ข่าวเด่น

ส่งออกไตรมาส 2 ยังไมฟื้น รายใหญ่ยอดติดลบถ้วนหน้า/สรท.จ่อปรับทั้งปีโต 0% (08/04/2559)

ผลประกอบการบริษัทส่งออกรายสินค้าไตรมาส 1/59 ไร้ปาฏิหาริย์ ค่ายยักษ์ใหญ่ยางพารา ข้าว กุ้ง ผักผลไม้ การ์เมนต์ อัญมณีวืดเป้า ยอดติดลบถ้วนหน้าขณะไตรมาส 2 เสียงแตกทั้งคาดหวังดีขึ้น และยังไม่โงหัว ระบุปัจจัยหลักจากเศรษฐกิจคู่ค้าหลักทั้งอียู ญี่ปุ่น จีนยังกู่ไม่กลับ ตลาดสหรัฐฯ ยังไม่น่าไว้ใจ ด้านสภาผู้ส่งออกฟันธงส่งออกไตรมาส 2 ดีสุดขยายตัว 0% เล็งปรับคาดการณ์ส่งออกทั้งปีเหลือ 0%

จากมูลค่าการ ส่งออกของไทยในเดือนกุมภาพันธ์ล่าสุดได้พลิกกับมาเป็นบวกใน รอบ 13 เดือนโดยขยายตัวที่ 10.27% ส่งผลให้ช่วง 2 เดือนแรกของปี 2559 การส่งออกของไทยมีมูลค่า 3.47 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวที่ 0.67% แต่ทั้งนี้หากตัดมูลค่าการส่งออกทองคำที่ซื้อมาขายไปและอาวุธยุทธโธปกรณ์ออก ไปจะทำให้การส่งออกเดือนกุมพันธ์ยังติดลบที่ 3.75% อย่างไรก็ดีเพื่อให้เห็นถึงภาพที่แท้จริงของการส่งออกรายกลุ่มสินค้าในไตร มาสแรกของปีนี้ “ฐานเศรษฐกิจ”ตรวจสอบผู้ส่งออกในหลายกลุ่มสินค้าพบในภาพรวมมีผลประกอบการที่ ลดลง

ยางไทยฮั้ววูบ-หวังQ2กระเตื้อง

นายหลักชัย กิตติพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด(มหาชน) (บมจ.)เปิดเผยว่า ยอดส่งออกของบริษัทในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้มีมูลค่าที่ลดลงจากช่วงเดียวกัน ของปีก่อนเกือบ 10% ส่วนด้านปริมาณถืออยู่ในระดับที่ทรงตัวใกล้เคียงกับปีที่แล้ว แสดงให้เห็นว่ามูลค่าที่ลดลงเป็นผลสืบเนื่องจากราคายางพาราในตลาดโลกปรับตัว ดลง ส่วนปริมาณที่ทรงตัวสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของตลาดที่ยังมี สำหรับในไตรมาสที่ 2 บริษัทคาดหวังคำสั่งซื้อ(ออเดอร์) และราคาสินค้ายางพาราจะปรับตัวดีขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่คาดว่าจะ เริ่มมีเสถียรภาพ และราคาสูงขึ้น

“ขณะนี้ออเดอร์ของบริษัทในเดือน เมษายนเริ่มมีเข้ามาแล้ว ดังนั้นคาดในไตรมาสที่ 2 ยอดส่งออกน่าจะดีขึ้น แต่ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจของจีนซึ่งเป็นตลาดยางพาราใหญ่สุดของ บริษัทสัดส่วน 50% แต่ปีนี้จะลดลงเหลือ 40% แต่ก็ยังเชื่อว่าจีนจะเอาอยู่ และตลาดยางในจีนน่าจะดีขึ้น แต่เพื่อกระจายความเสี่ยงทางบริษัทได้หาตลาดใหม่โดยเน้นไปที่อิหร่านและ อินเดียเพิ่มขึ้น โดยทั้งปีนี้ยอดขายภาพรวมของบริษัทตั้งเป้าไว้ที่ 5 แสนตัน มูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท จากปี 2558 มียอดขาย 4.3 แสนตัน มูลค่า 2.1 หมื่นล้านบาท”

เอเซียโกลเด้นฯลุ้นทั้งปียังโต

สอดคล้องกับนายสมบัติ เฉลิมวุฒินันท์ ประธานบริษัท เอเซีย โกลเด้นไรซ์ จำกัด (บจก.)ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่สุดของประเทศที่เผยว่า ภาพรวมการส่งออกข้าวของบริษัทไตรมาสที่ 1/2559 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบตัวเลขว่าลดลงมาก น้อยเพียงใด ซึ่งเป็นผลจากแอฟริกาตลาดข้าวใหญ่สุดของบริษัท และของไทยมีกำลังซื้อที่ลดลงจากหลายประเทศในแอฟริกาเป็นผู้ส่งออกน้ำมันที่ มีราคาลดลง ขณะที่ผลผลิตข้าวของไทยในช่วงนี้ก็ลดลงจากผลกระทบภัยแล้ง ทำให้ผู้ประกอบการขาดแคลนข้าวในการส่งออก ในช่วงจากนี้ไปน่าจะเป็นโอกาสของกระทรวงพาณิชย์ในการระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาล

อย่างไรก็ตามยังคาดการส่งออกข้าวของบริษัทในไตรมาสที่ 2 น่าจะยังไม่ดี เพราะไม่มีข้าวส่งออก ซึ่งคงต้องพึ่งพาการประมูลข้าวในสต๊อกรัฐบาลเป็นหลัก รวมถึงในครึ่งปีหลังการส่งออกข้าวจะดีขึ้นหรือไม่ ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น จะมีฝนตกตามฤดูกาลเพื่อให้ชาวนามีน้ำทำนารอบใหม่มากน้อยเพียงใด และจะมีผลผลิตข้าวใหม่ออกสู่ตลาดมากน้อยแค่ไหน รวมถึงตลาดแอฟริกาตลาดข้าวใหญ่สุดของไทยสัดส่วนกว่า 30%ของการส่งออกจะกลับมาดีขึ้นหรือไม่ และถ้าหากตลาดแอฟริกาไม่ดีขึ้น จะได้ตลาดอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ที่ประสบภัยแล้งเช่นเดียวกับไทยมาชดเชยหรือไม่ โดยในปีนี้บริษัทยังตั้งเป้าหมายยอดขายเชิงปริมาณไว้ที่ 17-18% ของการส่งออกข้าวในภาพรวมของไทยเช่นเดิม(ปี 2558 บริษัทส่งออกข้าวได้กว่า 1.6 ล้านตัน)

กุ้งขาดแคลนทำยอดดิ่ง

ส่วนในสินค้ากุ้งนางอำไพ หาญไกรวิไลย์ กรรมการผู้จัดการ บจก.ไทยรอแยลฟรอเซนฟู๊ด กล่าวว่า มูลค่าการส่งออกสินค้ากุ้งของบริษัทในไตรมาสแรกของปีนี้ลดลงปริมาณ 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากปริมาณวัตถุดิบกุ้งในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยวัตถุดิบป้อนโรงงานในช่วงต้นปีมีเพียง 10-20 ตันต่อวัน จากปลายปีที่ผ่านมามี 30-40 ตันต่อวัน ส่วนแนวโน้มการส่งออกกุ้งของบริษัทในไตรมาสที่ 2 ยังไม่แน่ใจ ว่าจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ คงขึ้นอยู่กับปริมาณกุ้งของเกษตรกรว่าการเลี้ยงจะมีอัตรารอดมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ในปี 2559 บริษัทตั้งเป้าหมายมูลค่าส่งออกจะเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่ 20% ซึ่งคงต้องลุ้นในเรื่องวัตถุดิบ(ปี 2558 ไทยผลิตกุ้งได้ประมาณ 2.3 แสนตัน)

แล้งกระทบค่ายผักผลไม้

นางปภาวี สุธาวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บจก.สวิฟท์ ผู้ส่งออกผักผลไม้ กล่าวว่า จากภัยแล้ง รวมถึงพายุฤดูร้อนส่งผลให้บริษัทมีอุปสรรคเรื่องวัตถุดิบป้อนโรงงานมีน้อย โดยทั้งมะม่วงน้ำดอกไม้ และหน่อไม้ฝรั่งที่เป็นสินค้าส่งออกหลักมีปริมาณที่ลดลงถึง 40% ส่วนมะม่วงพันธุ์มหาชนกที่จะมีผลผลิตในเดือนเมษายน ก็ยังต้องลุ้นว่าผลผลิตของเกษตรกรที่เป็นคอนแทร็กฟาร์มของบริษัทจะมีมากน้อย เพียงใด

“ช่วงนี้เราไม่มีของพอที่จะส่งให้ลูกค้า ทั้งที่ตลาดมะม่วงในญี่ปุ่น และเกาหลีซึ่งเป็นลูกค้าหลักยังมีความต้องการมาก แต่ก็คาดหวังในไตรมาสที่ 2 รวมถึงในไตรมาสที่ 3-4 ของปีนี้สภาพดินฟ้าอากาศจะดีขึ้น และมีผลผลิตและส่งออกได้มากขึ้น แต่ภาพรวมยอดทั้งปีดูแล้วคงลดลงจากปีที่ผ่านมา”

ทองไทยชี้เหตุไม่กระเตื้อง

ขณะที่ในสินค้าอุตสาหกรรมประเภทเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม(การ์เมนต์) นายเดช พัฒนเศรษฐพงษ์ ผู้จัดการใหญ่ ทองไทยกรุ๊ป กล่าวว่า ยอดส่งออกของกลุ่มในไตรมาสแรกของปีนี้ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี ที่แล้ว เพราะทางกลุ่มกับลูกค้ายังไม่ได้มีแผนการพัฒนาสินค้าร่วมกัน แต่แผนจะเริ่มตั้งแต่ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้เป็นต้นไป โดยจะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านรูปแบบของสินค้าในรูปแบบใหม่ๆ ปัจจุบันทางกลุ่มมีฐานผลิตทั้งในไทย ลาว และเมียนมา คาดในปีนี้หากมียอดขายในระดับเดียวกับปีที่ผ่านมาที่ประมาณ 3 พันกว่าล้านบาทก็น่าจะพอใจแล้ว

แพรนด้าฯลดตามทอง10%

ส่วนนางประพีร์ สรไกรกิติกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แพรนด้า จิวเวลรี่ กล่าวว่าในเบื้องต้นยอดขายในแง่มูลค่าของบริษัทในไตรมาสแรกของปีนี้น่าจะลด ลงประมาณ 10% ตามราคาวัตถุดิบทอง และวเงินที่ลดลง แต่ในเชิงปริมาณถือว่าไม่ได้ลดลง แนวโน้มในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ในส่วนของตลาดสหรัฐฯซึ่งเป็นตลาดส่งออกสัดส่วนเกือบ 40% ของบริษัทคาดจะฟื้นตัวดีขึ้น ดังนั้นจึงจะเน้นการส่งออกไปสหรัฐฯให้มากขึ้น ขณะที่ตลาดยุโรปยังไม่ดี แต่คาดหวังการส่งออกของบริษัทในครึ่งปีหลังจะเพิ่มขึ้น จากบริษัทได้ขยายจุดขายสินค้าในแบรนด์ของบริษัทเองในต่างประเทศเพิ่มขึ้นใน ปีนี้เพิ่มขึ้น เน้นกลุ่มอาเซียน ซึ่งจะมีส่วนสำคัญให้บริษัทบรรลุเป้าหมายยอดขายขยายตัวได้ที่ 20% ได้ในปีนี้

บิวตี้เจมส์ตั้งรับดียังไปได้

นายสุริยน ศรีอรทัยกุล กรรมการผู้จัดการ บจก.บิวตี้เจมส์ บริษัทอัญมณีและเครื่องประดับของคนไทยรายใหญ่สุดของประเทศ กล่าวว่า ช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ยอดขายของบริษัทยังขยายตัวที่ 2.7% ขณะที่ยอดขายเชิงปริมาณเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากสินค้ามีราคาถูกลงตามต้นทุนวัตถุ ดิบ โดยตลาดสหรัฐฯซึ่งเป็นตลาดหลักสัดส่วน 45% ของบริษัทยังขยายตัวต่อเนื่อง ส่วนตลาดยุโรปสัดส่วน 15% ยังค่อนข้างนิ่ง

“แนวโน้มไตรมาส 2 ในเดือนเมษายนติดสงกรานต์ถือเป็นช่วงโลว์ แต่ในเดือน 5-6 เราจะไปออกงานแฟร์ที่ลาสเวกัสจะมียอดรับออเดอร์เพิ่ม และในปลายปีก็จะมีออเดอร์ช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ ซึ่งทั้งปี้เราตั้งเป้ายอดรายได้เฉพาะบิวตี้เจมส์ไม่รวมของเครือจะขยายตัว เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 5% หรือมียอดขาย 4.7-4.8 พันล้านบาท จากปี 2558 มียอดขาย 4.5 พันล้านบาท”

สรท.คาดQ1-Q2ยังไม่โงหัว

ด้านนายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก กล่าวว่า การส่งออกในเดือนมีนาคมของปีนี้จะกลับเข้าสู่ภาะปกติ โดยไม่มีตัวเลขการส่งออกทองคำและอาวุธยุทธโธปกรณ์เข้ามาช่วย คาดจะส่งออกได้ไม่เกิน 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับเดือนมีนาคม 2558 ที่ส่งออกได้ 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะทำให้การส่งออกในเดือนมีนาคมติดลบ 5% เมื่อรวมกับ 2 เดือนแรกที่ขยายตัว 0.67% จะส่งผลให้การส่งออกไตรมาสแรกของปีนี้ติดลบที่ 5.86%

ส่วนไตรมาสที่ 2 ทางสรท.ยังไม่ได้หารือเพื่อวิเคราะห์แนวโน้ม แต่ส่วนตัวมองว่ายังมีโอกาสโต 0% หรือติดลบ เพราะสถานการณ์ของโลกตอนนี้แย่ลง ทั้งเศรษฐกิจของจีน ญี่ปุ่น และยุโรป ที่ยังมีปัญหาและจากการก่อการร้าย ขณะที่ตลาด CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ซึ่งเป็นตลาดความหวังการส่งออกจะขยายตัว แต่การส่งออกของไทยไปยังตลาดนี้ในเดือนกุมพาพันธ์ล่าสุดติดลบ (-5.8%) หากในเดือนมีนาคมติดลบอีกก็จะทำให้การส่งออกของไทยในไตรมาส 2 ยิ่งแย่ลง ส่วนตลาดสหรัฐฯอีกหนึ่งความหวังก็ไม่เชื่อว่าจะขยายตัวมากในไตรมาสที่ 2

รายตลาด-รายสินค้าเหนื่อย

“ดูตลาดแล้วไม่เห็นมีตลาดไหนจะโตเลย และหากพิจารณาสินค้าส่งออก 3 รายการใหญ่ที่ คิดเป็นสัดส่วน 39% ได้แก่ รถยนต์ เครื่องอิล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า การส่งออกก็มีแนวโน้มยังไม่ค่อยดี เช่น ยุโรปนำเข้ารถยนต์มาก แต่เศรษบฐกิจแบบนี้เชื่อว่าก็เริ่มอิ่มตัว และไม่บวกมากเท่าไหร่ , เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ตอนนี้ก็กำลังจะเปลี่ยนรุ่น,เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายค่ายก็ย้ายฐานจากไทยไปผลิต ใน CLMV เพื่อทดแทนนำเข้า”นายนพพรกล่าว

นอกจากนี้ในสินค้าอื่นๆ เช่น การ์เมนต์ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติดที่ติดลบมาหมดในช่วง 2 เดือนแรก อาจจะขยายตัวดีขึ้นเป็น 0% ตามราคาน้ำมันที่อาจจะกระเตื้องขึ้นเล็ก มองอย่างนี้ยังไม่เห็นมีสินค้าอะไรเป็นบวก ดังนั้นในตรมาส 2 ส่งออกดีที่สุดคือโต 0%

เล็งปรับคาดการณ์ทั้งปีโต 0%

นายนพพร กล่าวอีกว่า หากตัวเลขการส่งออกในเดือนมีนาคมติดลบตามคาดที่ 5% และไตรมาสแรกติดลบ 5.8% ทาง ภาผู้ส่งออกอาจพิจารณาปรับคาดการณ์ส่งออกปี 2559 ทั้งปีใหม่ โดยอาจจะขยายตัวเป็น 0% หรือติดลบ(เดิมคาดโต 0-2%) ซึ่งเป็นผลจาก 5 ปัจจัยหลักคือ 1.เศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว และมีแนวโน้มแย่ลง เพราะหลายประเทศอยู่ในช่วงของการปฏิรูปประเทศ 2.สงครามค่าเงินจะกระทบการค้าระหว่างประเทศ 3.โลกอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนสู่เทคโนโลยีใหม่ ทำให้การลงทุนเพื่อการค้าชะลอตัว 4. ภัยแล้ง ภัยพิบัติต่างๆ และ 5.การก่อการร้ายที่คาดจะมีอีก

 

 

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจออนไลน์ (08/04/2559)

Rate this item
(0 votes)
Super User

ผู้ดูแลระบบ