@หนุนไทยไปลงทุนนอก เมียนมา-เวียดนาม-อินโดฯ (24/10/2560)

ดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า สำหรับปีงบประมาณ 2561 บีโอไอมีการส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น โดยจะขยายศูนย์ส่งเสริมการลงทุนในประเทศในอาเซียน 3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์ย่างกุ้ง เมียนมา ศูนย์ฮานอย เวียดนาม และศูนย์จาการ์ตา อินโดนีเซีย สอดคล้องกับศักยภาพในการที่ไทยออกไปลงทุนในประเทศดังกล่าวเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันนักลงทุนไทยออกไปลงทุนที่เมียนมาเฉลี่ยประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท เวียดนาม 8,000 ล้านบาท และอินโดนีเซีย 300 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีแผนชักจูงการลงทุน (โรดโชว์) ในประเทศเป้าหมายเดิมและรายใหม่ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ไต้หวัน และประเทศต่างๆ ในยุโรปและอเมริกา เป็นต้น เนื่องจากนักลงทุนในประเทศเป้าหมายมีความสนใจออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น

"ส่วนการทำตลาดในประเทศก็ยังคงดำเนินการต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มนักลงทุนไทยและกลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในไทยอยู่แล้ว เนื่องจากเป็น กลุ่มสำคัญที่จะไปสื่อสารกับทางบริษัทแม่ ว่าเราให้การดูแลและสอบถามการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เป็นกลุ่มสำคัญที่เราต้องให้การสนับสนุน ขณะเดียวกันช่วงต้นปีหน้าก็จะมีการจัดสัมมนาใหญ่เพื่อชี้แจงการลงทุน" ดวงใจ กล่าว

สำหรับผลจากกิจกรรมการเยือนประเทศไทยเพื่อเยี่ยมชมพื้นที่อีอีซีของนักลงทุนญี่ปุ่นที่มาพร้อมกับกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหรรมของญี่ปุ่น (เมติ) นั้น บีโอไอเตรียมจะเดินทางไปชักจูงนักลงทุนดังกล่าวที่ประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง โดยปัจจุบันยังคงเป็นนักลงทุนอันดับหนึ่งที่เข้ามาลงทุนในไทย

อย่างไรก็ตาม จากการรวบรวมตัวเลขการลงทุนในพื้นที่อีอีซี พบว่า นักลงทุนให้ความสนใจเข้ามาลงทุน ต่อเนื่อง และเข้ามาก่อนที่นโยบาย อีอีซีจะประกาศด้วย โดยตั้งแต่เดือน พ.ค. 2557 ถึงเดือน ก.ย. 2560 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่อีอีซีจำนวน 1,561 โครงการ มูลค่า 1.1 ล้านล้านบาท

ดวงใจ กล่าวว่า นอกจากนี้ มาตรการที่บีโอไอจะให้ความสำคัญมากขึ้น 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.การพัฒนาคน โดยบีโอไอได้ให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมตามคุณค่าของโครงการ ที่นำค่าใช้จ่ายการพัฒนาคนมาหักค่าใช้จ่ายได้ 2.ส่งเสริมภาคเกษตร โดยบีโอไอได้รับมอบหมายให้เชื่อมโยงยุทธศาสตร์ภาคที่มีลักษณะเดียวกับการพัฒนาอีอีซีที่ขณะนี้กำลังหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) 3.การกระตุ้นการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐมุ่งให้เกิดขึ้นในพื้นที่อีอีซี เช่น อากาศยาน อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) 4. การสนับสนุนและพัฒนา เอสเอ็มอี ซึ่งปัจจุบันก็มีมาตรการส่งเสริมอยู่แล้วแต่จะส่งเสริมให้เป็นแบบครบวงจรมากขึ้น และ 5.การบริการของบีโอไอ ที่จะปรับปรุงให้เป็นระบบอี-เซอร์วิสบริการที่ดีกว่าเดิม

ขณะที่ วัลยา จิราธิวัฒน์ นายกสมาคมศูนย์การค้าไทย เปิดเผยว่า จากแนวทางการลงทุนของธุรกิจศูนย์การค้าดังกล่าวจะส่งผลให้ในปี 2562 พื้นที่ค้าปลีกของสมาชิกสมาคมศูนย์การค้าไทยจะมีพื้นที่รวมกันจากกว่า 8 ล้านตารางเมตร (ตร.ม.) เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 9.1 ล้าน ตร.ม. จากจำนวนศูนย์การค้าของสมาคมที่เปิดให้บริการทั้งหมดประมาณ 107 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจากการขยายตัว ดังกล่าวส่งผลให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมค้าปลีกคิดเป็นอัตราส่วน 15% ของ จีดีพีประเทศ

วัลยา กล่าวต่อไปว่า ภาพรวมของธุรกิจศูนย์การค้าในปีนี้คาดว่าจะเติบโตได้ที่ประมาณ 4-5% ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2562 ซึ่งสิ่งที่อยากให้ ภาครัฐเข้ามาช่วยผลักดันกำลังซื้อ ในช่วง 2 เดือนสุดท้าย เพื่อให้ธุรกิจ ค้าปลีกกลับมาคึกคัก คือ การมีมาตรการช็อปช่วยชาติที่เพิ่มวงเงินสูงกว่า1.5 หมื่นบาท

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันที่ 18 ตุลาคม 2560

 

Rate this item
(0 votes)