Apassorn

Apassorn

ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของอิตาลี ปรับตัวลงสู่ระดับ 52.1 ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปี จากระดับ 53.2 ในเดือนก.ย.

ดัชนี PMI ภาคบริการปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 3 ในเดือนต.ค. หลังจากแตะระดับสุงสุดในรอบ 10 ปีในเดือนก.ค.

อย่างไรก็ดี ดัชนียังคงอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่า กิจกรรมในภาคบริการของอิตาลียังคงมีการขยายตัว ขณะที่ได้รับปัจจัยหนุนจากการเพิ่มขึ้นของการจ้างงาน แม้ว่ายอดขายลดต่ำลง

 
 

ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของสเปน ปรับตัวลงสู่ระดับ 54.6 ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. จากระดับ 56.7 ในเดือนก.ย.

ดัชนี PMI ภาคบริการได้รับผลกระทบจากความวิตกจากปัจจัยทางการเมืองเกี่ยวกับการแยกตัวเป็นเอกราชของแคว้นกาตาลุญญา ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 1 ปี

อย่างไรก็ดี ดัชนียังคงอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่า กิจกรรมในภาคบริการของสเปนยังคงมีการขยายตัว ขณะที่ได้รับปัจจัยหนุนจากการเพิ่มขึ้นของการจ้างงาน และคำสั่งซื้อใหม่

 
 

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ 33.18 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าจาก

 

ช่วงปิดตลาดเย็นวันศุกร์ที่ระดับ 33.12 บาท/ดอลลาร์ เนื่องจากดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับทุกสกุลเงินหลัก

"บาทอ่อนค่าจากวันศุกร์เนื่องจากดอลลาร์แข็งค่า แม้ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรจะออกมาแย่ แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น

จากเดือนก่อน ส่วนเหตุรุนแรงที่เท็กซัสยังไม่ส่งผลกระทบ" นักบริหารเงิน กล่าว

นักบริหารเงิน ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ไว้ที่ 33.10-33.20 บาท/ดอลลาร์

"บาทมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่องอย่างน้อยถึงกลางสัปดาห์นี้ที่จะมีการประชุม กนง." นักบริหารเงิน กล่าว

 
* ปัจจัยสำคัญ
 

- เช้านี้เงินเยนอยู่ที่ 114.63 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวันศุกร์ที่ระดับ 114.11 เยน/ดอลลาร์

- ส่วนเงินยูโรอยู่ที่ 1.1606 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวันศุกร์ที่ระดับ 1.1648 ดอลลาร์/ยูโร

- อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของธปท.อยู่ที่ระดับ 33.1150 บาท/

ดอลลาร์

- ธนาคารกสิกรไทย ประเมินค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ (6-10 พ.ย.) เคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.30 บาทต่อ

ดอลลาร์ฯ โดยคงต้องติดตามการตอบรับของนักลงทุนหลังการรายงานตัวเลขตลาดแรงงานของสหรัฐฯ

ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจต่างประเทศที่สำคัญระหว่างสัปดาห์ ได้แก่ ตัวเลขสต็อกสินค้าภาคค้าส่งเดือนก.ย. และดัชนี

ความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) เดือนพ.ย.ของสหรัฐฯ ตัวเลขการค้าระหว่างประเทศและเงินเฟ้อเดือนต.ค. ของจีน รวมถึง

รายงานดัชนี PMI ภาคบริการเดือนต.ค. ของหลายๆ ประเทศทั่วโลก ส่วนจุดสนใจเพิ่มเติมของตลาดในประเทศน่าจะอยู่ที่การประ

ชุมกนง. ในวันที่ 8 พ.ย. นี้

- ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธุรกิจและเศรษฐกิจฐานราก ธนาคารออมสิน เผยดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานราก (GSI)

ประจำไตรมาส 3 ปี 2560 อยู่ที่ระดับ 46.9 ปรับตัวสูงขึ้นจากไตรมาสก่อนที่อยู่ระดับ 46.3 และคาดการณ์ว่าไตรมาส 4 จะมีการ

ปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

- คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างกฎหมายของกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลัง การ

เก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลัง ซึ่งเป็นการแก้ไขกฎหมายฉบับเดิม เพื่อเปิดทางให้ส่วนราชการที่ก่อหนี้ผูกพันเป็นเงินตราต่าง

ประเทศ สามารถเบิกเงินไปซื้อเงินตราต่างประเทศ ในสกุลเงินที่ต้องจ่ายหนี้ได้ โดยทยอยซื้อหรือซื้อ ทั้งจำนวนก็ได้ หรือให้นำเงิน

ไปฝากไว้กับธนาคารรัฐวิสาหกิจ หรือธนาคารที่กระทรวงการคลังเห็นชอบ และเมื่อถึงกำหนดหรือใกล้ถึงกำหนดชำระหนี้ ก็ให้นำเงิน

ตราต่างประเทศที่ฝากธนาคารไปชำระหนี้ดังกล่าวได้

- กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นต่ำกว่าคาดในเดือนต.ค. โดยปรับตัว

ขึ้นเพียง 261,000 ตำแหน่ง ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะพุ่งขึ้น 310,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ

4.1% ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะทรงตัวที่ 4.2%

- นักวิเคราะห์ระบุว่า ถึงแม้ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐอยู่ในภาวะซบเซาทั้งในเดือนก.ย.และต.ค.

แต่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็ยังคงมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.ตามที่ตลาดการเงินคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

- สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อวันศุกร์ (3 พ.ย.)

ด้วยแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ โดยยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1608 ดอลลาร์

จากระดับ 1.1661 ดอลลาร์ และดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเยน ที่ระดับ 114.17 เยน จากระดับ 113.99 เยน

- สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดที่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 เดือนเมื่อวันศุกร์ (3 พ.ย.) จากแรงกดดันของสกุลเงิน

ดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นขานรับข้อมูลภาคบริการที่แข็งแกร่งของสหรัฐ

- คณะกรรมาธิการพิจารณาวิธีการจัดหารายได้ของสภาผู้แทนราษฎร (Committee on Ways and Means) จะเริ่ม

พิจารณามาตรการปฏิรูปภาษีฉบับใหม่ของคณะทำงานประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันนี้ หลังจากที่สมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาผู้แทน

ราษฎรสหรัฐได้เปิดเผยรายละเอียดของร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีเมื่อวันศุกร์ที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาครอบคลุมถึงการปรับลด

ภาษีเงินได้นิติบุคคลลงสู่ระดับ 20% จากปัจจุบันที่ระดับ 35% ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น จะมีการปรับลดจำนวนขั้นบันไดของการ

คำนวณภาษี จาก 7 ขั้น เหลือเพียง 4 ขั้น คือ 12%, 25%, 35% และ 39.6%

- ตลาดการเงินยังจับตาการกล่าวสุนทรพจน์ของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยนายวิลเลียม ดัดลีย์

ประธานเฟดสาขานิวยอร์กมีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์ในวันนี้ตามเวลาสหรัฐ และนางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟดจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์

ที่วอชิงตัน ดีซี ในวันพรุ่งนี้ตามเวลาสหรัฐ
 
 

คณะกรรมาธิการพิจารณาวิธีการจัดหารายได้ของสภาผู้แทนราษฎร (Committee on Ways and Means) จะเริ่มพิจารณาร่างปฏิรูปภาษีฉบับใหม่ของคณะทำงานประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันนี้ หลังจากที่สมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้เปิดเผยรายละเอียดของร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีเมื่อวันศุกร์ที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นมาตรการปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 ของสหรัฐ

 

ทั้งนี้ นายพอล ไรอัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ได้แสดงความเชื่อมั่นว่า สภาผู้แทนราษฎรโหวตร่างกฎหมายดังกล่าว ก่อนช่วงเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้า ในวันที่ 22 พ.ย.นี้

สำหรับรายละเอียดของร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีซึ่งสมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมานั้น ครอบคลุมถึงการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงสู่ระดับ 20% จากปัจจุบันที่ระดับ 35%, จัดเก็บภาษี 10% สำหรับสาขาในต่างประเทศที่ทำกำไรได้มาก เพื่อสกัดพฤติกรรมการโอนกำไรไปยังต่างประเทศ และปรับลดอัตราภาษี และลดขั้นตอนสำหรับการโอนกำไรจากต่างประเทศกลับสู่สหรัฐ

ส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น ครอบคลุมถึงการลดจำนวนขั้นบันไดของการคำนวณภาษี จาก 7 ขั้น เหลือเพียง 4 ขั้น คือ 12%, 25%, 35% และ 39.6% และเพิ่มการหักลดหย่อนมาตรฐานสำหรับผู้มีเงินได้ สู่ระดับ 12,000 ดอลลาร์ จากเดิมที่ระดับ 6,350 ดอลลาร์ และเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 24,000 ดอลลาร์ จากเดิมที่ระดับ 12,700 ดอลลาร์สำหรับคู่สมรส

 

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวหาว่าญี่ปุ่นไม่ยอมดำเนินการการค้าอย่างเป็นธรรมและเปิดกว้างต่อสหรัฐ

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำกับผู้นำธุรกิจญี่ปุ่นถึงการที่สหรัฐต้องขาดดุลการค้าเป็นจำนวนมหาศาล ก่อนเขาจะเข้าพบนายชินโซ อาเบะ ในช่วงบ่ายวันนี้ โดยคาดว่าผู้นำสหรัฐจะเพิ่มประเด็นในการหารือเรื่องการค้าทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น

 

ทรัมป์กล่าวที่สถานทูตสหรัฐประจำกรุงโตเกียวว่า ""สหรัฐต้องประสบกับปัญหาขาดดุลการค้าจำนวนมากกับญี่ปุ่นมาหลายต่อหลายปี ซึ่งคิดเป็นจำนวนเงินเกือบ 7 หมื่นล้านดอลลาร์ในแต่ละปี"

เขากล่าวว่า "เราต้องการการค้าที่เป็นธรรมและเปิดกว้าง แม้ตอนนี้การค้ากับญี่ปุ่นยังไม่มีความเป็นธรรมและเปิดกว้างสำหรับเรา แต่ผมก็เชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้นในเร็ววันนี้"

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ซึ่งได้นำสหรัฐถอนตัวออกจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (TPP) หลังจากที่เขาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อเดือนม.ค. เพียงไม่นาน ยังกล่าวอีกว่า ข้อตกลงการค้าเสรีในภูมิภาคที่ยังค้างคาอยู่นั้น "ไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้อง"

 

นักวิเคราะห์ระบุว่า ถึงแม้ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐอยู่ในภาวะซบเซาทั้งในเดือนก.ย.และต.ค. แต่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็ยังคงมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.ตามที่ตลาดการเงินคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

นักวิเคราะห์กล่าวว่า การที่ตัวเลขการจ้างงานอยู่ในระดับต่ำในเดือนก.ย. และมีการเพิ่มขึ้นต่ำกว่าคาดในเดือนต.ค. เนื่องจากได้รับผลกระทบจากพายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ และเออร์มา ซึ่งเป็นปัจจัยพิเศษที่ได้บิดเบือนตัวเลขจ้างงานของสหรัฐ โดยหากไม่นับปัจจัยเฮอร์ริเคน ตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆก็ยังคงบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจและตลาดแรงงานของสหรัฐยังคงมีความแข็งแกร่ง

 

"ตัวเลขการจ้างงานในเดือนก.ย.และต.ค.ไม่สามารถใช้อ้างอิงในการพิจารณาภาพรวมทางเศรษฐกิจ เนื่องจากได้รับอิทธิพลอย่างมากจากปัจจัยเฮอร์ริเคน และเมื่อพิจารณาในภาพใหญ่แล้ว ตัวเลขเหล่านี้ค่อนข้างสอดคล้องกับที่ผมคาดการณ์ไว้" นายวอร์ด แมคคาร์ธี หัวหน้านักวิเคราะห์ของบริษัทเจฟเฟอรีย์ กล่าว

"ผมคิดว่าตัวเลขการจ้างงานจะกลับสู่แนวโน้มปกติในรายงานการจ้างงานเดือนพ.ย.ที่จะมีการเปิดเผยในเดือนหน้า" เขากล่าว

กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นต่ำกว่าคาดในเดือนต.ค. โดยปรับตัวขึ้นเพียง 261,000 ตำแหน่ง ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะพุ่งขึ้น 310,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 4.1% ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะทรงตัวที่ 4.2%

กระทรวงแรงงานสหรัฐได้ทบทวนปรับเพิ่มตัวเลขการจ้างงานในเดือนก.ย. โดยปรับเป็นเพิ่มขึ้น 18,000 ตำแหน่ง จากเดิมที่รายงานว่าลดลง 33,000 ตำแหน่ง แต่แม้มีการปรับเพิ่มขึ้น ตัวเลขการจ้างงานก็ยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยได้รับผลกระทบจากพายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ และเออร์มา ซึ่งทำให้ภาคธุรกิจในรัฐเท็กซัส ฟลอริดา และอีกหลายรัฐทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐต้องปิดกิจการ ส่งผลให้แรงงานจำนวนมากประสบภาวะตกงานชั่วคราว

ทั้งนี้ ตัวเลขการจ้างงานในเดือนก.ย.และต.ค.เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 140,000 ตำแหน่ง ซึ่งต่ำกว่าแนวโน้มในช่วงที่ผ่านมา

 

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดทำสถิติสูงสุดในรอบกว่า 2 ปีเมื่อคืนนี้ (3 พ.ย.) หลังสหรัฐเปิดเผยจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันที่มีการใช้งานในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. นอกจากนี้ตลาดน้ำมันยังได้ปัจจัยบวกจากกระแสคาดการณ์ที่ว่า กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) อาจตกลงขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือน ในการประชุมกลุ่มโอเปกเดือนนี้

 

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 1.10 ดอลลาร์ หรือ 2% ปิดที่ 55.64 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 1.45 ดอลลาร์ หรือ 2.4% ปิดที่ 62.07 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ได้รับปัจจัยหนุนให้ปรับตัวขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกัน หลังเบเกอร์ ฮิวจ์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐ เปิดเผยว่า แท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐที่มีการใช้งาน มีจำนวนลดลง 8 แท่น สู่ระดับ 729 แท่นในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 3 พ.ย.

อย่างไรก็ตาม จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันที่มีการใช้งานในสัปดาห์นี้ ยังคงสูงกว่าระดับ 450 แท่นในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

บรรยากาศการซื้อขายในตลาดน้ำมันยังได้ปัจจัยบวกจากกระแสคาดการณ์ที่ว่า กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) จะขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันในการประชุมที่กรุงเวียนนาในวันที่ 30 พ.ย.

โดยล่าสุด ซาอุดิอาระเบียและรัสเซียได้ออกมาประสานเสียงสนับสนุนให้ขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือนจนถึงสิ้นปีหน้า จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในไตรมาสแรกของปีหน้า

นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากการที่สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐได้ปรับตัวลดลงในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดกำลังปรับตัวเข้าสู่ภาวะสมดุล

 

ผลสำรวจของสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) พบว่า ดัชนีภาคบริการของ ISM ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 60.1 ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเปิดตัวดัชนีดังกล่าวในปี 2551 ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลงสู่ระดับ 58.5

ก่อนหน้านี้ ดัชนีภาคบริการของ ISM อยู่ที่ระดับ 59.8 ในเดือนก.ย.

ดัชนีภาคบริการของสหรัฐยังคงอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะขยายตัว โดยอยู่เหนือระดับดังกล่าวเป็นเวลา 94 เดือนติดต่อกัน

 
 

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐเพิ่มขึ้น 1.4% ในเดือนก.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 1.2% ในเดือนส.ค.

นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานจะเพิ่มขึ้น 1.3% ในเดือนก.ย.

นอกจากนี้ ยอดสั่งซื้อสินค้าทุนพื้นฐาน ที่ไม่รวมหมวดอาวุธและเครื่องบิน พุ่งขึ้น 1.7% ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.ปีที่แล้ว หลังจากปรับตัวขึ้น 1.4% ในเดือนส.ค. โดยยอดสั่งซื้อดังกล่าวได้รับการจับตาว่าเป็นมาตรวัดความเชื่อมั่น และแผนการใช้จ่ายในภาคธุรกิจ

 
 

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการของบริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด (International Rubber Consortium :IRCo) ประกอบด้วยตัวแทนจากทั้ง 3 ประเทศสมาชิก ได้แก่ ไทย มาเลเซียและอินโดนีเซีย ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นสถานการณ์ยางพารา การคาดการณ์อุปสงค์และอุปทานของยางที่จะเกิดขึ้น

 

รวมถึงประเด็นราคายางในปัจจุบันที่ไม่เป็นไปตามกลไกการตลาด และได้นำเอาปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมาร่วมพิจารณา เช่น ปัจจัยสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นกับประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลกทั้ง 3 ประเทศจะส่งผลต่อปริมาณยางในตลาดโลกที่มีแนวโน้มจะลดลง ผลของปรากฏการณ์ลานินญ่าที่จะทำให้เกิดฝนตกหนักมากขึ้น จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตของยางในแต่ละประเทศ คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน พ.ย.60-ม.ค.61 รวมถึงการมาถึงของฤดูหนาวที่เกิดขึ้นในระหว่างเดือน ต.ค.-ธ.ค.60 คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อปริมาณยางในตลาดซื้อขายโลกลดลง เช่นกัน

ที่ประชุมได้มีการกล่าวถึงปัจจัยที่ส่งผลให้ราคายางคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้น เช่น การเติบโตของเศรษฐกิจโลก คิดเป็น 3.6% เพิ่มขึ้น  0.4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา รวมถึงการเพิ่มขึ้นของยอดขายรถยนต์ในตลาดหลัก เช่น จีน สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งเพิ่มขึ้น 4.8%, 3.7% และ 7.1% ตามลำดับ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความต้องการใช้ยางธรรมชาติเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางล้อ รวมถึงปัจจัยด้านราคาน้ำมันดิบและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ที่ปรับตัวสูงขึ้น และการที่ทั้ง 3 ประเทศมีเป้าหมายจะเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศมากขึ้น โดยการนำยางไปสร้างถนนและทางยกระดับต่างๆ และอื่นๆ

“ที่ประชุมยังมีความเห็นร่วมกันว่าทั้งสามประเทศจะเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมจะดำเนินมาตรการเข้มข้นมากขึ้นร่วมกัน เพื่อช่วยผลักดันให้ราคายางกลับเข้าสู่ภาวะที่ควรจะเป็น อีกทั้งที่ประชุมเน้นว่า พร้อมจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้เกษตรกรรายย่อยทั้ง 3 ประเทศ มีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น"นายธีธัช กล่าว

ที่มา--อินโฟเควสท์ (03/11/2560)