Jenjira

Jenjira

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รายงานในวันนี้ว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐในเดือนต.ค. ปรับตัวขึ้น 0.9% ซึ่งถือเป็นการขยายตัวที่ต่อเนื่อง 2 เดือนติดต่อกัน และยังเป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่า ภาคอุตสาหกรรมสามารถฟื้นตัวจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากพายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์และเออร์มาไปได้

ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนต.ค.จะปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน ภายหลังจากที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐในเดือนก.ย. ขยายตัวขึ้น 0.3%  แม้ว่าโรงงานต่างๆหลายแห่งต้องปิดทำการเมื่อเดือนส.ค.จากอิทธิพลของพายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ และเออร์มา

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560)

สำนักงานปริวรรตเงินตราแห่งรัฐของจีน (SAFE) เปิดเผยในวันนี้ว่า ธนาคารพาณิชย์จีนซื้อเงินตราต่างประเทศเป็นมูลค่า 1.289 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนต.ค. และขาย 1.261 แสนล้านดอลลาร์ ส่งผลให้มียอดซื้อเงินตราต่างประเทศสุทธิอยู่ที่ 2.8 พันล้านดอลลาร์ในเดือนที่แล้ว

ยอดซื้อสุทธิเดือนต.ค.เพิ่มขึ้นจากยอดซื้อสุทธิที่ 300 ล้านดอลลาร์ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบกว่าสองปีที่ธนาคารพาณิชย์จีนซื้อเงินตราต่างประเทศมากกว่าขาย

สำหรับในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ ธนาคารจีนได้ซื้อเงินตราต่างประเทศจำนวน 1.33 ล้านล้านดอลลาร์ และขายไปทั้งสิ้น 1.44 ล้านล้านดอลลาร์ ส่งผลให้มียอดขายสุทธิอยู่ที่ 1.101 แสนล้านดอลลาร์

SAFE ระบุว่า การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศโดยทั่วไปยังคงอยู่ในสภาวะสมดุลในเดือนต.ค. หลังจากที่ได้เคยมีความกังวลเกี่ยวกับเงินทุนไหลออกจากตลาดจีนในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2559 ซึ่งขณะนั้นเศรษฐกิจจีนกำลังเผชิญกับแรงกดดันขาลง และเงินหยวนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของจีนได้ทรุดลงต่ำกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เนื่องจากเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่งและเงินหยวนยังคงมีเสถียรภาพ ทุนสำรองระหว่างประเทศจึงได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนก.พ.เป็นต้นมา

ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่า ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของจีนปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกันในเดือนต.ค. สู่ระดับ 3.1092 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 703 ล้านดอลลาร์จากเดือนก่อนหน้า

SAFE ระบุว่า เนื่องจากจีนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อผลักดันการขยายตัวที่ยั่งยืน ดังนั้นการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศจะยังคงอยู่ในสภาวะสมดุลและมีเสถียรภาพต่อไปในระยะกลางและระยะยาว

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560)

สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษ (ONS) รายงานว่า ยอดค้าปลีกเดือนต.ค.ปรับตัวลดลง 0.3% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2556 เนื่องจากเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภค

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อ ทรงตัวที่ระดับ 3.0% ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปีครึ่ง โดยราคาอาหารพุ่ง 3.5% และราคาสินค้าปลีกทั่วไปเพิ่มขึ้น 3.1%

อย่างไรก็ดี นอกจากปัจจัยเรื่องราคาแล้ว ONS ยังระบุด้วยว่า การที่ยอดค้าปลีกเดือนที่ผ่านมาปรับตัวลดลงนั้น มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากฐานเปรียบเทียบที่อยู่ในระดับสูง เนื่องจากยอดค้าปลีกในเดือนต.ค.ปีที่แล้วขยายตัวแข็งแกร่ง

ขณะเดียวกันนักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า ยอดค้าปลีกเดือนต.ค.ที่ซบเซาอาจมาจากปัจจัยที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว อย่างเช่นอากาศที่อบอุ่นกว่าปกติ ซึ่งส่งผลให้ยอดขายเสื้อผ้าฤดูหนาวไม่คึกคักเท่าที่ควร

หากเทียบรายเดือน ยอดค้าปลีกเดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 0.3% จากเดือนก.ย. และยอดค้าปลีกเดือนส.ค.-ต.ค.เพิ่มขึ้น 0.9% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยได้แรงหนุนจากยอดขายสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร โดยเฉพาะสินค้ามือสอง เช่น สินค้าจากร้านการกุศล บริษัทประมูล ร้านขายของเก่า เป็นต้น

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดว่า ยอดค้าปลีกจะดีดตัวขึ้นในเดือนพ.ย. เนื่องจากร้านค้าหลายแห่งรอให้ผ่านพ้นเทศกาลฮัลโลวีนก่อนจึงจะเริ่มแคมเปญสินค้าช่วงแบล็กฟรายเดย์และคริสต์มาส

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560)

นายชาร์ลส์ อีแวนส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาชิคาโก กล่าวในการประชุมของยูบีเอสว่า เศรษฐกิจสหรัฐยังคงดำเนินไปได้ค่อนข้างดี แต่ยังไม่ถึงขั้นขยายตัวอย่างร้อนแรง

ด้วยอัตราว่างงานที่อยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบ 17 ปี  ขณะที่อัตราดอกเบี้ยก็ยังคงอยู่ระดับต่ำกว่าปกติ และเศรษฐกิจขยายตัวกว่า 3% ในสองไตรมาสที่ผ่านมา จึงอาจทำให้มองได้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐกำลังส่งสัญญาณแรกของการขยายตัวที่ร้อนแรง อย่างไรก็ตาม อีแวนส์กลับเห็นต่าง โดยระบุว่าขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะระบุเช่นนั้น

ประธานเฟดชิคาโกกล่าวว่า ปัจจุบันอัตราว่างงานสหรัฐลดลงมาอยู่ในระดับต่ำ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีความผันผวนรายล้อมอยู่ ซึ่งอาจทำให้อัตราว่างงานปรับตัวสูงขึ้นหรือลดลงได้ และเขายังไม่เห็นว่า ตลาดแรงงานในสภาพนี้จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างร้อนแรง

ก่อนหน้านี้ นายเอริค โรเซนเกรน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาบอสตัน ได้กล่าวที่มหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์นเมื่อวานนี้ว่า เฟดควรเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากเขาเชื่อว่าอัตราว่างงานน่าจะปรับตัวลดลงแตะระดับต่ำกว่า 4% เพราะเมื่ออัตราว่างงานปรับตัวลงแล้วก็จะเป็นปัจจัยกดดันต่อเงินเฟ้อและราคาสินทรัพย์ จนก่อให้เกิดความจำเป็นในการดำเนินนโยบายที่เข้มงวดยิ่งขึ้น

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560)

เหล่าผู้เชี่ยวชาญมองว่า การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ได้ชูแนวคิด"America Fist" และส่งสัญญาณเกี่ยวกับการปกป้องผลประโยชน์ด้านการค้าในระหว่างที่เดินทางสายเยือนเอเชีย ซึ่งสิ้นสุดลงไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมานั้น เป็นความเคลื่อนไหวที่จะทำให้บทบาทของสหรัฐในภูมิภาคถดถอยลงไป ขณะที่กระแสโลกาภิวัฒน์ยังคงแพร่หลาย

คำกล่าวอ้างที่ว่า สหรัฐถูกประเทศต่างๆในเอเชียเอาเปรียบในเรื่องความสัมพันธ์ทางการค้านั้น เห็นได้จากการที่ทรัมป์พูดถึงเรื่องนี้ทั้งในงานระดับทวิภาคีและพหุภาคี เช่น การประชุมเอเปคว่า ภาวะไร้สมดุลด้านการค้าระหว่างสหรัฐและเอเชียจะต้องลดน้อยลง และการแสดงความเห็นดังกล่าวก็ไม่ได้รับการตอบรับในภูมิภาคแต่อย่างใด ทั้งที่ภูมิภาคนี้ได้พยายามที่จะผนวกรวมด้านเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงกันมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้วก็ตาม

ไฟแนนเชียล ไทม์ส ระบุว่า โลกาภิวัฒน์ยังคงเดินหน้าต่อไปแม้ว่าจะไม่มีทรัมป์ ทรัมป์คาดว่า จะถอนตัวจากเอเชียโดยปราศจากข้อเสนอโครงการด้านการค้าใหม่ๆมาทดแทน ทั้งที่เอเชียเป็นภูมิภาคที่โอบอุ้มความหวังของบริษัทสหรัฐจำนวนมาก

รูฟัส เยอร์ซา อดีตเจ้าหน้าที่สหรัฐที่บริหารงานของสภาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ข้อความโดยรวมที่ทรัมป์ได้กล่าวไปนั้น ชี้ให้เห็นว่า ขณะที่ทุกฝ่ายต้องการผนวกรวมด้านการค้า แต่สหรัฐกลับพยายามที่จะทำให้การผนวกรวมนี้ล่าช้าออกไป

บทความของไฟแนนเชียล ไทม์ส ยังระบุด้วยว่า ความลังเลที่จะยุ่งเกี่ยวกับสหรัฐนั้น ส่วนหนึ่งมาจากวิธีการชวนทะเลาะที่ทรัมป์ได้นำมาใช้ ตลอดจนนโยบาย America First ที่ชูลัทธิชาตินิยม นอกจากนี้ เบื้องหลังความจริงที่ไม่สามารถหลีกหนีและยังปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็วก็คือ โลกาภิวัฒน์ไม่ได้ตายไปกับการเข้ามาของโดนัลด์ ทรัมป์ แต่อย่างใด ประเทศต่างๆยังคงหาทางเพื่อที่จะเร่งกระบวนการโลกาภิวัฒน์กันต่อไป

ในสายตาของริชาร์ด ฮัส หัวหน้าฝ่ายของสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานวิชาการของสหรัฐนั้น มองว่า สัญญาณเรื่องการค้าภายใต้ลัทธิชาตินิยม ปกป้องผลประโยชน์ของทรัมป์นั้น มีแต่จะทำให้สหรัฐลดบทบาทของตนเองในเอเชีย และยังบ่อนทำลายผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ของสหรัฐเองด้วยเช่นกัน

ฮัส กล่าวว่า ทรัมป์ไม่ยอมทำข้อตกลงการค้าที่ผูกมัดประเทศของตนเอง ทั้งที่ข้อตกลงแบบนี้เองก็ผูกมัดมือของประเทศอื่นๆไว้ด้วยเช่นกัน แม้ว่า ทรัมป์เองจะยอมรับในเรื่องสิทธิของประเทศต่างๆในเอเชียที่จะปกป้องผลประโยชน์

ซู หลี่ผิง นักวิจัยอาวุโสของสถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS) กล่าวว่า ความพยายามที่จะลดยอดขาดดุลของสหรัฐนั้นอาจจะต้องใช้เวลา แต่ท้ายที่สุด ทรัมป์ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงต้นตอพื้นฐานของการขาดดุลได้ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และความเชี่ยวชาญในด้านอุตสาหกรรม ปัจจัยเหล่านี้ต้องใช้ความเต็มใจในการปฏิรูป และนโยบายการค้าแบบลัทธิชาตินิยมของรัฐบาลทรัมป์จะไม่สามารถจุดประกายความเต็มใจเช่นนั้นในภูมิภาคนี้ได้

หลี่ผิงให้สัมภาษณ์กับซินหัวว่า ความพยายามของคนหัวแข็งที่จะลดยอดขาดดุลนั้นมีแต่จะทำลายการค้าทั่วโลก รวมทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในภาพรวม ตลอดจนดึงสหรัฐเข้าสู่สงครามการค้ากับประเทศต่างๆในเอเชีย

ในระหว่างการเดินทางเยือนเอเชีย 12 วัน ทั้งที่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน เวียดนาม และฟิลิปปินส์นั้น ทรัมป์ได้หยิบยกประเด็นเรื่องทะเลจีนใต้ขึ้นมาอยู่บ่อยครั้ง

สำหรับที่เวียดนามนั้น ทรัมป์ก็ได้เสนอตัวเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยเรื่องดังกล่าว และเมื่อมาที่ฟิลิปปินส์ ทรัมป์ก็แสดงความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงด้านการเดินเรือในภูมิภาค

ทรัมป์กล่าวว่า ผมรู้ว่าเรามีข้อพิพาทมาสักพักหนึ่ง ถ้าผมจะสามารถช่วยเหลือได้ในทางใดทางหนึ่ง ผมเองเป็นนักไกล่เกลี่ยที่ดีมาก ผมได้ทำหลายสิ่งหลายอย่างมามาก

ซูมองว่า ข้อเสนอดังกล่าวมาผิดเวลา ในขณะที่การเจรจาต่อรองระหว่างคู่กรณีเพื่อที่จะปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติระดับภูมิภาคในทะเลจีนใต้ (CoC) ยังคงดำเนินไปอยู่นั้น การแสดงความเห็นของสหรัฐเช่นนี้ มีแนวโน้มว่าจะจุดชนวนการคาดการณ์ในประเด็นที่ว่า สหรัฐต้องการจะทวนกระแส และบ่อนทำลายความพยายามในการสร้างสันติภาพและความมั่นใจในเรื่องนี้

ซู กล่าวเพิ่มเติมว่า ยุทธศาตร์ของคณะทำงานทรัมป์ในเรื่องนี้แทบจะไม่ได้ช่วยอะไรได้ในภูมิภาคที่ต้องการความร่วมมือ ความรุ่งเรืองมากกว่าความแตกแยกหรือการยั่วยุ  การที่สหรัฐกล่าวอ้างเรื่องความข้องเกี่ยวที่สร้างสรรค์ของตนเองในภูมิภาคจึงไม่ใช่เรื่องที่ดีแต่อย่างใด

คำแนะนำของทรัมป์เองก็ไม่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทะเลจีนใต้แต่อย่างใด

แถลงการณ์ร่วมที่อาเซียนได้เผยเพร่เมื่อวันที่ 13-14 พ.ย.นั้น แทบจะไม่มีการระบุถึงสิ่งที่สหรัฐกังวล แต่ประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศกลับให้คำมั่นว่าจะยกระดับความร่มมือในภูมิภาคในเรื่อง  ความตกลงพันธมิตรทางการค้าระดับภูมิภาค (RCEP) การเชื่อมโยงระบบสาธารณูปโภค ความมั่นคงด้านอาหาร การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง

นอกจากนี้ ซูยังกล่าวด้วยว่า สถานการณ์โดยรวมในทะเลจีนใต้นั้น มุ่งหน้าไปสู่สันติภาพและเสถียรภาพ ในขณะที่ประเทศที่เกี่ยวข้องได้แสดงจุดยืนในการสนับสนุนเรื่องเสรีภาพด้านการเดินเรือ การบิน และพาณิชย์ ซึ่งหากทำเนียบขาวตระหนักถึงเรื่องนี้ได้ก่อนหน้านี้ การตัดสินใจที่ชาญฉลาดก็จะเกิดขึ้น

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560)

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวลงเมื่อคืนนี้ (16 พ.ย.) โดยตลาดยังคงได้รับปัจจัยกดดันหลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐพุ่งขึ้นในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลง ขณะที่การผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 19 เซนต์ หรือ 0.3% ปิดที่ 55.14 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนม.ค. ลดลง 51 เซนต์ หรือ 0.8% ปิดที่ 61.36 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบปรับตัวลงติดต่อกันเป็นวันที่ 3 เมื่อคืนนี้ เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันที่สูงขึ้นในสหรัฐ หลังจากรายงานของ EIA ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐเพิ่มขึ้น 1.9 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 2.2 ล้านบาร์เรล

ส่วนสต็อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 894,000 บาร์เรล ตรงข้ามกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 919,000 บาร์เรล ขณะที่สต็อกน้ำมันกลั่น ซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล ลดลง 799,000 บาร์เรล ซึ่งน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 1.3 ล้านบาร์เรล

นอกจากนี้ รายงานของ EIA ยังระบุว่า การผลิตน้ำมันของสหรัฐเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 9.65 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ขณะเดียวกันภาวะการซื้อขายในตลาดน้ำมันนิวยอร์กยังคงได้รับปัจจัยกดดันจากการที่สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ได้ปรับลดคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันราว 100,000 บาร์เรล/วันในปีนี้ และปีหน้า สู่ระดับ 1.5 ล้านบาร์เรล/วัน และ 1.3 ล้านบาร์เรล/วันตามลำดับ

นักลงทุนจับตาการประชุมโอเปกในวันที่ 30 พ.ย.นี้ที่กรุงเวียนนา ขณะที่นักวิเคราะห์ระบุว่า หากสมาชิกโอเปกเห็นพ้องกันเกี่ยวกับการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือนจนถึงสิ้นปีหน้า จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในไตรมาสแรกของปีหน้า ก็จะส่งผลให้ตลาดเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันราว 830,000 บาร์เรล/วันในปีหน้า เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดว่าจะขาดแคลน 310,000 บาร์เรล/วัน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560)

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐมีมติด้วยคะแนนเสียง 227 ต่อ 205 ให้ผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของพรรครีพับลิกันเมื่อวานนี้ตามเวลาสหรัฐ โดยร่างกฎหมายดังกล่าวจะถูกส่งให้กับวุฒิสภาสหรัฐ เพื่อทำการพิจารณาเป็นลำดับต่อไป

ร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของพรรครีพับลิกันมีเนื้อหาที่ครอบคลุมถึงการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงสู่ระดับ 20% จากปัจจุบันที่ระดับ 35% และการลดจำนวนขั้นบันไดของการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จาก 7 ขั้น เหลือเพียง 4 ขั้น คือ 12%, 25%, 35% และ 39.6%

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับดังกล่าวจะถูกส่งให้กับวุฒิสภาสหรัฐ อย่างไรก็ตาม สมาชิกพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาได้เปิดเผยร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับของวุฒิสภาเองเมื่อวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเนื้อหาหลักในร่างกฎหมายมีความแตกต่างจากฉบับของสภาผู้แทนราษฎร จึงส่งผลให้เกิดความไม่แน่แนอนว่า วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ จะสามารถประสานความแตกต่างในเนื้อหาเหล่านี้ ให้ลงตัวได้หรือไม่

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560)

กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้น 10,000 ราย สู่ระดับ 249,000 รายในสัปดาห์สิ้นสุดในวันที่ 11 พ.ย. ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 6 สัปดาห์ และสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลง 4,000 รายสู่ระดับ 235,000 ราย

อย่างไรก็ดี ตัวเลขผู้ที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกยังคงอยู่ต่ำกว่า 300,000 ราย เป็นสัปดาห์ที่ 140 ติดต่อกัน ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2513

ส่วนตัวเลขค่าเฉลี่ย 4 สัปดาห์ของจำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ซึ่งถือเป็นมาตรวัดตลาดแรงงานที่ดีกว่า เนื่องจากขจัดความผันผวนรายสัปดาห์ เพิ่มขึ้น 6,500 ราย สู่ระดับ 237,750 รายในสัปดาห์ที่แล้ว

สำหรับจำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องในรอบสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 4 พ.ย. มีจำนวนลดลง 44,000 ราย มาอยู่ที่ระดับ 1.860 ล้านราย ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2516 และลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลงสู่ระดับ 1.895 ล้านราย

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560)

SINGAPORE (ICIS)--Styrene butadiene rubber (SBR) prices in Asia are facing downward pressure in the near term from continued price weakness of rival product natural rubber (NR) and slumping values of feedstock butadiene (BD).

“It is a buyers’ market. Buyers are waiting for the SBR price to drop to around or below $1,500/tonne [CFR SE Asia] due to the weak NR and feedstock BD decline,” a trader said.

On 8 November, weekly SBR non-oil grade 1502 prices were assessed at $1,550-1,600/tonne CFR (cost and freight) southeast (SE) Asia, down by $150/tonne from early October, ICIS data showed.

NR prices, on the other hand, have continued to weaken this week. At midday, SMR 20 tyre grade NR stood at $1,388/tonne FOB (free on board) Malaysia at the Malaysian Rubber Exchange, down from the October average of $1,445/tonne FOB Malaysia.

NR and SBR are competing feedstocks in the production of tyres for the automotive industry and their prices tend to impact each other.

Sluggish demand from the downstream tyre makers is also weighing down on regional SBR prices.

“Tyre makers are adopting a cautious stance in light of the bearish sentiment and unwilling to build up their [SBR] inventories towards the fiscal year end,” a supplier said.

But major Asian SBR makers are unwilling to lower their SBR 1502 prices in spite of the recent plunge in BD prices, citing a margin squeeze.

On 10 November, spot BD prices were assessed at $975/tonne CFR NE Asia, down by 26% from 6 October, ICIS data showed.

“The feedstock BD cost was much higher in October, so we cannot drop the SBR 1502 price below $1,550/tonne CFR SE Asia or we will have no margins,” an Asian SBR maker said.

Focus article by Helen Yan

Picture: Electric car assembly line n Zhejiang, China. Styrene butadiene rubber (SBR) is a raw material for the production of tyres for the automotive industry. (Source: Imaginechina/REX/Shutterstock)

Source : https://www.icis.com

Products such as neodymium-based performance butadiene rubber (Nd-PBR) and solution styrene butadiene rubber (S-SBR) are chief ingredients of high performance rubber. These products represent the family of synthetic rubbers derived from styrene and butadiene. Nd-PBR is chiefly used in manufacturing the treads and side walls of "Green Tires" whereas S-SBR is used as the chief tread compound of "Green Tires". Addition of these products makes tires safe, lessens rolling resistance, improves grip on wet road and increases fuel efficiency, provides high resistance to abrasion and thus makes them more durable. Increasing popularity of high performance rubber in the market is enabling market players such as Germany's LANXESS to develop new production capacities and targets. High performance rubber finds application in the automotive industry such as in tires manufacturing.

The automotive rubber market is expected to witness a shift to high performance rubber from commodity products as high performance rubber has many superior qualities such as making tires safe, increases grip on wet roads, increases rolling resistance and more. Studies show that Green Tires enable lesser fuel consumption up to 5%-7% and have a faster price amortization rate when compared to various other fuel saving techniques in vehicles. Moreover, regulatory authorities are focusing to lower the environmental footprint of transport. One such step in this direction is taken by the European regulatory body which is expected to launch a new labeling regulation in Europe from 1 November 2012. Here, tires will be classified on the basis of impact on fuel consumption, noise level and wet-weather capabilities. This will have a positive impact on the high performance tires market.

Source : http://www.mynewsdesk.com