@ กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.15-33.55 จับตาเลือกประธานเฟดคนใหม่ (31/10/2560)

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่ามีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 33.15-33.55 ต่อดอลลาร์ เทียบกับระดับปิดอ่อนค่าที่ 33.30 ต่อดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยยังคงปรับสูงขึ้น โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นและพันธบัตรรัฐบาลไทยมูลค่า 3.6 พันล้านบาท และ 4.9 พันล้านบาท ตามลำดับ

ในสัปดาห์ที่แล้ว เงินดอลลาร์แข็งค่าเทียบสกุลเงินหลัก หลังรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด และความหวังที่ประธานาธิบดีทรัมป์อาจเลือกนายจอห์น เทย์เลอร์ ผู้สมัครสายเหยี่ยวที่เน้นนโยบายการขึ้นดอกเบี้ย มาเป็นประธานเฟดคนใหม่ ส่วนยูโรอ่อนค่าสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน เนื่องจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ออกแถลงการณ์ว่าอาจยืดระยะเวลาการซื้อสินทรัพย์ออกไปหลังเดือนกันยายน 2561 รวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบหลังแคว้นกาตาลุญญาประกาศแยกตัวเป็นอิสระจากสเปน

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี มองว่าตลาดจะจับตาปฏิกิริยาจากธนาคารกลางทั่วโลกต่อผลการเลือกประธานเฟดคน ใหม่ที่จะประกาศอย่างเป็นทางการในสัปดาห์นี้ โดยดอลลาร์อ่อนค่าลงในช่วงเปิดการซื้อขายเช้านี้ หลังมีกระแสข่าวประธานาธิบดีทรัมป์อาจแต่งตั้งนายเจอโรม พาวเวลล์ ผู้สมัครที่สนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป มารับตำแหน่งต่อจากนางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟดคนปัจจุบัน หากนายเพาเวลล์ได้รับเลือกตามที่เราและตลาดคาดไว้ ดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลง ในทางกลับกัน หากนายจอห์น เทย์เลอร์ ได้รับเลือก ดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน ทิศทางตลาดในช่วงนี้ จะยังขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญชุดใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อการปรับสมดุลนโยบายการเงินของเฟด รวมถึงของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในส่วนตัวเลขเศรษฐกิจไทย ตลาดจะจับตามองทิศทางดัชนีราคาผู้บริโภค แม้เงินเฟ้อน่าจะยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ นอกจากเฟด ตลาดจะจับตาดูความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ที่จะมีการประชุมดอกเบี้ยนโยบายในสัปดาห์นี้ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ คาดว่าบีโออีจะมีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ส่วนบีโอเจและเฟดจะแสดงทิศทางในเชิงบวกโดยรวมต่อสถานการณ์การฟื้นตัวทาง เศรษฐกิจ แม้ยังคงดอกเบี้ยนโยบายที่อัตราเดิม

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 30 ตุลาคม 2560)

Rate this item
(0 votes)