Jenjira

Jenjira

เมื่อเร็วๆนี้ กรมสถิติได้เปิดเผยว่า การผลิตยางธรรมชาติของมาเลเซียในเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.1 เป็น 61,252 ตัน  เมื่อเทียบกับ 55,121 ตัน เมื่อเดือนก่อน

กรมดังกล่าวระบุว่า ผู้ที่ผลิตยางธรรมชาติหลัก คือ เกษตรกรรายย่อย โดยมีสัดส่วนร้อยละ 93

กรมดังกล่าวยังระบุว่า ราคาเฉลี่ยต่อเดือนของน้ำยางข้นสูงขึ้นร้อยละ 5 เป็น 543.52 เซนต่อกก. จากเดือนกรกฎาคม 2017 ในขณะที่ราคายางแท่ง Standard Malaysian Rubber 20 สูงขึ้นร้อยละ 1.4 เป็น644.25 เซนต่อกก.

การส่งออกยางธรรมชาติของมาเลเซีย เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.1 เป็น 55,563 ตัน เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2017 ทั้งนี้ ตลาดส่งออกยางธรรมชาติหลัก  ได้แก่ จีน เยอรมนี อิหร่าน สหรัฐฯ และฟินแลนด์

การบริโภคยางธรรมชาติภายในประเทศ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 เป็น 41,715 ตัน ภายในระยะเวลาเดียวกัน อุตสาหกรรมถุงมือยางยังคงเป็นผู้บริโภคภายในประเทศหลัก โดยมีการบริโภคร้อยละ 73.3

เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2017 ระดับของสต๊อกยางธรรมชาติสูงขึ้นร้อยละ 1.1 เป็น 194,281 ตัน

ที่มาhttp://rubberjournalasia.com/malaysias-natural-rubber-output-in-august-increased-by-11-1/

กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น – บริษัท Bridgestone Corp. เปิดเผยว่า จะลงทุนมูลค่าทั้งหมด 266 ล้านยูโร (312.56 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตยางล้อของ Bridgestone Europe NV/SA (BSEMEA) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือในยุโรป โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มอุปทานของยางล้อสมรรถนะสูงในยุโรป การผลิตดังกล่าวจะได้รับการสนับสนุนจากโรงงานสามแห่งของบริษัทฯ ในยุโรป  โดยมีโรงงานที่เมือง Poznan ในโปแลนด์ ผลิตยางล้อเรเดียลสำหรับรถยนต์นั่ง โรงงานที่เมือง Burgos ในสเปน และโรงงานที่เมือง Stargard ในโปแลนด์ ผลิตยางล้อรถบรรทุกและรถประจำทาง กำลังการผลิตยางล้อต่อวันจะเพิ่มจาก 31,000 เส้นเป็น 40,000 เส้น ในโรงงานที่เมือง Poznan จาก 27,500 เส้นเป็น 33,300 เส้น ในโรงงานที่เมือง Burgos และจาก 4,000 เส้นเป็น5,000 เส้น ในโรงงานที่เมือง Stargard ทั้งนี้ Bridgestone มีแผนที่จะเสร็จสิ้นการขยายกำลังการผลิต ภายในปี  2022 และคาดว่า กำลังการผลิตยางล้อรวมของโรงงานทั้งสามแห่ง จะเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 20

ที่มาhttp://www.rubberworld.com/newsweek.asp?id=26089&date=month

กรุงดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ – จากข้อมูลของ Research and Markets ตลาดสายยางสำหรับรถยนต์ทั่วโลก คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี ร้อยละ 5.08 ระหว่างปี 2017-2021 รายงานดังกล่าวทำการวิเคราะห์ตลาดเชิงลึก ด้วยข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม และครอบคลุมสภาวะตลาดและแนวโน้มการเติบโตในอนาคต รวมทั้งการสัมภาษณ์ผู้ค้าหลักในตลาด แนวโน้มหนึ่งในตลาด คือ การเพิ่มการวิจัยและพัฒนา ให้เป็นสายยางสำหรับรถยนต์ที่มีน้ำหนักเบาและคงทน ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ OEMs กำลังเน้นการลดขนาดและน้ำหนักของชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อให้เข้ากับขนาดของเครื่องยนต์ที่เล็กลง ทั้งนี้ ผู้ผลิตรถยนต์กำลังลดน้ำหนักของชิ้นส่วนยานยนต์ทุกชิ้น เพื่อให้รวมกันแล้ว สามารถลดน้ำหนักรถยนต์ทั้งคันได้  

ปัจจัยที่ผลักดันตลาด คือ การจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้ก๊าซ LPG และ CNG ที่เพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มความต้องการสายยางสำหรับรถยนต์ที่ผลิตเป็นพิเศษ ความไม่นิยมรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลมากขึ้นเรื่อยๆ จากการก่อมลภาวะสูง และกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงจากปิโตรเลียม ก็กระตุ้นให้ผู้ผลิตรถยนต์พัฒนารถยนต์ที่ใช้พลังงานทางเลือก เช่น แก๊ส LPG และ CNG รายงานดังกล่าวยังระบุถึงหนึ่งความท้าทายในตลาด คือ ความผันผวนของราคายางธรรมชาติ ซึ่งราคายางที่ผันผวนเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับราคาผลิตภัณฑ์ทำจากยาง เช่น สายยางสำหรับรถยนต์ ซึ่งราคาของชิ้นส่วนรถยนต์ จะทำให้ผู้ผลิตรถยนต์หันไปใช้สายสำหรับรถยนต์ ที่ทำจากส่วนประกอบทางเลือก ที่มีความเสถียรด้านราคา

ที่มาhttp://www.rubberworld.com/newsweek.asp?id=26078&date=month

เมือง Valley Cottage รัฐนิวยอร์ค – จากข้อมูลของ Future Market Insights ตลาดยางล้อรถยนต์ทั่วโลก คาดว่าจะเติบโตสูง ในช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้ โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี ร้อยละ 6.3 ระหว่างปี 2017-2027 และคาดว่าจะมีมูลค่า ประมาณ 645 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2027 ตลาดยางล้อรถยนต์ทั่วโลก แบ่งออกเป็นประเภทรถยนต์ (รถสอง/สามล้อ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถยนต์ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ และรถยนต์ชนิดพิเศษ) ช่องทางการขาย (OEM และตลาดหลังการขาย) โครงสร้างยางล้อ (ยางล้อเรเดียลและยางล้อผ้าใบ) และภูมิภาค

รถยนต์นั่งส่วนบุคคลคาดว่าจะครองตลาดโลก ในส่วนของอัตราการเติบโตและสัดส่วนตลาด ตลาดดังกล่าวคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี ร้อยละ 6.8 ในช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้ รถยนต์ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ก็มีศักยภาพสูง และคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี ร้อยละ 6.1 ในช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้ ในรถยนต์ประเภทดังกล่าว รถยนต์ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ขนาดเล็กมีการเติบโตสูง และคาดว่าจะมีมูลค่า 102.7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2027 ในส่วนของโครงสร้างของยาง ยางเรเดียลคาดว่าจะมีมูลค่า 550.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2027 และคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตสูง ระหว่างปี 2017-2027 ที่คาดการณ์ไว้ ในส่วนของช่องทางการจำหน่าย การผลิต OEM คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้น ในช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม ตลาดหลังการขายก็คาดว่าจะมีมูลค่าสูงในช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ การผลิต OEM คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี ร้อยละ6.4 ระหว่างปี 2017-2027 ในส่วนของภูมิภาค เอเชียแปซิฟิกไม่รวมญี่ปุ่น และยุโรปตะวันตกคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตสูงเหมือนกัน แต่เอเชียแปซิฟิกไม่รวมญี่ปุ่น คาดว่าจะเป็นผู้นำตลาดยางล้อรถยนต์ทั่วโลก ในส่วนของสัดส่วนตลาดที่สูง ภายในปี 2027 โดยคาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 194 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จนถึงช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้ รายงานดังกล่าวได้ทำการวิเคราะห์ผู้ผลิตยางล้อรถยนต์หลักทั่วโลก เช่น บริษัท Continental AG, Bridgestone Corp., Michelin, Goodyear Tire And Rubber Company, Pirelli & C. S.P.A, Yokohama Rubber Company, Limited, Cheng Shin Rubber Industries, Sumitomo Rubber Industries Ltd., Toyo Tire & Rubber Company, Trelleborg AB, Cooper Tire & Rubber Company, Hankook Tire, Madras Rubber Factory Limited, Kumho Tire Co. Inc., Apollo Tyres Ltd, Sailun Tires Ltd, Shandong Linglong Tyre, Nokian Renkaat Ojy, Titan Tire Corporationและ Nexen Tire America Inc.

ที่มาhttp://www.rubberworld.com/newsweek.asp?id=26079&date=month

หุ้นในบริษัทผลิตถุงมือยางรายใหญ่ๆ สูงขึ้น จากการที่ภาคอุตสาหกรรมคาดว่าการส่งออกจะพุ่งสูงในปีนี้ หลังการลดอุปทานจากคู่แข่งในจีน

สมาคมผู้ผลิตถุงมือยางของมาเลเซีย (Malaysian Rubber Glove Manufacturers Association หรือ Margma) กล่าวว่า ได้เพิ่มเป้าหมายมูลค่าการส่งออกในปีนี้ เป็น 16.2 พันล้านริงกิต ท่ามกลางความต้องการสูงในต่างประเทศ

Denis Low Jau Foo ประธาน ของ Margma กล่าวว่า ณ ปัจจุบัน ผู้ผลิตถุงมือยางทั้งหมดขายมากเกินไปและขายเกินกำลังการผลิตเพื่อผลิตถุงมือยางที่ช้าไปสามหรือสี่เดือน จากความต้องการและการขาดแคลนแรงงาน

รายงานของธนาคาร Maybank Investment Bank Bhd เมื่อเดือนที่แล้ว ระบุว่า มีอุปทานถุงมือยางที่ขาดเล็กน้อย จากความต้องการสูงและการลดอุปทานจากจีน

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตบางรายเพิ่มราคาขายเฉลี่ย เพื่อลดผลกระทบของต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น

ถึงแม้จะมีความท้าทายดังกล่าว Low กล่าวว่า การส่งออกถุงมือยางจากมาเลเซีย คาดว่าจะมีปริมาณถึง 150 พันล้านชิ้นในปีนี้ โดยคาดว่าการส่งออกจากมาเลเซียคิดเป็นสองในสามของการบริโภคทั่วโลก

Low ยังกล่าวว่า ทั้งการจำหน่ายและปริมาณ นับว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์

การส่งออกที่พุ่งสูงขึ้น จะช่วยกระตุ้นความสนใจของนักลงทุนสำหรับผู้ผลิตถุงมือยาง

ในตลาดหุ้นเมื่อวาน หุ้นของ Top Glove สูงขึ้น 38 เซน หรือเกือบ 5% และปิดที่ 5.93 ริงกิต ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดตั้งแต่เดือนมกราคมปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ จะเปิดเผยผลการดำเนินงานทั้งปีในสัปดาห์หน้า

Low กล่าวว่า ปริมาณการส่งออกและการจำหน่ายถุงมือยางน่าจะสูงขึ้นอีก หากไม่เป็นเพราะการขาดแคลนแรงงานที่ทำให้โรงงานต่างๆ เดินเครื่องต่ำกว่ากำลังการผลิตสูงสุด ทั้งนี้ ในปัจจุบัน มีการพึ่งแรงงานต่างชาติมากเกินไป และต้องลงทุนเพิ่มสำหรับการนำระบบออโตเมชั่นมาใช้และปรับปรุงโรงงานให้ทันสมัย ซึ่งก็เหมือนกับการสร้างโรงงานขึ้นมาใหม่

เขาเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยภาคอุตสาหกรรมให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก รัฐบาลให้สิทธิประโยชน์มากมายแก่นักลงทุนต่างชาติ จึงควรหันมาส่งเสริมการลงทุนของนักลงทุนในประเทศด้วย เขากล่าวแสดงความหวังว่า รัฐบาลจะพิจารณาขยายการอนุมัติการลงทุนใหม่ ที่สอดคล้องกับความตั้งใจของภาคอุตสาหกรรมที่จะเป็นโรงงานการผลิตสมัยใหม่ที่นำระบบออโตเมชั่นมาใช้ทั่วประเทศ

Low กล่าวว่า หนึ่งในเหตุผลที่การส่งออกเพิ่มขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ คือ การลดการผลิตในจีน

Low ยังกล่าวว่า ปัจจัยดังกล่าวเป็นปัจจัยใหม่ นอกเหนือจากความตระหนักด้านสุขอนามัยที่เพิ่มขึ้นในหมู่ประชากรทั่วโลก และในจีน รัฐบาลกำลังสั่งปิดโรงงานผลิตถุงมือไวนิลที่ไม่เป็นไปตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้น จึงมีช่องว่างในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา จากการลดจำนวนผู้ผลิตในจีน และ Low คาดว่า การดำเนินการของรัฐบาลจีนจะคงอยู่ต่อไปในอนาคตอันใกล้ ทั้งนี้ ที่จีน มีถุงมือไวนิล แต่ที่มาเลเซีย มีถุงมือไนไตรล์และน้ำยางข้น

นอกจากนี้ การใช้ถุงมือมากขึ้นก็เป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้มีการใช้ถุงมือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ที่มาhttp://rubberjournalasia.com/malaysian-rubber-gloves-export-to-reach-all-time-high/

กระทรวงเศรษฐกิจของเยอรมนีเปิดเผยว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีเดือนก.ย.หดตัวลง 1.6% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หลังจากที่ขยายตัว 2.6% เมื่อเดือนส.ค. ส่วนสาเหตุที่ทำให้ปรับตัวลงนั้นมาจากยอดผลิตสินค้าทุนตามโรงงานที่ร่วงลงอย่างหนัก

ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีในเดือนก.ย.ปรับตัวลดลงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก โดยตลาดได้คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับตัวลดลงเพียง 0.8%

อย่างไรก็ดี ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในไตรมาส 3 ขยายตัวขึ้น 0.8% และคาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกในเดือนต่อๆไป

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2560)

โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป ประกาศปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ประจำปีงบการเงิน 2560 ซึ่งจะสิ้นสุดลงสิ้นเดือนมี.ค. 2561หลังจากเงินเยนอ่อนค่าลง

ทั้งนี้ โตโยต้าคาดการณ์ว่า กำไรสุทธิในปีงบการเงิน 2560 จะอยู่ที่ระดับ 1.95 ล้านล้านเยน (1.7 หมื่นล้านดอลลาร์) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 1.75 ล้านล้านเยน

นอกจากนี้ โตโยต้ายังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรจากการดำเนินงานขึ้นสู่ระดับ 2 ล้านล้านเยน จากตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 1.85 ล้านล้านเยน อย่างไรก็ตาม โตโยต้าได้คงคาดการณ์ยอดขายเอาไว้เท่าเดิมที่ระดับ 28.5 ล้านล้านเยน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2560)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางอภิรดี ตันตราภรณ์) จะเดินทางเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปค และการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ระหว่างวันที่ 8-11 พฤศจิกายน 2560 ณ นครดานัง สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามซึ่งการประชุมเอเปคปีนี้มีหัวข้อหลัก คือ “การสร้างพลวัตรใหม่และการส่งเสริมอนาคตร่วมกันของเอเชีย-แปซิฟิก”

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าการประชุมรัฐมนตรีเอเปคและผู้นำเอเปคเป็นการประชุมสำคัญของเอเปค ถือเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้ ซึ่งจะรวบรวมผลงานที่ระดับเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการมาตลอดปี โดยนำเสนอระดับรัฐมนตรีและผู้นำรับทราบและให้ข้อสั่งการเพื่อเป็นแนวทางการดำเนินการต่อไป ในการประชุมครั้งนี้ รัฐมนตรีเอเปคจะมีการหารือประเด็นสำคัญ ได้แก่ การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคแนวทางเร่งดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายโบกอร์ของการค้าการลงทุนที่เสรี ภายในปี 2563 และการดำเนินการร่วมกันของเอเปคหลังปี 2563 ให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา

ทั้งนี้ ในปี 2563 เป้าหมายโบกอร์ซึ่งเป็นแก่นของการทำงานเอเปคกำลังจะสิ้นสุดลง รวมถึงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และมีปัจจัยส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีใหม่ๆ เอเปคจึงต้องทบทวนบทบาทและการดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา เปรูซึ่งเป็นเจ้าภาพเอเปคได้จัดการหารือเรื่อง APEC toward 2020 and beyond เพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ของเอเปคหลังปี 2563 ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ เวียดนามจะได้สานต่อการทำงานในหัวข้อนี้ด้วย

นอกจากนี้ เอเปคยังให้ความสำคัญกับการจัดทำเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) เพื่อสนับสนุนการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของภูมิภาค ซึ่งเอเปคได้เริ่มมีการพูดคุยกันแล้ว โดยมุ่งหวังให้เป็นความตกลงที่มีมาตรฐานสูง ครอบคลุม และเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน

“เอเปคถือเป็นกลไกความร่วมมือที่จะช่วยให้ไทยเข้าถึงมาตรฐานระหว่างประเทศที่ทันสมัยในด้านต่างๆ และส่งเสริมการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน ผ่านโครงการเสริมสร้างความสามารถ ความร่วมมือด้านวิชาการ และความร่วมมือด้านกฎระเบียบ โดยตั้งอยู่บนหลักความสมัครใจ อีกทั้งไทยสามารถใช้ประโยชน์จากการเป็นสมาชิกเอเปคเพื่อผลักดันเรื่องที่ไทยให้ความสำคัญ และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศของไทย เช่น การเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของ MSMEs การส่งเสริมเศรษฐกิจอินเตอร์เน็ตและเศรษฐกิจดิจิทัล การส่งเสริมนวัตกรรม และการเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง เป็นต้น” นางอภิรดี กล่าว

เอเปคเป็นกรอบความร่วมมือของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ประกอบด้วย สมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจ คือ ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัว-นิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย เวียดนาม และสหรัฐอเมริกา และเป็นกลุ่มคู่ค้าที่สำคัญของไทย โดยในปี 2559 การค้าของไทยกับกลุ่มเศรษฐกิจเอเปคมีมูลค่า 286,913.02 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 69.98 ของการค้ารวมของไทย เป็นการส่งออก 147,108.10 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 68.32 และการนำเข้า 139,804.92 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 71.82 โดยในปี 2560 (มกราคม-กันยายน) การค้าระหว่างไทยกับเอเปคมีมูลค่า235,772.72 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 69.62 ของมูลค่าการค้าทั้งหมดของไทย โดยเป็นการส่งออก 121,217.78 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้า 114,554.93 ล้านเหรียญสหรัฐ

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
กระทรวงพาณิชย์

6 พฤศจิกายน 2560

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/beco/2735669

เบเกอร์ ฮิวจ์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐ เปิดเผยว่า แท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐที่มีการใช้งานในเดือนต.ค. มีจำนวน 922 แท่น ลดลง 18 แท่น จากระดับ 940 แท่นในเดือนก.ย.

นอกจากนี้ แท่นขุดเจาะน้ำมันทั่วโลกที่มีการใช้งานในเดือนต.ค. มีจำนวน 2,077 แท่น ลดลง 4 แท่น จากระดับ 2,081 แท่นในเดือนก.ย.

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2560)

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวลงเมื่อคืนนี้ (7 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากสัญญาน้ำมันดิบทะยานขึ้นกว่า 3% เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากข่าวที่ว่า กษัตริย์ซาอุดิอาระเบียประกาศกวาดล้างการทุจริตครั้งใหญ่ในประเทศ นอกจากนี้ การแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ยังเป็นอีกปัจจัยที่ฉุดสัญญาน้ำมันดิบปิดในแดนลบ

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 15 เซนต์ หรือ 0.3% ปิดที่ 57.20 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนม.ค. ลดลง 58 เซนต์ หรือ 0.9% ปิดที่ 63.69 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบปิดตลาดอ่อนแรงลง เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากสัญญาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่า 3% เมื่อวันจันทร์ ภายหลังจากมีรายงานว่า กษัตริย์ซัลมาน บิน อับดุลาซิส อัล ซาอุด แห่งซาอุดิอาระเบีย ได้ประกาศกวาดล้างการทุจริตครั้งใหญ่ ซึ่งนำไปสู่การจับกุมตัวมกุฎราชกุมารอัลวาลีด บิน ทาลาล และเจ้าชายคนอื่นๆ รวมทั้งรัฐมนตรี มหาเศรษฐี และอดีตเจ้าหน้าที่อีกหลายคน

นอกจากนี้ การแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ ยังสร้างแรงกดดันต่อสัญญาน้ำมันดิบ เนื่องจากดอลลาร์ที่แข็งค่านั้น ส่งผลให้สัญญาน้ำมันซึ่งซื้อขายด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐมีราคาแพงขึ้นและไม่น่าดึงดูดใจสำหรับผู้ถือเงินสกุลอื่นๆ

นักลงทุนจับตาการประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ในวันที่ 30 พ.ย.นี้ ขณะที่นายโมฮัมเหม็ด บาร์คินโด เลขาธิการโอเปกได้ออกมาส่งสัญญาณเมื่อวานนี้ว่า โอเปกกำลังหาทางบรรลุฉันทามติ ก่อนการประชุมในวันที่ 30 พ.ย. เกี่ยวกับการขยายเวลาข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน

ทั้งนี้ คำกล่าวของนายบาร์คินโดบ่งชี้ว่า โอเปกมีแนวโน้มขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตในการประชุมวันที่ 30 พ.ย.

สำหรับข้อตกลงฉบับปัจจุบันนั้น ระบุให้โอเปกและกลุ่มประเทศนอกโอเปกอีก 10 ประเทศ ซึ่งรวมถึงรัสเซีย ปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันราว 1.8 ล้านบาร์เรล/วัน จนถึงเดือนมี.ค.ปีหน้า เพื่อแก้ปัญหาน้ำมันล้นตลาด

นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยรายงานสต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์ ในวันนี้ เวลา 22.30 น.ตามเวลาไทย

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 8 พฤศจิกายน 2560)