Print this page

อนาคตยางพาราไทย...รุ่งหรือร่วง (22/06/2559)

ยางพาราถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย สร้างรายได้ให้กับประเทศทั้งการส่งออกในรูปแบบของยางดิบ และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากยางพารารวมมากกว่าปีละ 500,000 ล้านบาท มากที่สุดของพืชผลทางการเกษตรก็ว่าได้ ทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นสู่ประเทศผู้ผลิตยางพาราอันดับหนึ่งของโลก มีพื้นที่ปลูกยางมากกว่า 21 ล้านไร่ ครอบคลุม 60 จังหวัดทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะเป็นผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ของโลกก็ตาม แต่ราคายางพารากลับไม่ได้เป็นผู้กำหนด ตลาดยังเป็นของผู้ซื้อ ผู้ซื้อยางจึงเป็นผู้กำหนดราคา หากผู้ซื้อมีความต้องการใช้ยางมากราคาก็สูงอย่างเช่น เมื่อครั้ง 7-8 ปีที่ผ่านมา ราคายางเคยพุ่งทะลุกิโลกรัมละ 150 บาท ก็มีให้เห็น แต่ถ้าผู้ซื้อมีความต้องการใช้ยางน้อยลง ราคาก็ตกต่ำอย่างเช่นในปัจจุบัน

ดังนั้นปัจจัยหลักในการกำหนดราคาจะเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจของโลก!

เป็นที่ทราบกันดีว่า ผลผลิตยางประมาณร้อยละ 60-70 นำไปใช้ในการแปรรูปเป็นยางล้อ ส่วนที่เหลือนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น ถุงมือทางการแพทย์ ยางฟองน้ำ ถุงยางอนามัย ยางทางวิศวกรรม เป็นต้น ดังนั้นราคายางจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่เมื่อภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มถดถอยตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา อุตสาหกรรมรถยนต์ได้รับผลกระทบไปด้วย ยอดการผลิตรถยนต์ของค่ายต่างๆ ลดลง อย่างต่อเนื่อง ปริมาณการใช้ยางพาราก็ลดลงตามไปด้วย

นอกจากนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกก็ลดลง ส่งผลให้ราคายางสังเคราะห์ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากน้ำมันและสามารถใช้ทด แทนยางพาราได้ก็มีราคาลดลงตามไปด้วย

ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลก่อนหน้านี้ ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกยางพาราทั่วประเทศ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็น ลาว เวียดนาม กัมพูชา และพม่า หรือแม้แต่ประเทศจีน ก็หันมาปลูกยางพาราจำนวนมาก ส่งผลให้ปริมาณยางพาราที่ออกสู่ตลาด มากกว่าปริมาณความต้องการใช้ ราคาจึงลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2554 เป็นต้นมา ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวสวนยาง และ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับยางพาราตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ซึ่งมีรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะในช่วงปี 2558 ที่ผ่านมา ยางราคา 3-4 กิโลกรัม 100 ก็มีให้เห็นมาแล้วเช่นกัน

รัฐบาลจึงต้องกำหนดนโยบายและมาตรการต่างๆ ให้ความช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นโดยได้ดำเนินโครงการสำคัญๆ โดยเฉพาะ โครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง โดยจ่ายเงินช่วยเหลือให้ทั้งเจ้าของสวนยางหรือผู้เช่าสวนยาง และคนกรีดยาง ที่มีสวนยางเปิดกรีดแล้วในอัตราไร่ละ 1,500 บาท ไม่เกินกว่า 15 ไร่ และโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเริ่มรับซื้อยางจำนวน 100,000 ตัน จากเกษตรกรรายย่อยทั่วประเทศนั้น มีส่วนทำให้ราคายางพารากระเตื้องขึ้นอยู่บ้างอยู่ที่ประมาณ 60 บาทต่อกิโลกรัมในปัจจุบัน

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า การกำหนดราคายางของไทยในปัจจุบัน ปัจจัยหลักยังขึ้นอยู่กับตลาดต่างประเทศเป็นผู้กำหนด ซึ่งขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจของโลกด้วย หากเศรษฐกิจโลกยังเป็นเช่นนี้ ราคายางไม่น่าจะเพิ่มขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมากนัก แต่ถ้าต้องการให้ราคายางมีเสถียรภาพที่มั่นคงอย่างยั่งยืนจะต้องเพิ่มปริมาณ การใช้ยางในประเทศ ลดการส่งออกวัตถุดิบ เพิ่มปริมาณการแปรรูป และส่งออกในรูปแบบผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีมูลค่ามากกว่าแทน

ประเทศไทยผลิตยางได้ประมาณปีละ 4.2 ล้านตัน แต่นำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆทั้งที่ใช้ในประเทศและส่งออกเพียงแค่ 550,000 ตันเท่านั้น หรือคิดเป็นร้อยละ 13 ของผลผลิต แต่กลับมีมูลค่าถึง 270,000 ล้านบาท ในขณะที่ส่งออกในรูปแบบยางดิบ เช่น ยางแท่ง ยางแผ่นรมควัน น้ำยางข้น ยางคอมปาวด์ เป็นต้น ถึง 3.65 ล้านตัน หรือร้อยละ 87 ของผลผลิต แต่กลับมีมูลค่าเพียง 250,000 ล้านบาท

ดังนั้นหากประเทศไทยสามารถลดปริมาณการส่งออกยางพาราในรูปของยางดิบ แล้วหันมาเพิ่มการส่งออกในรูปแบบผลิตภัณฑ์จากยางแทน นอกจากจะทำให้ราคายางมีเสถียรภาพ ยกระดับรายได้ และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางแล้ว ยังสามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออกยาง ลดการขาดดุลทางการค้า และสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้เข้มแข็งอีกด้วย

แม้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะทำได้ แต่ก็ไม่ไกลเกินความเป็นจริง เพราะมีขณะนี้มีปัจจัยในประเทศหลายอย่างเกื้อหนุน อาทิ....

ปัจจัยแรก การตั้งการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)โดยรวม 3 หน่วยงาน ด้านยางพารา คือ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) องค์การสวนยาง(อ.ส.ย.) และสถาบันวิจัยยาง (สวย.) ขึ้นมา โดยมีจุดประสงค์ข้อหนึ่งก็คือ เป็นองค์กรกลางที่รับผิดชอบดูแลบริหารจัดการยางพาราของประเทศทั้งระบบครบ วงจร จะต้องดำเนินการส่งเสริม และสนับสนุน ให้มีการใช้ยางในประเทศและส่งออกในรูปแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากขึ้น

ปัจจัยที่ 2 นโยบายของรัฐบาลก็สนับสนุนให้มีการใช้ยางพาราในประเทศมากขึ้น รวมทั้งยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับยางพัฒนาขยายกิจการแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยาง หรือลงทุนโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากยางมากขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่ายางให้สูงขึ้น

และปัจจัยที่ 3 เป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญสำหรับวงการยางพาราของไทย เมื่อ 4 หน่วยงานภาครัฐและเอกชน คือ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกยท. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเครือข่ายนวัตกรรมยางพาราอีกด้วย ซึ่งจะมีส่วนสำคัญที่จะเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ และสร้างความเข้มแข็ง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับยางพาราของไทย ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมยางพาราของภูมิภาค และของโลกอย่างแท้จริง

ผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า การร่วมมือดังกล่าวจะก่อให้เกิดการวิจัยพัฒนายางพาราครบวงจร เพื่อสร้างนวัตกรรมในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ นวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ยาง ด้านเทคโนโลยีการผลิตหรือการแปรรูปยางพารา ด้านการวิเคราะห์ การทดสอบยางและผลิตภัณฑ์ยางตามมาตรฐานสากล ทั้งในระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมถึงข้อมูลสารสนเทศยางพารา และการพัฒนาบุคลากรด้านอุตสาหกรรมยางให้กับภาคเอกชน โดยบูรณาการการทำงานร่วมกัน ซึ่งจะสามารถผลักดันให้นวัตกรรมที่เกิดขึ้นไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

โดยในส่วนของ กยท.นั้นมีภารกิจส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย และพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมด้านต่างๆ โดยเฉพาะการบริหารจัดการและการผลิตยางต้นน้ำ ตลอดจนสนับสนุนงบประมาณเพื่อสร้างนวัตกรรมการผลิต การแปรรูป การอุตสาหกรรม การตลาด และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด นายบวร วงศ์สินอุดม รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า ความร่วมมือของ 4 หน่วยงานดังกล่าวจะก่อให้เกิดการสร้างนวัตกรรมด้านยางพาราในรูปแบบต่างๆ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญที่จะสร้างมูลค่าในการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางพาราตามนโยบายของ รัฐบาล ซึ่งจะส่งผลให้อุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยางเป็นกลไกในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจของประเทศ เพื่อก้าวไปสู่ผู้นำอุตสาหกรรมยางอย่างยั่งยืน โดย สอท. มีภารกิจในการผลักดันให้มีการใช้ยางในประเทศและนำยางมาแปรรูปเพื่อการส่งออก ให้มากขึ้น พร้อมกำหนดโจทย์เพื่อให้มีการสร้างนวัตกรรมได้ตรงตามความต้องการของภาค อุตสาหกรรม ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) กล่าวว่า ในส่วนของเอ็มเทคนั้นจะรับผิดชอบการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างนวัตกรรมการบริหารจัดการและการผลิตยางพาราระดับกลางน้ำและปลายน้ำ เทคโนโลยีการผลิตและการแปรรูปยางพารา การวิเคราะห์ทดสอบวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ยางพารา รวมถึงมาตรฐานต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ที่ไดัรับจาก กยท.และ สอท. รวมทั้งสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ จะทำให้ได้เห็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบ มีคุณภาพที่ได้มาตรฐาน และถูกนำมาใช้งานในตลาดอย่างแพร่หลาย "ที่ผ่านมา เอ็มเทคได้ให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนาด้านยางพาราอย่างมาก โดยได้มีการจัดตั้งหน่วยเฉพาะทางด้านยางธรรมชาติขึ้นมา ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนายางคอมปาวด์ การออกแบบ และวิเคราะห์เชิงวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ยาง และเทคโนโลยีน้ำยาง การพัฒนาเทคโนโลยีการออกแบบยางล้อรถ การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตยางแท่งคุณภาพสูงระดับชุมชน เป็นต้น" ดร.จุลเทพกล่าวรศ.ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์กล่าวว่า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีภารกิจและรับผิดชอบในการสร้างนวัตกรรมการผลิตและพัฒนาบุคลากรด้าน เทคโนโลยียางพาราให้มีคุณภาพสูง ทั้งในรูปแบบหลักสูตรระยะสั้น และหลักสูตรปกติ พร้อมสนับสนุนงานทางด้านวิชาการตามความต้องการของทุกๆ ฝ่าย เพียงแค่ 3 ปัจจัยหลักๆ น่าจะพอยืนยันสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ที่เกี่ยวข้องกับยางพาราว่า ยางพาราก็ยังคงเป็นพืชที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศใน อนาคตให้เติบโตอย่างมั่นคง

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

Rate this item
(2 votes)
Super User

ผู้ดูแลระบบ

Latest from Super User