ข่าวเด่น

Apassorn

Apassorn

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก เปิดเผยว่า แบบจำลองการคาดการณ์ Nowcast แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัว 3.15% ในไตรมาส 4 โดยต่ำกว่าเล็กน้อยจากตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 3.16% ที่ระบุไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน

ทั้งนี้ เฟดคงตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐใกล้เคียงระดับ 3.2% เนื่องจากสัปดาห์นี้ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐมากนักที่จะส่งผลกระทบต่อการคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ

 
 

เบเกอร์ ฮิวจ์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐ เปิดเผยว่า แท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐที่มีการใช้งาน มีจำนวนเพิ่มขึ้น 9 แท่น สู่ระดับ 738 แท่นในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 10 พ.ย.

การเพิ่มขึ้นของจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสัปดาห์นี้ ถือเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย.

นอกจากนี้ จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสัปดาห์นี้ มีจำนวนสูงกว่าระดับ 452 แท่นในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

 
 

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวลงเมื่อคืนนี้ (10 พ.ย.) หลังมีการเปิดเผยข้อมูลแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันยังแกว่งตัวใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดทางการเมืองในตะวันออกกลาง

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 43 เซนต์ หรือ 0.8% ปิดที่ 56.74 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ปรับตัวขึ้น 2.3% ในรอบสัปดาห์

 

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนม.ค. ลดลง 41 เซนต์ หรือ 0.6% ปิดที่ 63.52 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ตลอดทั้งสัปดาห์ ปรับตัวขึ้น 2%

โดยทั้ง WTI และเบรนท์ ปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 5

เบเกอร์ ฮิวจ์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐ เปิดเผยว่า แท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐที่มีการใช้งาน มีจำนวนเพิ่มขึ้น 9 แท่น สู่ระดับ 738 แท่นในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 10 พ.ย.

การเพิ่มขึ้นของจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสัปดาห์นี้ ถือเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. นอกจากนี้ จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสัปดาห์นี้ มีจำนวนสูงกว่าระดับ 452 แท่นในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

ขณะเดียวกันนักลงทุนยังคงจับตาสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างซาอุดิอาระเบียและอิหร่าน รวมทั้งการที่กษัตริย์ซัลมาน บิน อับดุลาซิส อัล ซาอุด แห่งซาอุดิอาระเบีย ได้ประกาศกวาดล้างการทุจริตครั้งใหญ่ ซึ่งนำไปสู่การจับกุมตัวมกุฎราชกุมารอัลวาลีด บิน ทาลาล และเจ้าชายคนอื่นๆ รวมทั้งรัฐมนตรี มหาเศรษฐี และอดีตเจ้าหน้าที่อีกหลายคน

ทั้งนี้ ทางการซาอุดิอาระเบียออกประกาศเตือนประชาชนมิให้เดินทางเข้าสู่เลบานอน พร้อมกับสั่งชาวซาอุดิอาระเบียที่อยู่ในเลบานอนให้รีบเดินทางออกจากประเทศโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้น หลังจากที่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซาอุดิอาระเบียกล่าวหาเลบานอนว่าได้ทำการประกาศสงครามต่อซาอุดิอาระเบีย หลังการรุกรานของกลุ่มฮิสบอลลาห์ในเลบานอน ซึ่งได้รับการหนุนหลังจากอิหร่าน

เลบานอนได้ถูกดึงเข้าสู่ปมปัญหาความขัดแย้งระหว่างซาอุดิอาระเบียและอิหร่าน นับตั้งแต่ที่นายซาอัด อัล-ฮารีรี ซึ่งเป็นพันธมิตรกับซาอุดิอาระเบีย ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเลบานอนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ขณะที่ได้กล่าวหาอิหร่าน และกลุ่มฮิสบอลลาห์ในแถลงการณ์ลาออกจากตำแหน่งของเขา

นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ที่กรุงเวียนนาในวันที่ 30 พ.ย. ซึ่งจะมีการหารือกันเกี่ยวกับการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน โดยซาอุดิอาระเบียและรัสเซียต่างก็สนับสนุนให้มีการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือนจนถึงสิ้นปีหน้า จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในไตรมาสแรกของปีหน้า

ความคาดหวังของนักลงทุนที่ว่าโอเปกจะขยายเวลาลดกำลังการผลิตในการประชุมเดือนนี้ และข่าวกษัตริย์ซาอุฯกวาดล้างการทุจริตในประเทศครั้งใหญ่ ได้หนุนให้สัญญาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2558 เมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้

 

ผู้นำ 21 เขตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะประชุมร่วมกันในวันนี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับการค้าเสรีและมาตรการที่จะต่อต้านการปกป้องการค้า โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ จะเข้าร่วมประชุมครั้งนี้เป็นครั้งแรก

การประชุมผู้นำกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (เอเปค) ที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ถูกจับตาว่าบรรดาผู้นำจะสามารถบรรลุฉันทามติในการประชุมที่มีนายทรัมป์เข้าร่วมด้วยได้หรือไม่ เนื่องจากทรัมป์นั้นประกาศกร้าวมาโดยตลอดว่า เขาสนับสนุนข้อตกลงการค้าระดับทวิภาคีภายใต้นโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" ซึ่งขัดกับความร่วมมือด้านการค้าแบบพหุภาคีที่กลุ่มเอเปคให้การสนับสนุน

 

ประเทศสมาชิกเอเปครวมกลุ่มกันเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เปิดกว้างในภูมิภาค โดยสมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจประกอบด้วยออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย สหรัฐ และเวียดนาม

ทั้งนี้ การประชุมผู้นำเอเปคจะปิดฉากในวันนี้ และจะมีการประกาศปฏิญญาร่วมกัน
 
 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์เงินบาทสัปดาห์หน้า (13-17 พ.ย.)  โดยธนาคารกสิกรไทย ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 33.00-33.30 บาทต่อดอลลาร์ โดยคงต้องติดตามทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ จากเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด ) ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนพ.ย. ดัชนีราคาผู้ผลิต ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคานำเข้าและส่งออก ข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรม การเริ่มสร้างบ้านและการขออนุญาตก่อสร้างเดือนต.ค. สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจ และข้อมูลเงินทุนไหลเข้าสุทธิ สู่ตลาดการเงินสหรัฐฯ เดือนก.ย. นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 3/60 ของญี่ปุ่น และยูโรโซนด้วยเช่นกัน

 
 

ผู้นำเอเปคย้ำคำมั่นในการต่อสู้กับการปกป้องการค้า พร้อมระบุในปฏิญญาถึงความสำคัญของข้อตกลงการค้าระดับทวิภาคี ในการประชุมผู้นำกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ครั้งที่ 25 ที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม วันนี้

การประชุมผู้นำเอเปค ที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ถูกจับตาว่าบรรดาผู้นำจะสามารถบรรลุฉันทามติในการประชุมที่มีประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐเข้าร่วมเป็นครั้งแรกได้หรือไม่ เนื่องจากทรัมป์นั้นประกาศกร้าวมาโดยตลอดว่า เขาสนับสนุนข้อตกลงการค้าระดับทวิภาคีภายใต้นโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" ซึ่งขัดกับความร่วมมือด้านการค้าแบบพหุภาคีที่กลุ่มเอเปคให้การสนับสนุน

 

ประเทศสมาชิกเอเปครวมกลุ่มกันเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เปิดกว้างในภูมิภาค โดยสมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจประกอบด้วยออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย สหรัฐ และเวียดนาม

ทั้งนี้ การประชุมผู้นำเอเปคจะปิดฉากในวันนี้ และจะมีการประกาศปฏิญญาร่วมกัน
 
 

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล ในฐานะรองโฆษกการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เผยว่า ยืนยันที่ผ่านมาดำเนินงานด้านบริหารจัดการเป็นไปตามแผนการดำเนินงาน นโยบายและเป้าหมายที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลง ทำให้วิธีการทำงานต้องปรับให้เหมาะสม และอาจแตกต่างจากที่เคยปฏิบัติกันมา แต่ กยท.ยึดประโยชน์ต่อส่วนรวมเป็นหลัก ทั้งเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบกิจการยาง และผู้เกี่ยวข้องในวงการยางพารา หวังให้ทั้งระบบเกิดการพัฒนาอย่างมั่นคง และยั่งยืน

 

“การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ยืนยันว่าที่ผ่านมาได้ดำเนินงานบริหารจัดการภายใต้แผนการดำเนินงาน นโยบายและเป้าหมายที่รัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กยท.วางไว้ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งวิธีการทำงานมีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความเหมาะสมตามบริบทนั้นๆ ที่สำคัญ โลกมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว แต่ กยท. ยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก ทั้งเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบกิจการยาง และผู้เกี่ยวข้องในวงการยางพารา อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดที่ดำเนินการมาตลอดนั้นอาจจะเห็นผลทั้งในระยะสั้น และระยะยาว มุ่งหวังเพียงให้การพัฒนาวงการยางพาราทั้งระบบสามารถก้าวเดินไปอย่างมั่นคง และยั่งยืน" รองโฆษก กยท. กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ สถานการณ์ยางพารา ในช่วงเดือนกรกฎาคม – ตุลาคม ของทุกปีเป็นช่วงที่ปริมาณยางออกสู่ตลาดสูง ทำให้ราคายางในสภาพปกติมีแนวโน้มปรับตัวลดลง สำหรับปีนี้ ภาพรวมราคายางเป็นไปตามกลไกตลาด โดยราคาทั้งในและต่างประเทศ ปรับตัวในทิศทางเดียวกัน แต่ปัญหาราคายางขณะนี้ สาเหตุที่แท้จริงมาจาก (1) ปริมาณผลผลิตและความต้องการใช้ยางไม่สมดุลกัน ส่งผลต่อราคาขาย โดยประเทศผู้ผลิตหลักทั้ง 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ราคาปรับตัวลดลงเช่นเดียวกัน แต่ราคายางในประเทศไทยยังคงสูงกว่าประเทศอื่น นอกจากนี้ ยังมีประเทศผู้ผลิตยางรายใหม่ มีผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปี 2559 สูงมาก เช่น กัมพูชา เพิ่มขึ้น 33.1% อินเดีย เพิ่มขึ้น 21.0% และ เวียดนาม เพิ่มขึ้น 11.3% ทำให้ผลผลิตทั่วโลกเพิ่มขึ้น (2) ปัจจัยด้านเศรษฐกิจชะลอตัว โดยเฉพาะประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่ของโลก ทั้งจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ทำให้เกิดการชะลอซื้อของประเทศผู้ใช้ยางเหล่านี้ รวมถึง ความตึงเครียดทางการเมืองหลายประเทศ ทำให้นักลงทุนชะลอการซื้อและราคาในตลาดล่วงหน้ามีความผันผวนอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อราคายางของตลาดซื้อขายจริงในประเทศที่ปรับตัวลดลงตามไปด้วย (3) การเก็งกำไรของนักลงทุนทั้งตลาดซื้อขายจริงในประเทศและตลาดล่วงหน้า กระทบต่อการซื้อขายทำให้ราคาในตลาดนั้นๆ มีความผันผวนลดลงเช่นกัน

นายสุนันท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.60 ในที่ประชุมร่วมระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อกระตุ้นแรงซื้อตลาดในประเทศ ผลักดัน และพยุงราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สะท้อนกับความเป็นจริง ทำให้เกิดเสถียรภาพด้านราคาในประเทศ เพราะตามคาดการณ์ของที่ประชุมระหว่างประเทศ IRCo ชี้ว่าอาจมีปริมาณยางในตลาดโลกเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น กองทุนนี้ ซึ่งดำเนินการภายใต้ชื่อ บจก. ร่วมทุนยางพาราไทย จะดำเนินการซื้อยางผ่านตลาดกลาง กยท. ซึ่งเป็นการซื้อขายจริง และการซื้อขายสัญญาผ่านตลาดล่วงหน้า โดยไม่มุ่งเน้นแสวงกำไร เพื่อให้ประโยชน์ของกองทุนฯ ตกอยู่ที่เกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง สามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น ที่ผ่านมา บริษัทร่วมทุนฯ ทำให้ราคายางปรับตัวขึ้นในระดับหนึ่งท่ามกลางราคายางที่มีทิศทางจะปรับลดลง และเข้าไปประมูลยางในราคาที่ชี้นำ ซึ่งเกษตรกรสามารถนำราคาไปอ้างอิงในการต่อรองซื้อขายกับผู้ซื้อในแหล่งอื่นๆ ได้ เช่น ผลการประมูลในวันที่ 9 – 10 พ.ย. 60 ที่ผ่านมา ราคายางมีทิศทางจะปรับลดลง บริษัทร่วมทุนฯ ได้เข้าประมูลในราคา 47.10 บาท ซึ่งหากบริษัทร่วมทุนฯ ไม่เข้าประมูล ราคายางที่พ่อค้าเสนอจะอยู่ที่ 46.39 – 46.49 บาท และในช่วงวันที่ 30 ต.ค. – 1 พ.ย. 60 ไม่มีการเข้าเสนอของบริษัทร่วมทุน ส่งผลให้ราคายางปรับตัวลงทันที 5.61 บาท บริษัทร่วมทุนได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์มาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม สำหรับการจัดตั้งบริษัทโดยถือหุ้นร่วมกับภาคสถาบันเกษตรกร กยท. กำลังดำเนินการขับเคลื่อนให้เกิดขึ้น โดย กยท. จะต้องดำเนินการตามกระบวนการที่กระทรวงการคลังกำหนด และสำหรับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางสามารถเข้ามาร่วมหุ้นได้ โดยขึ้นอยู่กับข้อบังคับของแต่ละสถาบันเกษตรกร

 

เมื่อเร็วๆนี้ กรมสถิติได้เปิดเผยว่า การผลิตยางธรรมชาติของมาเลเซียในเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.1 เป็น 61,252 ตัน  เมื่อเทียบกับ 55,121 ตัน เมื่อเดือนก่อน

กรมดังกล่าวระบุว่า ผู้ที่ผลิตยางธรรมชาติหลัก คือ เกษตรกรรายย่อย โดยมีสัดส่วนร้อยละ 93

กรมดังกล่าวยังระบุว่า ราคาเฉลี่ยต่อเดือนของน้ำยางข้นสูงขึ้นร้อยละ 5 เป็น 543.52 เซนต่อกก. จากเดือนกรกฎาคม 2017 ในขณะที่ราคายางแท่ง Standard Malaysian Rubber 20 สูงขึ้นร้อยละ 1.4 เป็น644.25 เซนต่อกก.

การส่งออกยางธรรมชาติของมาเลเซีย เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.1 เป็น 55,563 ตัน เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2017 ทั้งนี้ ตลาดส่งออกยางธรรมชาติหลัก  ได้แก่ จีน เยอรมนี อิหร่าน สหรัฐฯ และฟินแลนด์

การบริโภคยางธรรมชาติภายในประเทศ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 เป็น 41,715 ตัน ภายในระยะเวลาเดียวกัน อุตสาหกรรมถุงมือยางยังคงเป็นผู้บริโภคภายในประเทศหลัก โดยมีการบริโภคร้อยละ 73.3

เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2017 ระดับของสต๊อกยางธรรมชาติสูงขึ้นร้อยละ 1.1 เป็น 194,281 ตัน

ที่มาhttp://rubberjournalasia.com (10/11/2560)

 

กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา – หนังสือพิมพ์ The Khmer Times รายงานว่า การส่งออกยางของกัมพูชาในตลาดต่างประเทศ เพิ่มขึ้น 33% ในช่วง 9เดือนแรกของปี 2017 ในขณะที่ราคาเฉลี่ยของสินค้าโภคภัณฑ์ดังกล่าวสูงขึ้น 53% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ ระหว่างเดือนมกราคม – กันยายน 2017 กัมพูชาผลิตยางได้ 115,843 เมตริกตัน โดยส่งออก 114,991 เมตริกตัน มีรายได้ 192 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะเดียวกัน ราคาเฉลี่ยของยางสูงถึง 1,672 เหรียญสหรัฐฯ ต่อเมตริกตัน หรือเพิ่มขึ้น 578 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 53% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน จากรายงานล่าสุดของกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมง รายงานดังกล่าวระบุว่า กัมพูชามีพื้นที่ปลูกยาง 432,096 เฮกตาร์ ซึ่งพื้นที่ 163,130 เฮกตาร์ หรือ37.77% กรีดยางได้ กัมพูชาส่งออกยางไปจีน เวียดนาม สิงคโปร์ และมาเลเซีย เมื่อปี 2016 กัมพูชาส่งออกยางประมาณ 140,000 เมตริกตัน โดยมีรายได้เกือบ 180 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

Pol Sopha อธิบดีกรมยางของกระทรวงฯ เปิดเผยว่า พื้นที่ปลูกยางสามารถกรีดยางได้เป็นจำนวนมาก และตนเห็นศักยภาพของการขยายตัวของอุตสาหกรรมยาง ส่วน Lim Heng รองประธานของบริษัท An Mady Group Co. เรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาลดภาษีการส่งออกยางเพื่อกระตุ้นการลงทุนในประเทศ ทั้งนี้ ราคายางปัจจุบันมีเสถียรภาพเพราะเกี่ยวโยงกับราคาน้ำมัน Heng กล่าวว่า บริษัทฯ ต้องการให้รัฐบาลพิจารณาลดภาษีการส่งออกยางเมื่อราคาในตลาดโลกลดลง เพื่อช่วยให้นักลงทุนและบริษัทในประเทศสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ทั้งนี้ รัฐบาลพยายามขยายเข้าไปในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในจีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก จึงกำลังดำเนินการจัดตั้งโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ยางภายในประเทศ เพื่อเพิ่มการจ้างงาน Sopha กล่าว ทั้งนี้ จีนต้องการนำเข้ายาง 300,000 เมตริกตันจากกัมพูชา ภายในต้นปีหน้า เพราะรัฐบาลกำลังส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตยางในประเทศ

ที่มาhttp://www.rubberworld.com (10/11/2560)

 

 

บริษัท Vietnam Rubber Group (VRG) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของเวียดนาม ได้อนุมัติการขายหุ้น 25 % ของบริษัทฯ ซึ่งเป็นการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก มูลค่า 12.8 พันล้านด่อง (563 ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

การขายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนของเวียดนามที่จะลดหุ้นของรัฐวิสาหกิจ หลังรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศเมื่อปีที่แล้ว โดยรัฐบาลได้ประกาศเมื่อเดือนสิงหาคมว่า มีแผนที่จะขายหุ้นของรัฐวิสาหกิจ 135 แห่งในปี 2017

VRG มีแผนที่จะขายหุ้น 11.88 % ของบริษัทฯ ให้กับสาธารณชน และอีก 11.88 % ให้กับผู้ลงทุนเชิงกลยุทธ์ แต่บริษัทฯ ยังไม่ได้คัดเลือกผู้ลงทุนเชิงกลยุทธ์ดังกล่าว

บริษัทฯ ยังมีแผนที่จะขายหุ้นให้กับพนักงานของบริษัทฯ และสหภาพแรงงาน 1.21 และ 0.03 % ตามลำดับ และรัฐบาลเวียดนามจะถือหุ้น 75 % ที่เหลือ

ที่มาhttp://rubberjournalasia.com/vietnam-rubber-group-plans-to-raise-563-million-in-share-sale/  (10/11/2560)