@ ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก หลังตัวเลขจ้างงานสหรัฐเพิ่มน้อยกว่าคาด (07/11/2560)

ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (6 พ.ย.) หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐระบุว่า ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนต.ค.มีการขยายตัวน้อยกว่าคาดการณ์ ขณะที่ตัวเลขค่าแรงต่อชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อนั้น ซบเซาลงด้วยเช่นกัน

ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยนที่ระดับ 113.80 เยน จากระดับ 114.17 เยน และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิสที่ระดับ 0.9979 ฟรังก์ จากระดับ 1.0007 ฟรังก์

ยูโรแข็งค่าขึ้นแตะระดับ 1.1612 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1608 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะระดับ 1.3165 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3069 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นแตะระดับ 0.7681 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7650 ดอลลาร์

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง โดยดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ปรับตัวลง 0.21% แตะที่ 94.742 เมื่อคืนนี้

ปัจจัยที่ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงนั้น มาจากรายงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐซึ่งระบุว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นต่ำกว่าคาดในเดือนต.ค. โดยปรับตัวขึ้นเพียง 261,000 ตำแหน่ง ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะพุ่งขึ้น 310,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 4.1% ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะทรงตัวที่ 4.2%

ก่อนหน้านี้ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนก.ย.เพิ่มขึ้นเพียง 18,000 ตำแหน่ง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากพายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ และเออร์มา ซึ่งทำให้ภาคธุรกิจในรัฐเท็กซัส ฟลอริดา และอีกหลายรัฐทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐต้องปิดกิจการ ส่งผลให้แรงงานจำนวนมากประสบภาวะตกงานชั่วคราว

ขณะเดียวกัน ตัวเลขรายได้ หรือค่าแรงต่อชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน ลดลง 1 เซนต์/ชั่วโมงในเดือนต.ค. และเพิ่มขึ้นเพียง 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขการเพิ่มขึ้นรายปีที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.ปีที่แล้ว หลังจากที่พุ่งขึ้น 2.9% ในเดือนก.ย.

ทั้งนี้ ตัวเลขรายได้ต่อชั่วโมงนับเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์จากธนาคารโซซิเอเต เจเนอรัล กล่าวว่า นักลงทุนได้ซึมซับกระแสคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ. ค. โดย CME Group ระบุว่า จากการใช้เครื่องมือ FedWatch วิเคราะห์ภาวะการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ พบว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่ามีโอกาสเกือบ 100% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2560)

Rate this item
(0 votes)