกัน โดยมีแรงหนุนหลักจากยอดขายอันแข็งแกร่งในยุโรปด้านรถยนต์ขนาดเล็กที่โดยบริษัทผู้ผลิตเกาหลีใต้ ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าในไตรมาส 3

ขณะเดียวกัน อุปสงค์จากสเปนและฝรั่งเศสนั้นแข็งแกร่งเป็นพิเศษ ด้วยยอดส่งออกรถยนต์ขนาดเล็กที่พุ่งขึ้น 2,116.8% และ 814.4% ตามลำดับ

ยอดส่งออกรถยนต์เครื่องยนต์เบนซินขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น 28.6% ในไตรมาสดังกล่าว ส่งผลให้ยอดส่งออกโดยรวมขยายตัวขึ้น

นอกจากนี้ มูลค่าการนำเข้ารถยนต์นั่งโดยสารก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.3% เมื่อเทียบรายปี แตะที่ 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสเดียวกัน โดยจำนวนรถนำเข้าเพิ่มขึ้น 14.5% แตะที่ 70,000 คัน

 

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยในวันนี้ว่า กำไรของบริษัทขนาดใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมมีการขยายตัวรวดเร็วขึ้นในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้

ทั้งนี้ กำไรของบริษัทขนาดใหญ่ในภาคอุตสหกรรม พุ่งขึ้น 22.8% ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งแข็งแกร่งกว่าช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ที่มีการขยายตัว 21.6%

ส่วนในเดือนก.ย.เพียงเดือนเดียวนั้น กำไรของบริษัทขนาดใหญ่ในภาคอุตสาหกรรม พุ่งขึ้น 27.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเพิ่มขึ้นรวดเร็วกว่าเดือนส.ค.ที่มีการขยายตัว 24%

 
 

กระทรวงสื่อสารและกิจการภายในประเทศของญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมราคาในหมวดอาหาร ขยายตัว 0.7% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยได้แรงหนุนจากราคาพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนี CPI พื้นฐานเดือนก.ย.ของญี่ปุ่นขยายตัวในอัตราเดียวกับเดือนส.ค. และนับเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกันที่ดัชนี CPI พื้นฐานยังคงมีการขยายตัว

 
 

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดดีดตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ (26 ต.ค.) หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันเบนซินและสต็อกน้ำมันกลั่นปรับตัวลดลงในสัปดาห์ที่แล้ว นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยหนุนจากรายงานข่าวที่ว่า ซาอุดิอาระเบียและรัสเซีย ได้แสดงความต้องการที่จะขยายเวลาการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันออกไปจนถึงสิ้นปีหน้า

 

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 46 เซนต์ หรือ 0.9% ปิดที่ 52.64 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. 2560

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 86 เซนต์ หรือ 1.5% ปิดที่ 59.30 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 3 เดือนก.ค. 2558

สัญญาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้นหลังจากรายงานของ EIA ระบุว่า สต็อกน้ำมันเบนซินลดลง 5.5 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะลดลงเพียง 17,000 บาร์เรล ส่วนสต็อกน้ำมันกลั่น ซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล ลดลง 5.2 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงเพียง 860,000 บาร์เรล

นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยหนุนจากรายงานของวอลล์สตรีท เจอร์นัล ซึ่งระบุว่า ซาอุดิอาระเบียและรัสเซีย ได้แสดงความต้องการที่จะขยายเวลาการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันออกไปจนถึงสิ้นปีหน้า

ทั้งนี้ ในการประชุมเมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปก ได้บรรลุข้อตกลงในการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิต 1.8 ล้านบาร์เรล/วัน จนถึงไตรมาสแรกของปีหน้า

นักลงทุนจับตาการประชุมอย่างเป็นทางการของกลุ่มโอเปกในวันที่ 30 พ.ย.นี้ โดยมีการคาดการณ์ว่า ที่ประชุมจะอภิปรายในประเด็นการขยายเวลาการปรับลดกำลังการผลิต

 

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้อนุมัติร่างงบประมาณปี 2561 ฉบับของวฺฒิสภา วงเงิน 4 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว ด้วยคะแนนเสียง 216 ต่อ 212 นับเป็นการกรุยทางสู่การพิจารณาแผนปฏิรูประบบภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต่อไป

การอนุมัติดังกล่าวเกิดขึ้นแม้ว่า จะยังมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากภาวะขาดดุล และการลดภาษีในระดับท้องถิ่น

เควิน เบรดี้ สมาชิกสภาผู้แทนรัฐเท็กซัส กล่าวว่า การอนุมัติงบประมาณวันนี้ จะทำให้เราสามารถบอกกับชาวอเมริกันได้อย่างชัดเจนว่า กำลังจะมีการปฏิรูปภาษีแล้ว

เมื่อวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา วุฒิสภาสหรัฐได้ลงมติผ่านร่างกฎหมายงบประมาณปี 2561 วงเงิน 4 ล้านล้านดอลลาร์ ด้วยคะแนนเสียง 51-49 คะแนน

 
 

นายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวในการแถลงข่าวหลังสิ้นสุดการประชุมนโยบายการเงินของ ECB ในวันนี้ว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะปรับตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในระยะกลาง และการปรับเปลี่ยนในโครงการซื้อพันธบัตรสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อการบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ ECB กำหนดไว้ อีกทั้งยังเป็นการยอมรับว่าแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางเงินเฟ้อยังคงมีเงื่อนไขคือการสนับสนุนที่ต่อเนื่องจากนโยบายทางการเงิน

 

นายดรากีกล่าวว่า กรรมการ ECB ส่วนใหญ่เห็นด้วยให้ดำเนินมาตรการ QE ในแนวทางปลายเปิดต่อไป อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่า มติในการประชุมวันนี้ไม่ได้เกิดจากความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์

ในวันนี้ ที่ประชุม ECB มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ ที่ระดับ 0% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมกับคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ ECB ที่ระดับ -0.4% และได้คงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ระดับ 0.25%

ขณะเดียวกัน  ECB  ระบุว่า จะต่อเวลาโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการ QE ไปจนถึงเดือนก.ย.ปีหน้า แต่จะลดวงเงินลงสู่ระดับ 3 หมื่นล้านยูโร/เดือน จากระดับปัจจุบันที่ 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่เดือนม.ค. ปีหน้าเป็นต้นไป

ECB ยังเปิดเผยว่า ธนาคารอาจจะขยายเวลาโครงการซื้อพันธบัตรเลยไปจากเดือนก.ย.ปีหน้า หากมีความจำเป็น