Apassorn

Apassorn

สำนักงานคณะรัฐมนตรีของญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรเดือนส.ค.ของญี่ปุ่นปรับตัวลดลง 2.2% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน และปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน รายงานของสำนักงานระบุว่า ยอดสั่งซื้อเครื่องจักร ซึ่งเป็นดัชนีบ่งชี้ถึงการลงทุนด้านทุนในอนาคต แตะที่ 8.725 แสนล้านเยน (8.4 พันล้านดอลลาร์) หลังจากที่เพิ่มขึ้น 4.9% ในเดือนก.ค.และ 8.3% ในเดือนมิ.ย. ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรถือเป็นตัวเลขที่ได้รับการจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่นมองว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 15% ของผลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรจากภาคการผลิตลดลง 4.0% แตะที่ 3.531 แสนล้านเยน ในขณะที่ยอดสั่งซื้อจากธุรกิจนอกภาคการผลิตลดลง 1.9% แตะที่ 5.149 แสนล้านเยน อย่างไรก็ดี ยอดสั่งซื้อจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดการส่งออกในอนาคตของญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 6.8% แตะที่ 7.738 แสนล้านเยน สำนักข่าวเกียวโดรายงาน ที่มา--อินโฟเควสท์ (12/10/2559)

บริษัทฟอร์ด มอเตอร์ โค ประกาศปิดโรงงานผลิตรถยนต์มัสแตง (Mustang) ที่โรงงานในรัฐมิชิแกนชั่วคราว หลังยอดขายรถยนต์สปอตคาร์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมียอดขายในสหรัฐลดลง 32% และถูกค่ายรถยนต์ Chevrolet Camaro แซงหน้าเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปีในเดือนที่ผ่านมา ทั้งนี้ โรงงานดังกล่าวทำการรถยนต์รุ่น Mustang และ Lincoln Continentals และมีพนักงานทั้งหมด 3,702 คน นางเคลลี เฟลเคอร์ โฆษกของบริษัทระบุว่า ฟอร์ดจะกลับมาทำการผลิตอีกครั้งในวันที่ 17 ต.ค.นี้ โดยแรงงานจะยังคงได้รับค่าจ้างปกติในระหว่างระงับการผลิตชั่วคราว ทั้งนี้ การปิดปิดสายการผลิตดังกล่าวส่งสัญญาณของยอดขายที่อ่อนแอในตลาดรถยนต์สหรัฐ ซึ่งถูกมองว่าเป็นดัชนีชี้นำการขยายตัวของเศรษฐกิจ ในขณะที่นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า ยอดขายรถยนต์ในสหรัฐในปีนี้จะไม่สามารถทำลายสถิติยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 17.5 ล้านคันในปีที่ผ่านมาได้ ที่มา--อินโฟเควสท์ (12/10/2559)

นายยูทากะ ฮาราดะ สมาชิกคณะกรรมการกำหนดนโยบายธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุนการผ่อนคลายนโยบาย เปิดเผยว่า ทางธนาคารกลางควรดำเนินการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติมหากจำเป็น เช่น เมื่อมีแนวโน้มเงินเฟ้อไม่ขยายตัวแตะ 2% ตามเป้า ในขณะเดียวกัน นายฮาราดะยังได้มองข้ามคำร้องเรียนของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งได้แสดงความไม่พอใจกับนโยบายดอกเบี้ยติดลบ โดยนายฮาราดะมองว่า นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจของธนาคารเหล่านี้ และไม่น่าทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ลง นอกจากนี้ นายฮาราดะยังได้เสนอตัวเลือกเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของเงินเยนที่ธนาคารพาณิชย์ได้สำรองไว้ โดยปัจจุบันอยู่ที่ -0.1% ที่มา--อินโฟเควสท์ (12/10/2559)

Ifo สถาบันวิจัยเศรษฐกิจของเยอรมนี, สำนักงานสถิติแห่งชาติฝรั่งเศส (Insee) และ สำนักงานสถิติแห่งอิตาลี (Istat) เปิดเผยในรายงานคาดการณ์เศรษฐกิจที่จัดทำร่วมกันว่า เศรษฐกิจในยูโรโซนจะขยายตัวเล็กน้อยในระยะสั้น

 

มูลค่าการส่งออกในเขตยูโรโซนจะเติบโต 0.4% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2559 และไตรมาสที่ 1 ของปี 2560 ตามลำดับ หลังจากที่ตัวเลขดังกล่าวขยายตัวขึ้น 0.3% ในไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปี 2559

นอกจากนี้ ในรายงานระบุว่า สถิติการขยายตัวดังกล่าวได้รับแรงหนุนหลักจากอุปสงค์ภายนอกที่แข็งแกร่งขึ้นและอัตราการบริโภคส่วนบุคคลที่เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ

ขณะเดียวกัน ในรายงานระบุว่า ผลการลงประชามติเพื่อถอนตัวจากสหภาพยุโรป (Brexit) จะไม่ส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศกลุ่มยูโรโซนและอังกฤษในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า

 

นักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ระบุว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีโอกาสมากขึ้นที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. เนื่องจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรครีพับลิกัน มีโอกาสน้อยลงที่จะคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 8 พ.ย. ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดว่าเฟดมีโอกาสเพิ่มมากขึ้นสู่ 75% จากเดิมที่ 65% ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. โดยได้ปัจจัยหนุนจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และโอกาสที่นายทรัมป์จะชนะการเลือกตั้งได้ลดลง โดยเหลือเพียง 10-20% จากระดับ 30-35% ในการสำรวจเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน นักวิเคราะห์มองว่าชัยชนะในการเลือกตั้งของนายทรัมป์จะส่งผลให้เกิดการตึงตัวอย่างรุนแรงในตลาดการเงิน ซึ่งจะทำให้เฟดชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ระบุว่า นักลงทุนได้คลายความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) อยู่ที่ระดับ 2.7% ในไตรมาส 3 ที่มา--อินโฟเควสท์ (12/10/2559)

กยท.จับมือ 3 ฝ่าย หนุนนโยบายยางพาราประชารัฐ ลงนามเอ็มโอยูโครงการจัดการสวนยางอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานในระดับสากล พร้อมทุ่มกว่า 1,000 ล้านบาท สร้างโรงงานผลิตแท่งเชื้อเพลิงชีวมวลเพื่อการส่งออก นายเชาว์ ทรงอาวุธ รักษาการรองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท.ร่วมกับสหกรณ์กองทุนสวนยางพ่วงพรมครและบริษัทสยามฟอร์เรสแมเนจเม้นท์ได้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการจัดการสวนยางอย่างยั่งยืน ตามมาตรฐานในระดับสากล ซึ่งเป็นการดำเนินงานภายใต้โครงการยางพาราประชารัฐ เพื่อพัฒนาและสร้างเกณฑ์การจัดการสวนยางอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ภายใต้บันทึกข้อตกลงดังกล่าว กยท.จะทำหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือกันทั้ง 3 ฝ่าย เพื่อให้การดำเนินงานสำเร็จตามเป้าหมาย และจะดำเนินการพัฒนาสวนยางให้ได้ตามมาตรฐานระดับสากล เช่น มาตรฐาน FSC หรือ PEFC ส่วนสหกรณ์กองทุนสวนยางพ่วงพรมคร จะทำหน้าที่สนับสนุนชาวสวนยางและร่วมมือในการพัฒนาสวนยางให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ นายสุรพล คุณานันทกุล กรรมการบริหาร บริษัท สยามฟอร์เรสแมเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทพร้อมให้ความร่วมมือสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนยางในการ เพิ่มมูลค่าในการขายไม้ยางพาราและผลิตภัณฑ์จากไม้ยางพาราทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะลงทุนสร้างโรงงานผลิตแท่งเชื้อเพลิงชีวมวลจากไม้ยางพาราเพื่อการส่งออก ขณะนี้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แล้ว คาดว่าจะใช้เงินลงทุนมากกว่า 1,000 ล้านบาท ใช้เวลาในการก่อสร้างโรงงานประมาณ 2 ปี สำหรับโรงงานผลิตแท่ง เชื้อเพลิงชีวมวลของบริษัทจะใช้ไม้ยางพาราในส่วนที่เหลือใช้จากการผลิต เฟอร์นิเจอร์ เช่น กิ่ง แขนง ราก เศษขี้เลื่อยจากไม้ยางพารา เป็นต้น มาเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตแท่งเชื้อเพลิง โดยนำมาบดให้เป็นผงละเอียด จากนั้นนำไปอบแห้งเพื่อลดค่าความชื้น แล้วนำมาเข้าเครื่องอัดโดยใช้แรงดันสูงเพื่อให้สารลิกนินในเนื้อไม้ละลายออกมา ส่งผลให้ไม้เกาะติดกัน ซึ่งจะทำให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายต้นยางพาราเมื่อครบอายุที่จะโค่น เพราะสามารถขายได้ทั้งต้น เป็นการเพิ่มมูลค่าการใช้ยางพาราให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่มา หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ประจำวันที่ 11 ตุลาคม 2559

ตามรายงานฉบับใหม่ของบริษัท Zion Research ในหัวข้อ "ตลาดสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิตยางสำหรับการใช้งานยางล้อและไม่ใช่ยางล้อ: แนวโน้มอุตสาหกรรมทั่วโลก, การวิเคราะห์ภาพรวม, ขนาดตลาด, การเติบโต, แนวโน้มและการพยากรณ์ ในช่วงระหว่างปี 2558-2564" ตามรายงานระบุว่า ในปี 2558 ความต้องการสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิตยางทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่า 371,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะแตะระดับ 510,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2564 โดยมีอัตราการเติบโต (CAGR) มากกว่าร้อยละ 5.2 ในช่วงระหว่างปี 2559-2564 ตลาดสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิตยางภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ถือครองส่วนแบ่งการตลาดที่ใหญ่ที่สุดในปี 2558 และสามารถสร้างรายได้สูงสุด ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการของตลาดจีนและอินเดียที่เพิ่มขึ้น โดยจีนมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดเมื่อเทียบกับส่วนแบ่งตลาดทั่วโลก และอุตสาหกรรมยางเติบโตอย่างมากในภูมิภาคนี้ นอกจากนี้ อุตสาหกรรมผู้ใช้ที่กำลังเติบโตในเอเชีย-แปซิฟิกคาดว่าจะกระตุ้นการเติบโตของตลาดสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิตยางในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมยางมีการขยายตัวอย่างมากในเอเชีย-แปซิฟิก ทำให้ตลาดสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิตยางเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ส่วนทวีปยุโรปและทวีปอเมริกาเหนือเป็นตลาดที่สำคัญในปี 2558 และคาดว่าตลาดทวีปยุโรปจะเติบโตอย่างมากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม กฎระเบียบด้านสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิตยางที่เข้มงวดในทวีปอเมริกาเหนืออาจเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของตลาดในภูมิภาคนี้ สำหรับประเทศเยอรมนี ความต้องการสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิตยางเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีการใช้งานเป็นจำนวนมาก เช่น ในอุตสาหกรรมยานยนต์ อาจกระตุ้นการเติบโตในทวีปยุโรป นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาสำหรับสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิตยางเนื่องจากการออกข้อกำหนดโดยรัฐบาล และการแข่งขันที่รุนแรงเนื่องจากมีผู้ผลิตและผลิตภัณฑ์ทดแทนเป็นจำนวนมาก ซึ่งคาดว่าจะกระตุ้นตลาดสารเคมียางในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า สำหรับภูมิภาคลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา มีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นอีกไม่กี่ปีข้างหน้า สาเหตุหลักมาจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังเติบโตในบราซิล การขยายตัวของอุตสาหกรรมยางในตะวันออกกลางและแอฟริกา ซึ่งคาดว่าจะทำให้ตลาดสารเคมียางเติบโตในช่วงระยะเวลาที่คาดการณ์ สำหรับบริษัทผลิตสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิตยางรายสำคัญของโลก ได้แก่ บริษัท R.T. Vanderbil, บริษัท Emerald Performance Materials, บริษัท Lanxess, บริษัท Chemtura, บริษัท Solvay SA, บริษัท Eastman Chemical, บริษัท Emery Oleochemicals LLC, บริษัท Behn Meyer, บริษัท Akzonobel N.V และ บริษัท China Petroleum & Chemica ที่มา: http://www.rubberworld.com, 11/10/2016

นายโมฮัมเหม็ด บาร์กินโด เลขาธิการของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) กล่าวในวันนี้ว่า ข้อตกลงในการจำกัดการผลิตน้ำมันมีแนวโน้มที่จะมีระยะเวลา 6 เดือน ก่อนที่จะมีการทบทวนใหม่ "สมาชิกส่วนใหญ่ทั้งในโอเปก และนอกกลุ่มโอเปกมีความเห็นตรงกันว่า ข้อตกลงดังกล่าวควรมีอายุ 6 เดือน หลังจากนั้นก็มีการพิจารณาทบทวน" เขากล่าว ก่อนหน้านี้ โอเปกได้จัดการประชุมอย่างไม่เป็นทางการที่ประเทศแอลจีเรีย และมีมติปรับลดการผลิตน้ำมันสู่ระดับ 32.5 - 33 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปัจจุบันที่ระดับ 33.24 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยหวังว่าจะมีการกำหนดโควตาของประเทศสมาชิกในการประชุมวันที่ 30 พ.ย. อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ยังไม่มั่นใจว่าการปรับลดกำลังการผลิตดังกล่าวจะช่วยลดอุปทานน้ำมันในตลาด เนื่องจากขณะนี้สมาชิกโอเปก เช่น ซาอุดิอาระเบีย และอิหร่าน ต่างก็มีการผลิตน้ำมันเป็นจำนวนมาก ที่มา--อินโฟเควสท์ (12/10/2559)

ผลสำรวจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก ระบุว่า ผู้บริโภคลดการคาดการณ์เกี่ยวกับเงินเฟ้อ และรายได้ในปีหน้า ทั้งนี้ ผลสำรวจการคาดการณ์เงินเฟ้อของผู้บริโภค ซึ่งเป็นมาตรวัดราคาที่เฟดให้ความสำคัญ พบว่า ตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยสำหรับเงินเฟ้อในปีหน้าได้ดิ่งลงสู่ระดับ 2.5% ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเท่าที่เคยมีการบันทึก หลังจากแตะระดับ 2.8% ในเดือนส.ค. ส่วนตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยสำหรับเงินเฟ้อในช่วง 3 ปีข้างหน้า ได้ร่วงลงสู่ระดับ 2.6% ในเดือนก.ย. ใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากแตะระดับ 2.7% ในเดือนส.ค. นอกจากนี้ ผลสำรวจยังบ่งชี้ว่า ตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยสำหรับการเติบโตของรายได้ในปีหน้าได้ลดลงสู่ระดับ 2.0% ในเดือนก.ย. หลังจากแตะระดับ 2.4% ในเดือนส.ค. ที่มา--อินโฟเควสท์ (12/10/2559)

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (11 ต.ค.) เนื่องจากนักลงทุนไม่มั่นใจในข้อตกลงปรับลดเพดานการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากรายงานที่ว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันรายเดือนของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพ.ย.ลดลง 56 เซนต์ หรือ 1.1% ปิดที่ 50.79 ดอลลาร์/บาร์เรล

 

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนธ.ค.ลดลง 73 เซนต์ หรือ 1.4% ปิดที่ 52.41 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบอ่อนแรงลงหลังจากนายอิกอร์ เซชิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทรอสเนฟท์ ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซีย ระบุว่า ทางบริษัทจะไม่ปรับลดกำลังการผลิต หรือตรึงกำลังการผลิตน้ำมัน แม้กลุ่มประเทศโอเปกทำข้อตกลงดังกล่าว

ทั้งนี้ นายเซชินนับเป็นผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในธุรกิจน้ำมันรัสเซีย และที่ผ่านมานั้น เขามักมีท่าทีขัดแย้งกับกลุ่มโอเปก

นายเซชินยังได้แสดงความไม่มั่นใจว่าบางประเทศในกลุ่มโอเปก เช่น อิหร่าน และซาอุดิอาระเบีย จะปรับลดกำลังการผลิตตามข้อตกลง พร้อมกับกล่าวว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเหนือ 50 ดอลลาร์/บาร์เรลจะทำให้ผู้ผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (shale oil) ในสหรัฐ กลับมามีกำไรจากการผลิตน้ำมัน

ท่าทีของนายเซชินถือว่าแตกต่างจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ซึ่งกล่าวในที่ประชุมพลังงานโลก (World Energy Congress) ที่เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อวันจันทร์ว่า รัสเซียพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการจำกัดเพดานการผลิตน้ำมันว่า รัสเซียพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการลดกำลังการผลิตน้ำมันกับกลุ่มโอเปก

นักวิเคราะห์จากโกลด์แมน แซคส์ระบุในรายงานวิจัยว่า แม้รัสเซียจะจับมือกับโอเปกในการลดกำลังการผลิต แต่การที่ลิเบีย,ไนจีเรีย และอิรักอาจปรับเพิ่มกำลังการผลิต ก็จะลดทอนผลบวกจากการที่รัสเซียและโอเปกลดการผลิต

ทั้งนี้ โกลด์แมน แซคส์เตือนว่า ยังคงเป็นการเร็วเกินไปที่จะคาดการณ์ว่า กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะร่วมมือกันลดกำลังการผลิต

นอกจากนี้ ตลาดน้ำมันนิวยอร์กยังได้รับแรงกดดันหลังจากสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ระบุว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันประจำเดือนก.ย.ของกลุ่มโอเปกเพิ่มขึ้น 160,000 บาร์รเล/วัน สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 33.64 ล้านบาร์เรล/วัน