Apassorn

Apassorn

กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 5,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สู่ระดับ 229,000 ราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 44 ปี และสวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 235,000 ราย

 

ตัวเลขผู้ที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกยังคงอยู่ต่ำกว่า 300,000 ราย เป็นสัปดาห์ที่ 139 ติดต่อกัน ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 1970

ส่วนตัวเลขค่าเฉลี่ย 4 สัปดาห์ของจำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ซึ่งถือเป็นมาตรวัดตลาดแรงงานที่ดีกว่า เนื่องจากขจัดความผันผวนรายสัปดาห์ ลดลง 7,250 ราย สู่ระดับ 232,500 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 44 ปี

สำหรับจำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 21 ต.ค. มีจำนวนลดลง 15,000 ราย อยู่ที่ระดับ 1.88 ล้านราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 44 ปี

 

กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยในวันนี้ว่า ประสิทธิภาพในการผลิตของแรงงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐพุ่งขึ้น 3.0% ในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปี 2557 หลังจากที่เพิ่มขึ้น 1.5% ในไตรมาส 2

 

นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานเพิ่มขึ้น 2.4% ในไตรมาส 3

เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว ประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานเพิ่มขึ้น 1.5%

กระทรวงแรงงานสหรัฐวัดประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานจากผลผลิตเมื่อเทียบกับจำนวนชั่วโมงทำงานของแรงงาน

จำนวนชั่วโมงทำงานเพิ่มขึ้น 0.8% ในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว หลังจากเพิ่มขึ้น 2.4% ในไตรมาส 2

ขณะเดียวกัน ต้นทุนแรงงานต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 0.5% ในไตรมาส 3 หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในไตรมาส 2

เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว ต้นทุนแรงงานต่อหน่วยลดลง 0.1% ในไตรมาส 3
 
 

นายมาร์ค คาร์นีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) กล่าวว่า ขณะนี้ ปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะผลักดันให้ BoE ทำการปรับนโยบายการเงิน และอัตราดอกเบี้ย คือผลการเจรจาระหว่างอังกฤษและสหภาพยุโรป (EU) เกี่ยวกับการทำข้อตกลงแยกตัวจาก EU (Brexit)

"BoE กำลังจับตาเพื่อดูความคืบหน้า และความชัดเจนของผลการเจรจา Brexit" เขากล่าว หลังการประชุมนโยบายการเงินของ BoE ในวันนี้ ซึ่งที่ประชุมมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 0.50% พร้อมกับส่งสัญญาณว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคตจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

 

นอกจากนี้ นายคาร์นีย์ยังคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวเหนือระดับ 2% ภายในช่วงเวลา 3 ปี

"การที่เศรษฐกิจมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อยังไม่มีแนวโน้มที่จะกลับมาสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% หากไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย" เขากล่าว

นายคาร์นีย์ยังระบุว่า อัตราผลตอบแทนในตลาดในขณะนี้ได้รวมการคาดการณ์ถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% อีก 2 ครั้งในช่วง 3 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ BoE มีมติด้วยคะแนนเสียง 7-2 เห็นพ้องให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 0.50% ในการประชุมกำหนดนโยบายการเงินในวันนี้

ขณะเดียวกัน BoE ระบุว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคตจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และมีขอบเขตที่จำกัด

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี หลังจากที่ BoE ได้ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายในเดือนก.ค.2550

ก่อนการประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในวันนี้ BoE ได้แสดงความกังวลต่อการขยายตัวที่ร้อนแรงของเศรษฐกิจอังกฤษ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งแตะระดับ 3% ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี และอัตราการจ้างงานแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ

ตลาดการเงินคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า BoE จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้ หลังจากที่มีการเปิดเผยตัวเลขภาคการผลิตที่สดใสเมื่อวานนี้ และมีการเปิดเผยตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเกินคาดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ผลการสำรวจของไอเอชเอส มาร์กิต/ซีไอพีเอสระบุวานนี้ว่า ดัชนี PMI ภาคการผลิตของสหราชอาณาจักรดีดตัวขึ้นแตะระดับ 56.3 ในเดือนต.ค. จากระดับ 56.0 ในเดือนก.ย.

ทั้งนี้ ดัชนีที่อยู่สูงกว่าระดับ 50 บ่งชี้ว่า ภาคการผลิตยังคงมีการขยายตัว โดยได้ปรับตัวเหนือระดับ 50 เป็นเวลา 15 เดือนติดต่อกัน

ดัชนีย่อยด้านคำสั่งซื้อใหม่ และการจ้างงานต่างปรับตัวขึ้นเช่นกัน

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 25 ต.ค. สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอังกฤษขยายตัว 0.4% ในไตรมาส 3 สูงกว่าไตรมาส 2 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 0.3% และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

เมื่อเทียบรายปี เศรษฐกิจอังกฤษขยายตัว 1.5% ในไตรมาส 3 โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตของภาคการผลิตและบริการ รวมทั้งความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมรถยนต์

 

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดขยับขึ้นเมื่อคืนนี้ (2 พ.ย.) หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐปรับตัวลดลงมากกว่าการคาดการณ์ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยหนุนจากการที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และประเทศนอกโอเปกให้ความร่วมมือในการปรับลดกำลังการผลิต

 

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค. ขยับขึ้น 24 เซนต์ หรือ 0.4% ปิดที่ 54.54 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 13 เซนต์ หรือ 0.2% ปิดที่ 60.62 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้นหลังจากรายงานของ EIA ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐลดลง 2.4 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลงเพียง 1.8 ล้านบาร์เรล ขณะที่สถาบันปิโตรเลียมอเมริกา (API) ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐลดลง 5.1 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว สู่ระดับ 456.8 ล้านบาร์เรล

นอกจากนี้ นักลงทุนยังขานรับข่าวที่ว่า ซาอุดิอาระเบีย และรัสเซียให้การสนับสนุนการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือนจนถึงสิ้นปีหน้า จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในไตรมาสแรกของปีหน้า

ทั้งนี้ นักลงทุนจับตาการประชุมอย่างเป็นทางการของกลุ่มโอเปกในวันที่ 30 พ.ย.นี้ โดยคาดว่าที่ประชุมจะอภิปรายในประเด็นการขยายเวลาการปรับลดกำลังการผลิต

 

ยอดขายรถยนต์ญี่ปุ่นลดลง 1.7% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 372,470 คันในเดือนต.ค. โดยยอดขายดังกล่าวถูกถ่วงจากยอดขายนิสสัน มอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่น หลังจากที่มีการเปิดเผยเมื่อปลายเดือนก.ย.ที่ผ่านมาว่า นิสสันให้พนักงานที่ไม่มีใบอนุญาตตรวจสภาพรถยนต์ใหม่ก่อนที่จะมีการส่งมอบให้ลูกค้า

ทั้งนี้ ยอดขายรถยนต์รวมทุกประเภทของนิสสันร่วงลง 43.0% สู่ระดับ 22,049 คัน
 

สมาคมตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ยอดขายที่ไม่รวมรถยนต์ขนาดเล็ก เครื่องยนต์ไม่เกิน 660 ซีซี ร่วงลง 4.7% สู่ระดับ  231,563 คันในเดือนต.ค.

สำหรับผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ อย่าง โตโยต้า มอเตอร์ ทำยอดขายเพิ่มขึ้น  1.1% ในขณะที่ฮอนด้า มอเตอร์ มียอดขายลดลง 14.0%

ด้านสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ขนาดเล็กและมอเตอร์ไซค์ของญี่ปุ่นรายงานว่า ยอดขายรถยนต์เล็กเพิ่มขึ้น 3.7% เทียบรายปี สู่ระดับ 140,907 คัน

ยอดขายรถยนต์เล็กของไดฮัทสุ มอเตอร์ และซูซูกิ มอเตอร์ สองผู้ผลิตรถยนต์ขนาดเล็กรายใหญ่ของญี่ปุ่น ทำยอดขายเพิ่มขึ้น 4.9% และ 1.1% ตามลำดับ

ขณะที่ยอดขายของนิสสันร่วงลง 20.4% ส่วนยอดขายฮอนด้าพุ่งขึ้น 24.7%
 
 

ยอดขายรถยนต์ญี่ปุ่นลดลง 1.7% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 372,470 คันในเดือนต.ค. โดยยอดขายดังกล่าวถูกถ่วงจากยอดขายนิสสัน มอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่น หลังจากที่มีการเปิดเผยเมื่อปลายเดือนก.ย.ที่ผ่านมาว่า นิสสันให้พนักงานที่ไม่มีใบอนุญาตตรวจสภาพรถยนต์ใหม่ก่อนที่จะมีการส่งมอบให้ลูกค้า

ทั้งนี้ ยอดขายรถยนต์รวมทุกประเภทของนิสสันร่วงลง 43.0% สู่ระดับ 22,049 คัน
 

สมาคมตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ยอดขายที่ไม่รวมรถยนต์ขนาดเล็ก เครื่องยนต์ไม่เกิน 660 ซีซี ร่วงลง 4.7% สู่ระดับ  231,563 คันในเดือนต.ค.

สำหรับผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ อย่าง โตโยต้า มอเตอร์ ทำยอดขายเพิ่มขึ้น  1.1% ในขณะที่ฮอนด้า มอเตอร์ มียอดขายลดลง 14.0%

ด้านสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ขนาดเล็กและมอเตอร์ไซค์ของญี่ปุ่นรายงานว่า ยอดขายรถยนต์เล็กเพิ่มขึ้น 3.7% เทียบรายปี สู่ระดับ 140,907 คัน

ยอดขายรถยนต์เล็กของไดฮัทสุ มอเตอร์ และซูซูกิ มอเตอร์ สองผู้ผลิตรถยนต์ขนาดเล็กรายใหญ่ของญี่ปุ่น ทำยอดขายเพิ่มขึ้น 4.9% และ 1.1% ตามลำดับ

ขณะที่ยอดขายของนิสสันร่วงลง 20.4% ส่วนยอดขายฮอนด้าพุ่งขึ้น 24.7%
 
 

ยอดขายรถของบริษัทผู้ผลิตของเกาหลีใต้ในเดือนต.ค.ปรับตัวลง เนื่องจากจำนวนวันทำการในเดือนดังกล่าวลดลงเพราะตรงกับช่วงเทศกาลชูซอก ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดในเกาหลีใต้

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ยอดขายรถภายในประเทศของบริษัทรถเกาหลีใต้ทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ ฮุนได เกีย เรโนลต์ ซัมซุง จีเอ็ม โคเรีย และซังยอง อยู่ที่ 112,729 คันในเดือนต.ค. ซึ่งลดลง 11% จากระดับปีที่แล้ว

สาเหตุที่ยอดขายรถลดลงมาจากช่วงวันหยุดในเทศกาลชูซอก หรือวันขอบคุณพระเจ้าในเกาหลีใต้ ส่งผลให้จำนวนวันทำการลดลงไป 4 วันครึ่ง

ฮุนได มอเตอร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถรายใหญ่ที่สุด มียอดขายเพิ่มขึ้น 12.3% ด้วยยอดขายภายในประเทศ 53,012 คัน

ส่วนเกีย มอเตอร์ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของฮุนได มียอดขายเดือนต.ค.ในตลาดเกาหลีใต้ 37,521 คัน ซึ่งลดลง 6.3% จากระดับปีที่แล้ว

 
 

ผลการสำรวจของไอเอชเอส มาร์กิต/ซีไอพีเอสระบุว่า ดัชนี PMI ภาคการผลิตของสหราชอาณาจักรดีดตัวขึ้นแตะระดับ 56.3 ในเดือนต.ค. จากระดับ 56.0 ในเดือนก.ย.

ทั้งนี้ ดัชนีที่อยู่สูงกว่าระดับ 50 บ่งชี้ว่า ภาคการผลิตของอังกฤษยังคงมีการขยายตัว โดยได้ปรับตัวเหนือระดับ 50 เป็นเวลา 15 เดือนติดต่อกัน

นอกจากนี้ ดัชนีย่อยด้านคำสั่งซื้อใหม่ และการจ้างงานต่างปรับตัวขึ้นเช่นกัน
 
 

ปอนด์แข็งค่าขึ้นเทียบดอลลาร์และยูโรในวันนี้ จากการที่นักลงทุนคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จะทำการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันพรุ่งนี้  ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี หลังการเปิดเผยตัวเลขภาคการผลิตที่สดใสในวันนี้ และการเปิดเผยตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเกินคาดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

 

ณ เวลา 17.41 น.ตามเวลาไทย ปอนด์ดีดตัว 0.14% สู่ระดับ 1.3301 ดอลลาร์ และแข็งค่า 0.23% สู่ระดับ 0.8745 เทียบยูโร

ผลการสำรวจของไอเอชเอส มาร์กิต/ซีไอพีเอสระบุว่า ดัชนี PMI ภาคการผลิตของสหราชอาณาจักรดีดตัวขึ้นแตะระดับ 56.3 ในเดือนต.ค. จากระดับ 56.0 ในเดือนก.ย.

ทั้งนี้ ดัชนีที่อยู่สูงกว่าระดับ 50 บ่งชี้ว่า ภาคการผลิตยังคงมีการขยายตัว โดยได้ปรับตัวเหนือระดับ 50 เป็นเวลา 15 เดือนติดต่อกัน

ดัชนีย่อยด้านคำสั่งซื้อใหม่ และการจ้างงานต่างปรับตัวขึ้นเช่นกัน

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 25 ต.ค. สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอังกฤษขยายตัว 0.4% ในไตรมาส 3 สูงกว่าไตรมาส 2 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 0.3% และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

เมื่อเทียบรายปี เศรษฐกิจอังกฤษขยายตัว 1.5% ในไตรมาส 3 โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตของภาคการผลิตและบริการ รวมทั้งความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมรถยนต์

นักวิเคราะห์ระบุว่ามีแนวโน้มที่ BoE จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 0.5% ในการประชุมพรุ่งนี้ ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี หลังจากที่ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 0.25% ในเดือนมิ.ย.ปีที่แล้ว หลังการทำประชามติของอังกฤษเพื่อแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit)

 
2560 21:26:07 น.

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนก.ย. สู่ระดับ 1.22 ล้านล้านดอลลาร์ โดได้แรงหนุนจากการก่อสร้างในภาครัฐที่พุ่งขึ้น สวนทางการลงทุนในภาคเอกชนที่ปรับตัวลง

 
นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างจะทรงตัวในเดือนก.ย.

การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างของสหรัฐเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนส.ค. หลังจากที่มีการรายงานว่าเพิ่มขึ้น 0.5% ก่อนหน้านี้

เมื่อเทียบรายปี การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างของสหรัฐเพิ่มขึ้น 2.0% ในเดือนก.ย.

การใช้จ่ายในโครงการก่อสร้างของภาคเอกชนลดลง 0.4% ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ขณะที่การใช้จ่ายในโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยทรงตัวในเดือนก.ย. ส่วนการใช้จ่ายในโครงการที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยลดลง 0.8% ซึ่งเป็นการร่วงลงติดต่อกัน 4 เดือน

ส่วนการใช้จ่ายของโครงการภาคสาธารณะพุ่งขึ้น 2.6% ในเดือนก.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือนส.ค. ขณะที่การใช้จ่ายในโครงการของรัฐบาลในท้องถิ่น และรัฐบาลในมลรัฐเพิ่มขึ้น 2.5% ส่วนการก่อสร้างในโครงการของรัฐบาลกลางพุ่งขึ้น 3.4%