ข่าวสารด้านยางพารา

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวไร้ทิศทางในวันนี้ หลังการเปิดเผยตัวเลขยอดขายบ้านมือสองที่พุ่งขึ้นเกินคาด โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐประเภทอายุ 10 ปี และ 30 ปี ต่างก็ปรับตัวลง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐประเภทอายุ 5 ปี หรือน้อยกว่า ต่างก็ดีดตัวขึ้น ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลประเภทอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 2.363% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลประเภทอายุ 30 ปี ปรับตัวลงสู่ระดับ 2.769% ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองพุ่งขึ้นในเดือนต.ค.มากกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ขณะที่ผลกระทบจากพายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ และเออร์มาได้เบาบางลง อย่างไรก็ดี ภาวะขาดแคลนบ้าน ซึ่งส่งผลให้ราคาบ้านแพงขึ้น ยังคงเป็นปัจจัยกดดันตลาด ทั้งนี้ ยอดขายบ้านมือสองเพิ่มขึ้น 2.0% ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สู่ระดับ 5.48 ล้านยูนิต นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่ายอดขายบ้านมือสองจะเพิ่มขึ้น 0.7% สู่ระดับ 5.42 ล้านยูนิตในเดือนต.ค. ขณะเดียวกัน นักลงทุนจับตานางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งจะเข้าร่วมการเสวนากับนายเมอร์วิน คิง นักเศรษฐศาสตร์อังกฤษ ในวันนี้ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ และทิศทางอัตราดอกเบี้ย ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 22 พฤศจิกายน 2560)
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้มีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้น ในทิศทางเดียวกับตลาดต่างประเทศ โดยตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้ส่วนใหญ่จะปรับตัวขึ้น ตามตลาดสหรัฐฯ หลังผ่อนคลายเรื่องร่างกฏหมายปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ และภาพรวมผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนของสหรัฐฯก็ดูดีด้วย นอกจากนี้ บรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้น ยังมองไปที่เงินทุนไหลเข้า แม้ว่าจะเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นมาก ยังไม่ได้เข้าตลาดหุ้น แต่ก็ทำให้เห็นได้ว่า Fund Flow ยังอยู่ในประเทศ ระยะถัดไปอาจมีเงินทุนบางส่วนไหลเข้าตลาดหุ้นก็ได้ ทำให้ตลาดฯปรับตัวลงได้ยาก ส่วนกระทรวงพาณิชย์จะแถลงตัวเลขเศรษฐกิจเช้านี้ คาดว่าจะออกมาดี เนื่องจากได้รับโมเมนตัมเศรษฐกิจจีนที่มีการนำเข้า และสินค้าราคาเกษตรของไทยก็ไม่แย่ในช่วงที่ผ่านมา พร้อมแนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทแข็งค่า ไม่ว่าจะเป็นหุ้น RATCH, PTTEP เป็นต้น พร้อมให้กรอบการแกว่งไว้ที่ 1,705-1,717 จุด ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 22 พฤศจิกายน 2560)
กรุงเทพฯ--21 พ.ย.--การยางแห่งประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้ มีสื่อนำเสนอประเด็นการปฏิรูปการจัดการตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.กยท.พ.ศ.2558 โดยมีเนื้อหาอ้างถึงสาเหตุราคายาง และการเสนอหาทางออก ในฐานะที่ กยท.เป็นองค์กรหลักในการดูแลบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบ ชี้ เหตุผล หวังให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องต่อข้อมูล นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านบริหาร กล่าวว่า ในช่วงฤดูฝนของบางพื้นที่ เกษตรกรชาวสวนยางจะกรีดยางได้น้อยลง แต่ไม่ได้หมายความว่า ราคายางจะปรับสูงขึ้น เพราะยังมีผลผลิตในภาคอื่นๆ ของประเทศ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศผู้ปลูกยางรายใหม่ เช่น กัมพูชา อินเดีย หรือ เวียดนาม ก็เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เป็นปกติ ฉะนั้น ฝนตกไม่ใช่เพียงปัจจัยเดียวที่จะทำให้ราคายางปรับตัว ยกเว้นกรณีฝนตกหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจมีผลต่อปริมาณและความต้องการใช้ยาง เช่น ช่วง ธ.ค.59 – ก.พ. 60 หลายพื้นที่ภาคใต้ประสบน้ำท่วมเป็นเวลานาน เป็นต้น ที่สำคัญ ราคายาง ยังขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ ด้วย ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่ของโลกอย่างจีน สหรัฐฯ หรือญี่ปุ่น กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลต่อการซื้อขายเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการเก็งกำไร และความกังวลของนักลงทุนในตลาดล่วงหน้าที่ ส่งผลให้เกิดการชะลอซื้อ และกระทบต่อราคายางทั้งในตลาดล่วงหน้า ตลาดซื้อขายจริงในประเทศให้ปรับตัวตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม การให้ข้อมูลข่าวเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญต่อราคายางด้วยเช่นกัน ทุกภาคส่วนจึงต้องให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริง มีแหล่งอ้างอิงและตรวจสอบได้ "ทุกวันนี้ กยท. ได้เดินหน้า ขับเคลื่อนให้การสนับสนุนเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ตลอดจนผู้ประกอบกิจการยาง ตาม พ.ร.บ. กยท. พ.ศ.2558 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดเงินสนับสนุนเพื่อเป็นสวัสดิการให้พี่น้องชาวสวนยาง ไม่ว่าจะเป็นกรณีสวนยางประสบภัยธรรมชาติ เสียชีวิต และบรรเทาความเดือดร้อนโดยมีตัวแทนเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ปัจจุบันมูลค่าที่ใช้จ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการชาวสวนยาง รวมทั้งสิ้น31,619,500 บาท (ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 27 ต.ค. 60)" รอง ผวก. กยท. กล่าว นายสุนันท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาครัฐมีกระบวนการตรวจสอบสต๊อกยางตาม พ.ร.บ.ควบคุมยาง พ.ศ.2542 แต่การจำกัดปริมาณส่งออกยางซึ่ง กยท.เคยให้ข้อมูลไปแล้วว่า ที่ประชุมรัฐมนตรีของประเทศสมาชิก ITRC มีความเห็นร่วมกันว่า มาตรการนี้ จะนำมาใช้ก็ต่อเมื่อสภาวะราคาปรับลดลงในระดับหนึ่ง โดยมีการเอ็กซเรย์สถานการณ์ราคายางอย่างใกล้ชิด หากมีความผันผวนผิดปกติ จะรีบเชิญประเทศสมาชิกประชุมเร่งด่วนร่วมกันเพื่อขอความเห็นชอบต่อไป ส่วนกรณีการส่งเสริมใช้ยางในประเทศ นำร่องโดยหน่วยงานรัฐ ด้วยการพัฒนานวัตกรรม และเทคโนโลยี ในการนำยางพาราไปใช้ เพื่อเพิ่มมูลค่ายาง ขณะนี้ มีหลายหน่วยงานภาครัฐที่เสนอและจัดสรรงบประมาณในการนำยางไปใช้ ซึ่งอาจจะต้องใช้ระยะเวลา แต่มั่นใจว่า ขณะนี้ ทุกภาคส่วนได้รับนโยบาย เพื่อให้เดินหน้าใช้ยางอย่างเต็มที่ "นอกจากนี้ อัตราค่าธรรมเนียมส่งออกยางแบบคงที่ ไม่กระทบต่อราคายาง แต่ในทางกลับกันจะเป็นการ ทราบต้นทุนที่แท้จริงในการส่งออกยางของผู้ประกอบกิจการยาง ไม่ต้องเก็งกำไร ไม่ต้องกดราคาต้นทุน เป็นผลดีต่อเกษตรกรจะขายผลผลิตในราคาตามคุณภาพยางจริง" นายสุนันท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับประเด็นข่าวยางแลกปุ๋ยนั้น ไม่เป็นความจริง ทาง กยท. ไม่มีนโยบายดำเนินโครงการดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งนี้ ผู้บริหาร กยท. ยินดีให้ข้อมูลที่ถูกต้องก่อนนำไปเผยแพร่ เพื่อจะได้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 21 พฤศจิกายน 2560)
นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยถึงการไปมณฑลไห่หนาน ประเทศจีน ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อประชุมในเวทีสุดยอดผู้นำกลุ่มผู้ผลิตและผู้ ใช้ยางพาราระหว่างประเทศ ร่วมกับประเทศสมาชิก 15 ประเทศ ในการหารือแนวทางแก้ไขปัญหาราคายางที่ผันผวน โดยการนำเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ประเภทต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดการกระตุ้นการใช้ยางมากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้มีโอกาสเข้าร่วมเจรจาทางการค้ากับบริษัท Hainan Rubber Industrial Group โดยตรง ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยรัฐบาลจีน โดยการเจรจาในครั้งนี้ เป็นการทำสัญญาแบบ Business to Business ระหว่าง 2 องค์กร เพื่อวางเป้าในการซื้อขายยางคละแบบ ทั้งยางก้อนถ้วย ยางแผ่นรมควัน และยางแท่ง ซึ่งจะเป็นช่องทางการตลาดที่มาสนับสนุนการพัฒนาตลาดยางของ กยท. ที่กำลังเร่งพัฒนาเพื่อรองรับผลผลิตของเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นตลาดกลางยางพาราทั้ง 6 แห่ง ตลาดยางพาราระดับท้องถิ่น 108 ตลาด ตลาดกลางน้ำยางสด รวมไปถึงตลาดยางก้อนถ้วยทั้งในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก ที่กำลังจะเป็นเพิ่มเติม “กยท.จะเป็นตัวกลางในการจัดหาและรวบรวมผลผลิต พร้อมเปิดรับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่มีความพร้อม และสนใจเข้าร่วมโครงการ ซึ่งการขอทำสัญญาซื้อยางในล๊อตแรก จำนวน 10,000 ตัน คาดว่าพร้อมส่งมอบในเดือนธันวาคม นอกจากนั้นแล้ว ทางฝ่ายผู้ซื้อจากประเทศจีน ยังแสดงความสนใจที่จะให้ กยท. รวบรวมยางคละแบบ ทั้งยางก้อนถ้วย ยางแผ่น ยางแท่ง โดยวางเป้าหมายไว้ ปีละกว่า 200,000 ตัน ซึ่งภายหลังการส่งมอบยางในชุดแรกแล้ว คงจะเจรจาในรายละเอียดวิธีการทำงานร่วมกันให้ชัดเจน" นายธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า มณฑลไห่หนาน ทำธุรกิจเกี่ยวกับยางพารามาแล้วกว่า 50 ปี เป็นพื้นที่ปลูกยางมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศจีน โดยมีรัฐบาลจีนให้การสนับสนุน ปัจจุบันเฉพาะมณฑลนี้มีพื้นที่ปลูกยางกว่า 3 ล้านไร่ แต่เมื่อพบว่าการทำเกษตรแบบพืชเชิงเดี่ยวทำให้เผชิญปัญหาเรื่องราคาสินค้า เกษตรในระยะยาว รัฐบาลจีนจึงสนับสนุนให้ผู้ปลูกยางในไห่หนาน หันมาปลูกพืชแบบผสมผสาน โดยปัจจุบันมีรายได้จากสินค้าเกษตรกว่า 8 ชนิด เช่น ส้ม ใบชา กาแฟ และพืชเศรษฐกิจอื่นๆ แต่ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ และสภาพอากาศที่อาจไม่เอื้ออำนวยกับการปลูกยางนักเมื่อเทียบกับประเทศแถบ ร้อน ทำให้ได้ผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ อีกทั้งยังเผชิญกับพายุพัดถล่มบ่อยครั้ง จึงจำเป็นต้องมีการนำเข้ายางจากประเทศอื่นโดยเฉพาะประเทศไทย “มลฑลไห่หนาน อยู่ในฐานะที่เป็นทั้งผู้ปลูกและผู้ใช้ยางพารา จึงมีความเข้าใจในสถานการณ์ความผันผวนของยางพาราเป็นอย่างดี และมีความต้องการที่จะให้ราคาเป็นไปในทิศทางที่สูงขึ้น จึงนำมาสู่การร่วมมือทางการค้ากับประเทศไทย ซึ่งประโยชน์ส่งต่อถึงมือชาวสวนยางไทยอย่างแน่นอน" ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 21 พฤศจิกายน 2560)  
กรุงเทพฯ--21 พ.ย.--การยางแห่งประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้ตัวแทนบริษัท Einhorn จำกัด บริษัทผลิตถุงยางอนามัยสัญชาติเยอรมัน เข้าหารือกับการยางแห่งประเทศไทยเขตภาคใต้ตอนล่าง หวังผลักดันผลผลิตน้ำยางสดของเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ส่งตรงถึงมือผู้ใช้ยางโซนยุโรป พร้อมหาแนวทางในการพัฒนาตลาดน้ำยางสดร่วมกัน ณ ตลาดกลางยางพารา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายสุขทัศน์ ต่างวิริยะกุล คณะทำงานโครงการจัดตั้งตลาดกลางน้ำยางสด เผยว่า กยท.ได้ส่งเสริมและขับเคลื่อนให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ดำเนินธุรกิจรวบ รวมผลผลิตน้ำยางสดร่วมกันขายผลผลิต ณ ศูนย์รวบรวมน้ำยางสด ตลาดกลางน้ำยางสดของ กยท. โดยมี กยท.เป็นองค์กรหลักในการดูแลและบริหารจัดการปริมาณ คุณภาพ และการเจรจาต่อรองราคาให้เกิดความเป็นธรรม ขณะนี้ ตลาดถุงยางอนามัยในประเทศมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยประมาณร้อยละ 10 ต่อปี นับเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่มาจากผลิตภัณฑ์ยางหลายร้อยล้านบาท ปัจจุบัน ไทยส่งออกถุงยางอนามัยไปต่างประเทศเกือบ 70 ประเทศทั่วโลก ขณะเดียวกัน ตลาดถุงยางอนามัยในประเทศแถบยุโรปก็มีความสนใจและตระหนักถึงการผลิตถุง ยางอนามัยที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ 100 % เพื่อรณรงค์การรักษาสิ่งแวดล้อม ตลาดถุงยางอนามัยในแถบยุโรป จึงมองหาประเทศที่ส่งออกวัตถุดิบประเภทน้ำยางพาราอินทรีย์ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภค นายศตวรรษ จันทร์ทอง ตัวแทนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางในโครงการตลาดกลางน้ำยางสด กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่มีโครงการตลาดกลางน้ำยางสด กยท. เข้ามาช่วยเกษตรกร ซึ่งจากสถานการณ์ก่อนหน้านี้ ราคายางแผ่น ต่างจากราคาน้ำยางสดมากกว่า 10 บาท แต่หลังจากมีโครงการตลาดกลางน้ำยางสด กยท. ปัจจุบัน ราคายางแผ่นและราคาน้ำยางสดต่างกันไม่ถึง 2 บาท ส่งผลดีต่อเกษตรกรเป็นอย่างมาก การได้เข้าพบกับบริษัทผู้ใช้ยางตัวจริงในวันนี้ ถือเป็นการหารือในเบื้องต้น และเป็นไปในทิศทางที่ดี ซึ่งมีการยื่นข้อเสนอในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน โดยทางสถาบันเกษตรกรคาดว่าจะได้ส่วนต่างเพิ่มจากราคาปกติ 5 บาท และบริษัทได้กำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ ในการกำหนดมาตรฐาน ซึ่งจะมีการนัดสรุปผลกันอีกครั้งหนึ่งในเร็วๆนี้ ด้าน Ms.Katleen Schneider ตัวแทนบริษัท Einhorn เปิดเผยว่า Einhorn เป็นบริษัทผลิตถุงยางอนามัยสัญชาติเยอรมัน มีฐานการผลิตอยู่ในประเทศมาเลเซีย และจากกระแสการตื่นตัวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในสหภาพยุโรป ทำให้บริษัทมองหาแหล่งวัตถุดิบที่เป็นยางพาราอินทรีย์ และเห็นว่าไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกยางอันดับต้นของโลก จึงได้ประสาน กยท. ในการหารือร่วมกับสถาบันเกษตรกรผู้ผลิตยางโดยตรง เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่ตรงต่อความต้องการ รวมถึงเป็นการจับมือกันในฐานะประเทศผู้ส่งออกถุงยางอนามัยเช่นเดียวกัน เพื่อพัฒนาตลาด และเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคอย่างทั่วถึง ที่มา : ThaiPR.net (วันที่ 21 พฤศจิกายน 2560)
กรุงเทพฯ--21 พ.ย.--การยางแห่งประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้ นายธีรวัฒน์ เดชทองคำ รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (ด้านธุรกิจและปฏิบัติการ) มอบนโยบายปรับเปลี่ยนแนวคิดผลิตน้ำยางสดแทนยางก้อนถ้วย พร้อมมอบถัง 200 ลิตรแก่เกษตรกรชาวสวนยางพาราเพื่อเริ่มต้นรวบรวมเก็บน้ำยางสดใส่ถัง และนำส่งจุดรวบรวม กยท.จ.พิษณุโลก ก่อนนำส่งเข้าโรงงานแปรรูปน้ำยางข้น ที่ จ.ระยอง นายธีรวัฒน์ เดชทองคำ รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า กยท. จ.พิษณุโลก มีแนวคิด และผลักดันให้เกษตรกรหันมาทำน้ำยางสดซึ่งมีราคาสูงกว่า โดยบูรณาการร่วมระหว่าง กยท. เกษตรกรชาวสวนยาง และ ผู้ประกอบกิจการ ทาง กยท. จ.พิษณุโลก จะทำหน้าที่รวมรวบผลผลิตน้ำยางสดคุณภาพดี ในแหล่งปลูกยางทั่วจังหวัดพิษณุโลก พร้อมทั้งรถกระบะและรถ 6 ล้อ รับน้ำยางสดจากพื้นที่สวนยางมารวบรวมที่สำนักงาน เพื่อเตรียมส่งขายสู่โรงงานเอกชน ขณะนี้มีบริษัทไทยรับเบอร์ลาเท็กซ์ฯ เป็นผู้ร่วมหลักในการรับซื้อน้ำยางสด เพื่อนำไปส่งโรงงานแปรรูปที่จังหวัดระยอง นับว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งในการแก้ปัญหาราคายางพาราผันผวน อย่างไรก็ตาม เกษตรกรชาวสวนยางที่สนใจนำผลผลิตน้ำยางมาส่งขายในตลาดน้ำยางสดของ กยท. จะต้องมีกระบวนการและผลผลิตยางที่มีคุณภาพ เช่น มี DRC ไม่ต่ำกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น ซึ่งการซื้อขายยางที่มีคุณภาพมาตรฐานในตลาดแห่งนี้จะส่งผลดีต่อทั้งเกษตรกร ผู้ขายและผู้ซื้อ จะได้รับราคาและสินค้าที่ยุติธรรม "ที่ผ่านมา กยท. ดำเนินการเปิดตลาดกลางน้ำยางสดแห่งแรกที่จังหวัดสงขลา ตลาดนี้มีการซื้อขายน้ำยางในราคาสูงกว่าราคาท้องถิ่น ชาวสวนยางทุกคนสามารถนำน้ำยางขายผ่านตลาดนี้ได้ วันนี้จะต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน ที่ขายผลผลิตในรูปยางก้อนถ้วย ให้เป็นการขายน้ำยางสดแทน เพื่อช่วยดูดซับปริมาณยางก้อนถ้วยออกจากระบบ ทางจังหวัดพิษณุโลกถือเป็นจังหวัดนำร่อง จากนั้นจะต้องนำแนวคิดนี้ไปเผยแพร่ยังจังหวัดในภาคเหนือและอีสานต่อไป" นายธีรวัฒน์ กล่าว ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 21 พฤศจิกายน 2560)
ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) เปิดเผยรายงานการประชุมประจำวันที่ 7 พ.ย. ในวันนี้ โดยระบุว่า กรรมการ RBA มีความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการขยายตัวของอัตราค่าแรง โดยกล่าวว่า อัตราค่าแรงอยู่ในภาวะที่ไม่แน่นอนว่าจะขยายตัวขึ้นได้รวดเร็วเพียงใด และจะส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อมากน้อยเพียงใด รายงานประชุมของ RBA ระบุว่า แม้อัตราว่างงานยังคงปรับตัวลดลง โดยในเดือนต.ค.ที่ผ่านมานั้น อัตราว่างงานลดลงมาอยู่ที่ระดับ 5.4% จากระดับ 5.5% ในเดือนก.ย. แต่ถึงกระนั้น ค่าแรงยังคงขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงอยู่ในระดับต่ำ สำหรับการประชุมซึ่งมีขึ้นเมื่อวันที่ 7 พ.ย. คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของ RBA มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.5% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาดการเงิน คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของ RBA ได้แถลงภายหลังการประชุมว่า เศรษฐกิจออสเตรเลียมีแนวโน้มที่จะขยายตัวรายปีที่ระดับ 3% ในช่วง 2 ปีข้างหน้า โดยได้ปัจจัยหนุนจากการลงทุนนอกภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่มีแนวโน้มฟื้นตัว ขึ้น พร้อมกับคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อจะค่อยๆปรับตัวขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มแข็งแกร่งขึ้น ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 21 พฤศจิกายน 2560)
สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (21 พ.ย.) ขณะนักลงทุนจับตาถ้อยแถลงของนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งมีขึ้นหลังจากที่ตลาดปิดทำการ นอกจากนี้ตลาดยังจับตารายงานการประชุมประจำวันที่ 31 ต.ค.-1 พ.ย.ของเฟด ซึ่งจะเปิดเผยในวันนี้ตามเวลาสหรัฐ ยูโรแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1745 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1734 ดอลลาร์ ในขณะที่ปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะ 1.3244 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3242 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้น ที่ระดับ 0.7581 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7548 ดอลลาร์ ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเยน ที่ระดับ 112.38 เยน จากระดับ 112.64 เยน และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9915 ฟรังก์สวิส จากระดับ 0.9929 ฟรังก์สวิส ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.14% สู่ระดับ 93.92 เมื่อคืนนี้ นักลงทุนจับตาถ้อยแถลงของนางเยลเลนในการประชุมเสวนาที่สถาบันสเติร์น มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ซึ่งจัดขึ้นหลังจากที่ตลาดได้ปิดทำการลงแล้ว โดยก่อนหน้านี้เธอได้ประกาศยืนยันที่จะก้าวลงจากตำแหน่ง ทันทีที่นายเจอโรม พาวเวล ผู้ว่าการเฟดคนปัจจุบัน เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานเฟดต่อจากเธอ ทั้งนี้ นางเยลเลนจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐในเดือนก.พ. ปีหน้า ส่วนการดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะผู้ว่าการของเฟดของเธอนั้นจะสิ้นสุดลงในเดือนม. ค. 2024 อย่างไรก็ตาม เธอได้ยื่นใบลาออกจากการเป็นสมาชิกคณะผู้ว่าการด้วยเช่นกัน สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐที่มีการเปิดเผยเมื่อวานนี้ สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) ระบุว่า ยอดขายบ้านมือสองเพิ่มขึ้น 2.0% ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สู่ระดับ 5.48 ล้านยูนิต มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยับขึ้นเพียง 0.7% หลังจากผลกระทบจากพายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ และเออร์มาได้เบาบางลง ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาชิคาโกเผยดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วประเทศเดือนต.ค.พุ่งขึ้นแตะระดับ +0.6 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี จากระดับ +0.36 ในเดือนก.ย. โดยได้ปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการผลิต นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนต.ค., ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นสุดท้ายของเดือนพ.ย.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน, รายงานการประชุมประจำวันที่ 31 ต.ค.-1 พ.ย.ของธนาคารกลางสหรัฐ, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการเบื้องต้นเดือนพ.ย.จากมาร์กิต, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเบื้องต้นเดือนพ.ย.จากมาร์กิต, ยอดขายบ้านใหม่เดือนต.ค. และดัชนีภาคการผลิตเดือนพ.ย. จากเฟดดัลลัส ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 22 พฤศจิกายน 2560)
กรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร – จากรายงานตลาดล่าสุดของ Technavio ตลาดสารเติมแต่งสำหรับยางทั่วโลก คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปีกว่า 5% ในช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้ คือ ระหว่างปี 2017-2021 การศึกษาตลาดดังกล่าวครอบคลุมสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มการเติบโตของตลาดสารเติมแต่งสำหรับยางทั่วโลกระหว่างปี 2017-2021 รายงานดังกล่าวยังแบ่งประเภทการใช้หลักเป็นสองประเภท คือ ยางล้อและไม่ใช่ยางล้อ โดยยางล้อมีส่วนแบ่งตลาด 58% เมื่อปี 2016 อุตสาหกรรมยานยนต์โลกคาดว่าจะเติบโตปานกลางในช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์จะเพิ่มความต้องการยางล้อ ซึ่งก็จะเพิ่มความต้องการสารเติมแต่งสำหรับยางด้วย สารเติมแต่งสำหรับยางใช้ในการผลิตยางล้อ เพราะเพิ่มการทนทานต่อแสงอาทิตย์ โอโซน ความร้อนและความเค้นเชิงกลของยางล้อ การวิเคราะห์ของ Hitesh Bhatia หัวหน้านักวิเคราะห์ของ Technavio สำหรับสารเติมแต่ง กาวและยาแนว ระบุว่า ความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับยางล้อในอุตสาหกรรมยานยนต์ จะผลักดันการเติบโตของตลาดสารเติมแต่งสำหรับยาง เมื่อความต้องการยานพาหนะเพิ่มขึ้น การใช้สารเติมแต่งสำหรับยางก็คาดว่าจะเพิ่มขึ้นสูงในช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้ จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น บวกกับการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นไปกับยานยนต์ จะผลักดันตลาดสารเติมแต่งสำหรับยางทั่วโลก ในอุตสาหกรรมทางการแพทย์และยา สารเติมแต่งสำหรับยางใช้ในขวดยาฉีด และหลอดเก็บเลือด นอกจากนี้ สารเติมแต่งสำหรับยางยังใช้ในลูกสูบสำหรับการใช้ทางการแพทย์ เช่น เครื่องควบคุมการให้สารละลายทางหลอดเลือด หลอดฉีดยาสำเร็จรูป เครื่องฉีดอินซูลิน และยาชาทางทันตกรรม ระบบเครื่องปรับอากาศในรถยนต์ก็ใช้ยางเป็นยาแนวรอบๆ เพลา และในสายยาง สารเติมแต่งสำหรับยางยังพบในกาวสำหรับเทปใส กาวแบบหลอมร้อนที่ไวต่อแรงกด กาวสำหรับพื้นไวนิล และกาวสำหรับหลังคา สารเติมแต่งสำหรับยางยังใช้ในฟุตบอลเพื่อปรับปรุงการใช้งานและอัตราเร็วในการเกิดปฏิกิริยาวัลคาไนเซชั่นของยางธรรมชาติ การใช้ที่เพิ่มขึ้นที่ไม่ใช่ยางล้อจะเพิ่มความต้องการสารเติมแต่งสำหรับยางในช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้ เอเชียแปซิฟิกเป็นตลาดสารเติมแต่งสำหรับยางที่เติบโตเร็วที่สุด ในส่วนของรายได้ เหตุผลสำหรับการเติบโตของตลาดสารเติมแต่งสำหรับยาง คือ การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมยานยนต์และการผลิตยาง จีนเป็นประเทศผู้นำในเอเชียแปซิฟิกจากความต้องการยางที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์และจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น Hitesh กล่าวว่า อินเดียและญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค ส่วนเวียดนามก็คาดว่ากำลังเป็นตลาดสารเติมแต่งสำหรับยางที่กำลังเติบโตในช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้ ความต้องการสารเติมแต่งสำหรับยางในภูมิภาคได้รับแรงกระตุ้นจากการบริโภคสารเติมแต่งสำหรับยางที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมฉนวนไฟฟ้าและการผลิต  ที่มา: http://www.rubberworld.com (22/11/2560)  
กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา - หนังสือพิมพ์ The Khmer Times รายงานว่า กระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมงของกัมพูชาเปิดเผยว่า กัมพูชากำลังแสวงหาการลงทุนจากเวียดนาม เพื่อสร้างโรงงานที่สามารถแปรรูปยางและมันสำปะหลัง ในระหว่างการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้วกับสมาคมยางของเวียดนาม ทั้งนี้ Veng Sakhon รัฐมนตรีกระทรวงเกษตร ได้แจ้งให้นักลงทุนเวียดนามทราบถึงโอกาสมากมายของภาคเกษตรกรรมของกัมพูชา และเชิญชวนให้ฝ่ายเวียดนามเข้าไปลงทุนในการสร้างโรงงานแปรรูปยางและมันสำปะหลัง Hean Vanhan อธิบดีกรมเกษตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคณะผู้แทนกัมพูชาที่ไปเยือนเวียดนาม กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมมีศักยภาพสูง แต่กัมพูชามีโรงงานแปรรูปเพียงไม่กี่โรงในประเทศ จากราคาค่าไฟฟ้าและเงินลงทุนสูง  Vanhan กล่าวว่า นักลงทุนเวียดนามจะนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่ามาให้ เพื่อพัฒนายางท้องถิ่น โดยกัมพูชาผลิตยาง 115,843 เมตริกตันในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2017 หรือเพิ่มขึ้น 33% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากข้อมูลอย่างเป็นทางการของกระทรวงเกษตร ทั้งนี้ เวียดนามและมาเลเซียเป็นตลาดสำคัญสำหรับยางจากกัมพูชา Pol Sopha อธิบดีกรมยาง ภายใต้กระทรวงเกษตร ผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุม กล่าวว่า รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญต่อการสร้างโรงงานแปรรูปยางเพื่อกระตุ้นการจ้างงานในประเทศ Sophaกล่าวว่า กัมพูชามีโรงงานแปรรูปยางเพียงไม่กี่แห่ง และรัฐบาลต้องการสร้างโรงงานดังกล่าวเพิ่มขึ้น เพื่อทำให้ราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ดังกล่าวมีเสถียรภาพ ส่วน Lim Heng รองประธานของบริษัท An Mady Group คาดว่า นักลงทุนเวียดนามจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนายางท้องถิ่น และจะเป็นการดีหากนักลงทุนเวียดนามมาลงทุน เพราะพวกเขาจะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่กว่ามาให้ รวมทั้งแบรนด์ที่เป็นที่รู้จัก กัมพูชาต้องการนักลงทุนมากขึ้นจากเวียดนาม จีน ไทยและเกาหลีใต้ นักลงทุนท้องถิ่นกลัวว่าผลิตภัณฑ์ของตนจะหาตลาดไม่ได้ เพราะขาดชื่อแบรนด์และคุณภาพที่เป็นที่ยอมรับ นอกจากนี้ Sopha กล่าวว่า รัฐบาลกำลังเจรจากับฝ่ายจีนเพื่อส่งออกยางโดยตรง เพราะการขนส่งยางปัจจุบันต้องผ่านเวียดนาม  ที่มา: http://www.rubberworld.com/  (22/11/2560)