ข่าวเด่น

Apassorn

Apassorn

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือน ต.ค.60 หดตัวจากการปรับตัวลดลงของราคายางพารา ปาล์มน้ำมัน สุกร ไก่เนื้อ และ ไข่ไก่ ขณะที่ราคาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และกุ้งขาวแวนาไม จะเพิ่มขึ้นจากเดือน ต.ค คาดแนวโน้มรายได้เกษตรกรในเดือน พ.ย.60 ยังลดลงต่อเนื่อง

 

ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรซึ่งวัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือน ต.ค.60 ลดลง 2.42% จากเดือน ต.ค.59 โดยสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ยางพารา เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น และภาวะการค้ายังชะลอตัวต่อเนื่อง ทำให้ราคาจึงเคลื่อนไหวอยู่ในเกณฑ์ต่ำ, ปาล์มน้ำมัน เนื่องจากภาวะการค้ายังชะลอตัวและสต็อกน้ำมันอยู่ในเกณฑ์สูง และสุกร เนื่องจากภาวะฝนตกและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ความต้องการบริโภคชะลอตัว

ส่วนสินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ มันสำปะหลัง เนื่องจากความต้องการทั้งในและต่างประเทศที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการร่วมมือกันระหว่าง 3 สมาคมมันสำปะหลังในการกำหนดราคาขั้นต่ำสำหรับส่งออกมันเส้น โดยไม่ขายตัดราคากัน, ไก่เนื้อ เนื่องจากปริมาณผลผลิตไก่เนื้อออกสู่ตลาดสอดคล้องกับความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย และกุ้งขาวแวนนาไม เนื่องจากผู้ประกอบการมีความต้องการใช้เป็นวัตถุดิบแปรรูปเพื่อการส่งออกสูงขึ้น

ขณะที่ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือน ต.ค.60 ลดลง 1.57% จากเดือน ต.ค.59 สินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และลองกอง ส่วนสินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา สับปะรด ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และกุ้งขาวแวนนาไม

ทั้งนี้ ภาพรวมรายได้ของเกษตรกรวัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรเดือน ต.ค.60 ลดลง 3.96% จากเดือนต.ค.59 เป็นผลมาจากดัชนีราคาและดัชนีผลผลิตปรับตัวลดลง

หากมองผลวิเคราะห์แนวโน้มดัชนีสินค้าเกษตร พบว่า เดือน พ.ย.60 แนวโน้มรายได้ของเกษตรกร วัดจากดัชนีรายได้เกษตรกร คาดว่าจะลดลง 4.61% จากเดือน พ.ย.59 เป็นผลมาจากดัชนีราคาปรับตัวลดลง 5.19% โดยสินค้าสำคัญที่มีราคาลดลง ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน สุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่ ขณะที่ดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.61% โดยสินค้าสำคัญที่มีการผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน สุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่

แนวโน้มสินค้าเกษตรที่สำคัญเดือน พ.ย.60 พบว่า ข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ และข้าวเปลือกเหนียว คาดว่าราคาจะเพิ่มขึ้นจากเดือน ต.ค.60 เนื่องจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สศก. และกรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน ได้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และสภาเกษตรกร ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลผลผลิตข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียวที่แท้จริงตามนโยบายของ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้ง 20 จังหวัด พบว่า ข้าวหอมมะลิ ปี 2560/61 มีผลผลิตประมาณ 7.16 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายข้าวครบวงจรที่ตั้งไว้, ข้าวเหนียวนาปี ปี 2560/61 มีผลผลิตประมาณ 5.73 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมเช่นเดียวกัน จึงส่งผลให้แนวโน้มราคาปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังมีนโยบายจำนำยุ้งฉางภายใต้โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี 2560/61 เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา โดยกำหนดราคารับจำนำที่ 90% ของราคาเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง อยู่ที่ 10,800 บาทต่อตัน ซึ่งได้รับการตอบรับดีโดยมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้มีโรงสีนอกพื้นที่เข้ามารับซื้อข้าวหอมมะลิในภาคอีสาน ส่งผลให้ราคาดีดตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ คาดว่า ดัชนีราคาจะเพิ่มขึ้นจากเดือน ต.ค.60 เนื่องจากเข้าสู่ฤดูหนาวปริมาณฝนลดลง ส่งผลให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีความชื้นที่ลดลง ประกอบกับมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐผ่านโมเดลไตรภาคีเชื่อมโยง รับซื้อผลผลิต และโครงการสนับสนุนสินเชื่อให้กับเกษตรกรเพื่อการรวบรวมผลผลิต

มันสำปะหลัง คาดว่าดัชนีราคาจะเพิ่มขึ้นจากเดือน ต.ค.60 เนื่องจากภาครัฐมีมาตรการเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้าให้กับกลุ่มเกษตรกรที่ผลิตมันเส้นสะอาดกับโรงงานเอทานอลและมีการเชื่อมโยงตลาดระหว่างเกษตรกรกับกลุ่มผู้เลี้ยงปศุสัตว์

กุ้งขาวแวนนาไม ดัชนีราคาจะเพิ่มขึ้นจากเดือน ต.ค.60 เนื่องจากเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูหนาวที่ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง ส่งผลให้ราคาขายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ดัชนีราคาเดือน พ.ย.60 คาดว่ามีแนวโน้มทรงตัวและอาจปรับตัวลงจากเดือน ต.ค.60 ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ไข่ไก่และสุกร จากผลผลิตที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ เดือน ธ.ค.60 คาดว่า ดัชนีรายได้เกษตรกรคาดว่าอยู่ในระดับทรงตัว ด้านดัชนีราคาคาดว่าจะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเดือน ธ.ค.59 ขณะที่ดัชนีผลผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง และสับปะรด

ที่มา อินโฟเควสท์ (20/11/2560)

 

สกุลเงินยูโรร่วงลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์และเยนในการซื้อขายที่โตเกียววันนี้ ภายหลังจากที่นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เปิดเผยว่า การเจรจาเพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสม 3 ฝ่ายนั้นคว้าน้ำเหลว

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า เมื่อเวลา 17.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น ยูโรเคลื่อนไหวอยู่ที่ 1.1753-1.1755 ดอลลาร์ และ 131.68-131.72 เยน เทียบกับระดับ 1.1786-1.1796 ดอลลาร์ในนิวยอร์ก และ 1.1787-1.1788 ดอลลาร์ และ 132.69-132.73 เยนที่ตลาดโตเกียว เมื่อวันศุกร์

ทั้งนี้ มีแรงขายเงินยูโรเข้ามาในตลาดโตเกียวช่วงเช้า ภายหลังจากที่พรรคพรรคประชาธิปไตยเสรี (FDP) ไม่สามารถสรุปการเจรจากับกลุ่มพรรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยมของนางแมร์เคิลได้ แม้ว่าจะมีการเจรจาต่อรองมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์แล้วก็ตาม

ความล้มเหลวในการเจรจาดังกล่าวทำให้นางแมร์เคิลขาดเสียงข้างมากในรัฐสภา และอาจจะกดดันให้เยอรมนีต้องจัดการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง

 
 

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า เงินบาทปิดตลาดเย็นนี้อยู่ที่ระดับ 32.73 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจาก

 
ช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 32.79 บาท/ดอลลาร์

วันนี้เงินบาทยังอยู่ในทิศทางแข็งค่าต่อเนื่อง หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

(สศช.) ประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 3/60 ขยายตัวถึง 4.3% และยังได้ปรับคาดการณ์ GDP ทั้งปี 60 เพิ่มขึ้นเป็น 3.9% จาก

เดิมที่ 3.7% ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้เงินบาทแข็งค่าต่อ

"วันนี้สภาพัฒน์ประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ซึ่งออกมาดี เลยหนุนให้บาทแข็งค่าต่ออีก" นักบริหารเงินระบุ

นักบริหารเงิน คาดว่า พรุ่งนี้เงินบาทยังมีโอกาสแข็งค่าต่อ ให้กรอบไว้ที่ 32.70-32.80 บาท/ดอลลาร์

 
* ปัจจัยสำคัญ
 

- เย็นนี้เงินเยนอยู่ที่ระดับ 112.10 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 112 เยน/ดอลลาร์

- ส่วนเงินยูโรอยู่ที่ระดับ 1.1793 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าที่ระดับ 1.743 ดอลลาร์/ยูโร

- ดัชนี SET ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,714.38 จุด เพิ่มขึ้น 5.00 จุด (+0.29%) มูลค่าการซื้อขาย 49,171 ล้านบาท

- สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติซื้อสุทธิ 371.57 ลบ.(SET+MAI)

- สภาพัฒน์ เปิดเผยตัวเลข GDP ไตรมาส 3/60 ขยายตัวถึง 4.3% สูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส และขยายตัวเร่งขึ้น

จากไตรมาสก่อนหน้า โดยปัจจัยสนับสนุนมาจากการส่งออกสินค้าและการบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนรวม ส่วน

ในด้านการผลิต มาจากแรงหนุนการผลิตสาขาอุตสาหกรรม ค้าส่ง-ค้าปลีก สาขาไฟฟ้า ก๊าซ โรงแรม ภัตาคาร สาขาขนส่ง และคม

มนาคม พร้อมปรับคาดการณ์ GDP ของไทยทั้งปี 60 เพิ่มเป็นขยายตัว 3.9% จากเดิมที่คาดไว้ 3.7% และคาดการณ์ GDP ในปี 61

ว่าจะเติบโตได้ในช่วง 3.6-4.6%

- ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ให้มุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.70-33.00

บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่ากว่าเมื่อเทียบกับระดับปิดในสัปดาห์ก่อนที่อยู่ที่ระดับ 32.85 บาทต่อดอลลาร์ พร้อมคาดว่าการเกินดุลบัญชีเดิน

สะพัดของไทย กระแสเงินทุนไหลเข้าระลอกใหม่ท่ามกลางปัจจัยความไม่แน่นอนต่อนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะส่งผลให้เงินบาท

ในช่วงที่เหลือของปีเคลื่อนไหวผันผวนมากขึ้น

- สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิเดือนตุลาคม 2560 ซึ่งเป็นเดือน

แรกของปีงบประมาณ 2561 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ จำนวน 192,425 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 9,180 ล้านบาท สาเหตุ

จากการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ และการจัดเก็บรายได้ของส่วนราชการอื่น สูงกว่าประมาณการ 4,444 ล้านบาท และ 1,376

ล้านบาท หรือ 14.8% และ 8.3% ตามลำดับ โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีเบียร์ ภาษีน้ำมัน และภาษีเงิน

ได้บุคคลธรรมดา

- สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในเดือนตุลาคม

2560 ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีงบประมาณ 2561 รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้นจำนวน 183,814 ล้านบาท ขณะที่มีการเบิกจ่ายเงิน

งบประมาณทั้งสิ้นจำนวน 428,374 ล้านบาท รัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลจำนวน 40,600 ล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง

ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2560 มีจำนวนทั้งสิ้น 304,817 ล้านบาท ซึ่งฐานะการคลังในเดือนตุลาคม 2560 ถือว่าอยู่ในระดับที่เข้มแข็ง

- กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ต.ค.) มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ

จำนวน 28,824,753 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.69% และก่อให้เกิดรายได้รวม 1,472,698 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก

ช่วงเดียวกันของปีก่อน 9.31%

- ธนาคารกลางจีน (PBOC) ได้อัดฉีดเม็ดเงิน 2 หมื่นล้านหยวน (3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เข้าสู่ตลาดการเงินใน

วันนี้ เพื่อบรรเทาภาวะสภาพคล่องตึงตัว

- นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เปิดเผยว่า รัฐบาลและธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด รวมถึงใช้

มาตรการที่จำเป็นเพื่อลดภาวะเงินฝืด โดยหวังว่า BOJ จะใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินอย่างเข้มงวด เพื่อบรรลุเป้าหมายเงิน

เฟ้อ 2%

- โกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 4 ครั้งในปี 201

เนื่องจากตลาดแรงงานสหรัฐอยู่ในภาวะตึงตัว และภาพรวมด้านเงินเฟ้อเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ

- นักลงทุนจับตาการกล่าวสุนทรพจน์ของนางเจเน็ต เยนเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้

ตามเวลาสหรัฐ เพื่อประเมินทิศทางเศรษฐกิจและแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสำหรับปีนี้

ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังติดตามรายงานการประชุมประจำวันที่ 31 ต.ค.-1 พ.ย.60 ของธนาคารกลางสหรัฐ

(เฟด) ซึ่งมีกำหนดจะเผยแพร่ในวันพุธนี้ตามเวลาสหรัฐ ขณะที่กระแสคาดการณ์ส่วนใหญ่เชื่อว่าคณะกรรมการกำหนดนโยบาย

(FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.60
 
 

กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ว่า ญี่ปุ่นมียอดเกินดุลการค้า 2.8536 แสนล้านเยน (2.5 พันล้านดอลลาร์) ในเดือนต.ค. ซึ่งทำสถิติเกินดุลติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 เนื่องจากยอดส่งไปยังจีนและประเทศอื่นๆในเอเชีย ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง

 

ทั้งนี้ ยอดส่งออกในเดือนต.ค. ปรับตัวขึ้น 14% เมื่อเทียบเป็นรายปี สู่ระดับ 6.69 ล้านล้านเยน และยอดนำเข้าพุ่งขึ้น 18.9% สู่ระดับ 6.41 ล้านล้านเยน

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ญี่ปุ่นมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐ 6.447 แสนล้านเยนในเดือนต.ค. โดยยอดส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐปรับตัวขึ้น 7.1% สู่ระดับ 1.28 ล้านล้านเยน ขณะที่ยอดนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.1% สู่ระดับ 6.37 แสนล้านเยน

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นมียอดขาดดุลการค้ากับจีน ลดลง 22.5% สู่ระดับ 2.6568 แสนล้านเยน หลังจากยอดส่งออกทะยานขึ้น 26% แตะที่ 1.35 ล้านล้านเยน ซึ่งมากกว่ายอดการนำเข้าซึ่งเพิ่มขึ้นเพียง 14.3% แตะที่ระดับ 1.62 ล้านล้านเยน

 

โกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 4 ครั้งในปีหน้า เนื่องจากตลาดแรงงานสหรัฐอยู่ในภาวะตึงตัว และภาพรวมด้านเงินเฟ้อเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ

โกลด์แมน แซคส์ ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่งในปี 2561 ขณะที่อัตราว่างงานอยู่เริ่มปรับตัวลดลง และมีแนวโน้มที่จะลดลงอีกในวันข้างหน้า

 

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า อัตราการว่างงานเดือนต.ค.ลดลงสู่ระดับ 4.1% สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะทรงตัวที่ 4.2% ส่วนตัวเลขจ้างงานในเดือนต.ค.ปรับตัวขึ้น 261,000 ตำแหน่ง หลังจากที่เพิ่มขึ้นเพียง 18,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย.

นักวิเคราะห์โกลด์แมน แซคส์ กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีความแข็งแกร่งเพียงพอต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยได้ปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ โกลด์แมน แซคส์ ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของ GDP ของสหรัฐในปีหน้า ขึ้นสู่ระดับ 2.5% และคาดว่าอัตราว่างงานจะลงแตะ 3.7% ภายในปี 2561 และลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3.5% ภายในปี 2562

 

นายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป ได้กล่าวสุนทรพจน์ในงาน Frankfurt Banking Congress ที่เมืองแฟรงเฟิร์ต ประเทศเยอรมนีในวันนี้ว่า ถึงแม้ว่า เศรษฐกิจของยูโรโซนจะอยู่ในสภาพที่สดใส แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจก็ยังคงขึ้นอยู่กับมาตรการกระตุ้นจากธนาคารกลางยุโรป

ประธานธนาคารกลางยุโรป กล่าวว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ด้านเงินเฟ้อยังคงซบเซา ดังนั้น ในขณะที่เรามีความเชื่อมั่นในเรื่องของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เราจะเป็นต้องอดทนและใช้วิธีการที่ต่อเนื่องกับนโยบายการเงิน เพื่อสร้างความมั่นใจว่า จะสามารถบรรลุเป้าหมายในเรื่องราคาในระยะกลางได้

นายดรากี กล่าวด้วยว่า อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำนั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกำไรของธนาคารในยุโรปแต่อย่างใด และเมื่อพิจารณาถึงความสามารถในการทำกำไรของภาคธนาคารแล้ว นโยบายการเงินที่ได้มีการใช้อยู่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบในด้านลบแต่อย่างใด

 
 

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าทะลุระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ มาที่ 32.83 บาทต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งนับเป็นสถิติแข็งค่าที่สุดในรอบ 30 เดือน "สถานการณ์การแข็งค่าของเงินบาทยังคงเป็นภาพที่สอดคล้องกับกระแสการแข็งค่าของสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชีย เพราะมี สาเหตุหลักร่วมกัน จากทิศทางการอ่อนค่าของ เงินดอลลาร์ฯ ซึ่งในช่วงนี้ขาดปัจจัยหนุนใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มเติม หลังจากตลาดทยอยรับรู้โอกาสของการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ในเดือนธันวาคม 2560 ที่จะถึงนี้มาระยะหนึ่งแล้ว แต่ในทางกลับกัน ปัจจัยกดดันเงินดอลลาร์ฯ กลับมีเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะแผนปฏิรูปภาษีสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ระหว่างการหาข้อสรุปร่วมกันในสภาคองเกรส"

 

นอกจากเงินดอลลาร์ฯ จะขาดปัจจัย บวกแล้ว หากกลับมามองปัจจัยในฝั่งของเงินบาท ก็คงต้องยอมรับว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุล อย่างต่อเนื่องของไทย นับเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้าง สำคัญที่หนุนให้เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ ที่แข็งค่า

สำหรับปัจจัยที่กำหนดทิศทางของเงินบาท ในปีหน้านั้น มองว่า ปัจจัยพื้นฐานจาก ดุลบัญชีเดินสะพัดที่ยังมีโอกาสเกินดุลต่อเนื่อง (ที่ประมาณ 38.6 พันล้านดอลลาร์ฯ ตามตัวเลขคาดการณ์ของธปท.)อาจจะยังคงเป็นปัจจัยหนุนทิศทางเงินบาท เพราะแม้เงินดอลลาร์ฯ จะยังมีโอกาสกลับมาแข็งค่าได้ในช่วงปีข้างหน้า ตามสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงินของเฟด ซึ่งยังมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและทยอยลดงบดุล และอาจมีแรงหนุนเพิ่มเติมหากแผนปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ สามารถหาข้อสรุปที่ลงตัวได้ แต่คงต้องยอมรับว่า ปัจจัยหนุนค่าเงินดอลลาร์ฯ (ซึ่งอาจจะมีผลให้เงินบาทขยับอ่อนค่า) ทั้ง 2 เรื่องนั้น ยังมีความไม่แน่นอนอยู่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในเรื่อง "จังหวะเวลา" ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในระหว่างปี และช่วงเวลาที่จะเริ่มเห็นความชัดเจนของการเดินหน้าได้จริงแผนปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ

"ความผันผวนของสถานการณ์ค่าเงินดอลลาร์ฯ จึงยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ภาคธุรกิจ จะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะคงต้องยอมรับว่า กระแสรายรับของผู้ประกอบการ ภาคการส่งออกของไทยส่วนใหญ่กว่า 77% ของการส่งออกรวม จะเป็นรายรับในรูปของสกุลเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งอาจจะมีความเสี่ยงและความ ผันผวนเมื่อแปลงกลับมาเป็นรายได้ในรูปเงินบาท ตามจังหวะเงินดอลลาร์ฯ ที่อ่อนค่า (ขณะที่ รายรับที่อยู่ในรูปเงินบาท ซึ่งปลอดภัยจากความผันผวนของ

นอกจากนี้ การเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และเลือกใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน อาทิ สัญญาฟอร์เวิร์ด และออปชั่น คงเป็นทางเลือกหนึ่ง ที่จะช่วยทำให้ผู้ประกอบการไทยได้

ที่มา หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- เสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2560

 

นักบริหารเงินธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 32.79 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจาก

 
เย็นวันศุกร์ที่ปิดตลาดที่ 32.85 บาท/ดอลลาร์

"ดอลลาร์ในตลาดโลกดูเหมือนจะดีขึ้น แต่เงินบาทยังคงแข็งค่าต่อเนื่อง โดยเมื่อวันศุกร์มีเงินทุนไหลเข้ามาในตลาดตรา

สารหนี้กว่าหมื่นล้าน ซึ่งดูแล้วก็น่าเป็นห่วงเพราะผู้เล่นมองไปในทิศทางเดียวกัน" นักบริหารเงิน กล่าว

นักบริหารเงิน ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทไว้ที่ 32.75-32.90 บาท/ดอลลาร์ โดยปัจจัยที่ต้องติดตามคือ

การประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 3/60 และแนวโน้มปี 60-61 ในช่วงเช้านี้ บันทึกรายงานการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 31 ต.ค.-1

พ.ย.
 
* ปัจจัยสำคัญ
 

- เงินเยนอยู่ที่ 112 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวันศุกร์ (17 พ.ย.) ที่อยู่ที่ระดับ 112.53 เยน/ดอลลาร์

- ส่วนเงินยูโรอยู่ที่ 1.1743 ดอลลาร์ จากเย็นวันศุกร์ (17 พ.ย.) ที่อยู่ที่ระดับ 1.1796 ดอลลาร์/ยูโร

- อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของธปท.อยู่ที่ระดับ 32.8570 บาท/

ดอลลาร์

- สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์จะเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวล

รวมภายในประเทศ (จีดีพี) ประจำไตรมาส 3/60 และ แนวโน้มปี 60-61 เช้านี้

- ธนาคารกสิกรไทย ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทสัปดาห์นี้ (20-24 พ.ย.) ที่ 32.70-33.00 บาทต่อ

ดอลลาร์ฯ โดยคงต้องติดตามตัวเลขจีดีพีประจำไตรมาส 3/2560 ของไทย รวมถึงบันทึกการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 31 ต.ค.-1 พ.

ย. ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดขายบ้านมือสอง ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนต.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค

ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคบริการเดือนพ.ย.

- ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุจากเงินบาทแข็งค่าทะลุระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ มาที่ 32.83 บาทต่อดอลลาร์

สหรัฐ ซึ่งนับเป็นสถิติแข็งค่าที่สุดในรอบ 30 เดือน ทั้งนี้ สถานการณ์การแข็งค่าของเงินบาทยังคงเป็นภาพที่สอดคล้องกับกระแสการ

แข็งค่าของสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชีย เพราะมีสาเหตุหลักร่วมกันจากทิศทางการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งในช่วงนี้ขาดปัจจัยหนุน

ใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มเติม

- "สมคิด" ย้ำเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่องพร้อมผลักดันโครงการรัฐเดินหน้าเต็มสูบด้าน "หอการค้าไทย" คาด

เศรษฐกิจปี 61 โต 4.2% ลงทุนรัฐ-เอกชน-อีอีซี-ส่งออก-การเมืองนิ่ง-ท่องเที่ยวพุ่งหนุน จับตานโยบายสหรัฐฯ

- กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านพุ่งขึ้น 13.7% ในเดือนต.ค. สู่ระดับ 1.29 ล้าน

ยูนิต เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการเริ่มสร้างบ้านในเขตมิดเวสท์และรัฐทางใต้ที่เริ่มจะฟื้นตัวจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากพา

ยุเฮอร์ริเคน ในขณะที่ความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้สร้างบ้านยังคงแข็งแกร่งมาโดยตลอด ด้วยแรงหนุนจากตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง และ

อัตราดอกเบี้ยการจำนองที่อยู่ในระดับต่ำ

- สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักบางสกุล ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อวันศุกร์ (17 พ.

ย.) ขณะที่นักลงทุนยังคงจับตาความคืบหน้าในการผลักดันมาตรการปฏิรูปภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์อย่างใกล้ชิด หลังจากที่

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐมีมติผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยร่างกฎหมายดังกล่าวถูกส่งให้กับวุฒิสภาสหรัฐ เพื่อทำ

การพิจารณาเป็นลำดับต่อไป

- สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดขยับขึ้นเมื่อวันศุกร์ (17 พ.ย.) ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบกว่า 1 เดือน โดยได้รับ

แรงหนุนจากสกุลเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการผลักดันร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของพรรครีพับลิกัน

รวมถึงความวิตกกังวลเกี่ยวกับข่าวการสืบสวนทีมหาเสียงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในกรณีที่รัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้ง

ประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2559

- ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาดัลลัส คาดการณ์ว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของ

ธนาคารกลางสหรัฐ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. เนื่องจากอัตราว่างงานของสหรัฐปรับตัวลดลง

- รัฐมนตรีคลังสหรัฐ คาดการณ์ว่า ร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของพรรครีพับลิกันจะสามารถผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา

และเชื่อว่าจะถูกส่งให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามบังคับใช้เป็นกฎหมายได้ก่อนช่วงเทศกาลคริสต์มาส

- รัฐมนตรีกระทรวงการคลังอังกฤษ เปิดเผยว่า รัฐบาลอังกฤษเตรียมยื่นข้อเสนอเรื่องการแยกตัวออกจากสหภาพ

ยุโรป (Brexit) ก่อนคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) เปิดการประชุมรอบหน้าวันที่ 14-15 ธ.ค.นี้

- นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีกำหนดขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ในวัน

พรุ่งนี้ตามเวลาสหรัฐ โดยนักลงทุนจับตาถ้อยแถลงดังกล่าว เพื่อประเมินทิศทางเศรษฐกิจและแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้

- นักลงทุนจับตารายงานการประชุมประจำวันที่ 31 ต.ค.-1 พ.ย.ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะมีการเผย

แพร่ในวันพุธนี้ตามเวลาสหรัฐ ขณะที่กระแสคาดการณ์ส่วนใหญ่เชื่อว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบาย (FOMC) ของธนาคารกลาง

สหรัฐ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.นี้
 
 

กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ว่า ญี่ปุ่นมียอดเกินดุลการค้า 2.854 แสนล้านเยนในเดือนต.ค. ขณะที่ยอดส่งออกในเดือนต.ค. ปรับตัวขึ้น 14% เมื่อเทียบเป็นรายปี และยอดนำเข้าพุ่งขึ้น 18.9%

 
 

เหมง เหว่ย โฆษกของคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของจีน (NDRC) กล่าวว่า NDRC ได้อนุมัติโครงการลงทุนในสินทรัพย์คงที่ 16 โครงการ วงเงินลงทุนทั้งสิ้น 6.6 หมื่นล้านหยวน หรือประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนต.ค. ซึ่งโครงการส่วนใหญ่จะเป็นโครงการในอุตสาหกรรมพลังงาน คมนาคม และไฮเทค

นอกจากนี้ ยังรวมถึงโครงการอุปกรณ์ทดสอบเครื่องจักรก๊าซแบบคาร์บอนต่ำแต่ประสิทธิภาพสูง

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า โครงการเหล่านี้จะมีบทบาทที่สำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาด้านการบิน ไฟฟ้า และชิปปิ้ง อย่างเป็นอิสระ

การลงทุนในสินทรัพย์คงที่เป็นเครื่องจักรที่สำคัญสำหรับการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน แม้ว่า จีนจะพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่การบริโภคมากขึ้นก็ตาม

ทั้งนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเผยการลงทุนในสินทรัพย์คงที่ของจีน ขยายตัว 7.3% ต่อปีในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ ซึ่งลดลงจากระดับ 7.5% ในเดือนม.ค.-ก.ย.