IMF คาด ศก.ไทยโต 3% (31/03/2559)

ทีดีอาร์ไอมั่นใจมาตรการรัฐ 3 รอบกระตุ้นจีดีพี

ไอเอ็มเอฟคาดเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัว 3% และขยายตัว 3.2% ในปี 2560 หลังมีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมเสนอให้ไทยดำเนินการใน 3 เรื่องสำคัญ ขณะที่ทีดีอาร์ไอประเมินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทั้ง 3 รอบช่วยกระตุ้นจีพีดีเพิ่มแค่ 0.2-0.4% ขณะที่ปัญหาภัยแล้งรุนแรงฉุดเศรษฐกิจร่วง 0.5%

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่า ผลการประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยประจำปี59 โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศไทย (ไอเอ็มเอฟ) โดยระบุว่า เศรษฐกิจไทยปี 2558 เริ่มฟื้นตัว หลังจากที่ชะลอลงในช่วงก่อนหน้าจากปัญหาทางการเมือง โดยขยายตัวได้อยู่ที่ 2.8 หากมองไปข้างหน้า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 3% ในปี 2559 และขยายตัว 3.2% ในปี 2560

ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นที่ปรับดีขึ้นและราคาพลังงานที่อยู่ในระดับต่ำจะมีส่วนช่วย สนับสนุนการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชน อีกทั้งการลงทุนภาครัฐยังจะเป็นแรงส่งทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยการลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้นจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนในระยะ ต่อไป ในส่วนของอัตราเงินเฟ้อทั่วไป คาดว่าจะกลับเป็นบวกได้ในปี59 แต่อาจใช้เวลาในการปรับเข้าสู่ค่ากลางของเป้าหมายเงินเฟ้อ สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัด คาดว่าจะทยอยปรับลดลงและอุปสงค์ในประเทศที่ปรับดีขึ้น

เจ้าหน้าที่ไอเอ็มเอฟมองความเสี่ยงต่อ เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าว่า มาจากปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของจีนที่อาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัวมาก ขึ้น และส่งผลกระทบเชิงลบต่อประเทศคู่ค้า นอกจากนี้ ความผันผวนของตลาดการเงินโลกอาจก่อให้เกิดการไหลออกของเงินทุน และทำให้ภาวะการเงินโดยรวมตึงตัวขึ้น สำหรับปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศ ได้แก่ การเบิกจ่ายในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ ซึ่งหากล่าช้ากว่าคาดจะกระทบอุปสงค์ในประเทศได้ และหากเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องนานกว่าที่คาด อัตราดอกเบี้ยและภาระหนี้ที่แท้จริงจะปรับสูงขึ้น โดยหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงอาจส่งผลต่อการบริโภค และในกรณีที่สถานการณ์รุนแรงอาจส่งผลต่อฐานะของสถาบันการเงินได้

อย่างไรก็ตาม พื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่งของไทยจะเอื้อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ทั้ง ในระยะสั้นและระยะยาว โดยเสนอให้ทางการไทยดำเนินการใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคแบบผ่อนคลายที่สอดคล้องกับเป้าหมายการเจริญเติบโต ทั้งระยะสั้นและระยะยาว 2) รักษาเสถียรภาพการเงิน และ 3) เพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจ

โดยคณะเจ้าหน้าที่ไอเอ็มเอฟเห็นด้วยกับการ ดำเนินนโยบายการคลังแบบผ่อนปรนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้กรอบความยั่งยืน ทางการคลัง ความน่าเชื่อถือของการดำเนินนโยบายการคลังด้วย ทั้งนี้ คณะเจ้าหน้าที่ไอเอ็มเอฟเสนอให้ทยอยปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นประมาณ 10% เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวชัดเจนแล้ว

สำหรับนโยบายการเงินอาจผ่อนคลายได้เพิ่ม เติม เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและช่องว่างการผลิตยังติดลบ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานและเงินเฟ้อคาดการณ์อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงยังมีความเสี่ยงด้านต่ำอื่นๆ โดยการสื่อสารที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยยึดเหนี่ยว การคาดการณ์เงินเฟ้อให้ดียิ่งขึ้น ภายใต้ภาวะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายเข้าใกล้ศูนย์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ไอเอ็มเอฟเห็นว่ากรอบนโยบายการเงินของไทยมีมาตรฐานความโปร่ง ใสในระดับสูงและเห็นด้วยกับการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อทั่วไปในระยะปานกลาง ซึ่งการสื่อสารเป้าหมายดังกล่าวแก่สาธารณชนที่ชัดเจนขึ้นจะช่วยเพิ่ม ประสิทธิผลของของนโยบายด้วย

นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันอยู่ในภาวะซบเซา การส่งออกลดลง และประเทศกำลังประสบหาภัยแล้งที่รุนแรง

ดังนั้นการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ของรัฐบาลก็เพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักลทุน ซึ่งจะมีผลด้านจิตวิทยาในระยะสั้นเท่านั้น และไม่น่าจะทำให้เกิดปัญหาต่อเศรษฐกิจระยะยาว

สำหรับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของ รัฐบาลที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และที่กำลังจะเสนอคณะรัฐมนตรี หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 3 นี้ ทีดีอาร์ไอ ประเมินว่า จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวเพิ่มได้ 0.2-0.4% แต่ปัญหาภัยแล้งในปีนี้ก็มีความรุนแรงมากคาดว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทย 0.5%

ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง (วันที่ 30 มีนาคม 2559)

Rate this item
(0 votes)
Super User

ผู้ดูแลระบบ