|
ผู้ทำคุณประโยชน์ในวงการยาง
|
|||
|
|
พระยารัษฎานุประดิษฐ์ มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) ผู้นำยางมาปลูกครั้งแรกในประเทศไทย ยางพาราเป็นพืชพื้นเมืองของประเทศบราซิล ผู้มีนำยางจากประเทศบราซิลไปเพาะที่สวนคิวประเทศอังกฤษ เมื่อปี 2419 กล้ายางที่เพาะได้ถูกส่งไปปลูกที่ศรีลังกาในปีเดียวกัน ในปี 2420 ได้นำต้นกล้ายางที่โตแล้วจากศรีลังกาไปปลูกที่สิงคโปร์และมาเลเซียประเทศไทยเริ่มปลูกยางครั้งแรกที่ จ.ตรัง ในปี 2442 หลังจากเริ่มปลูกยางในมาเลเซีย 22 ปี โดยพระรัษฎานุประดิษฐ์ มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) ระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง เจ้าเมืองตรัง โดยนำเมล็ดพันธุ์ยางมาจากรัฐเปรัค มลายู มาปลูกที่ อ.กันตัง จ.ตรัง และได้แจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ให้ราษฎรปลูกโดยทั่วไป ราษฎรในภาคใต้จึงได้ปลูกยางตั้งแต่นั้นมา และได้ขยายพื้นที่ปลูกยางไปทั่ว 14 ภาคใต้ จนกระทั่งยางพารากลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยในปัจจุบัน |
||
|
|
|||
|
หลวงราชไมตรี (ปูม ปุณศรี) ผู้นำยางมาปลูกเป็นครั้งแรกในภาคตะวันออกพื้นที่ปลูกยางที่สำคัญของไทยคือภาคใต้และภาคตะวันออก ผู้ที่ได้นำยางมาปลูกเป็นครั้งแรกในภาคตะวันออก คือหลวงราชมนตรี (ปูม ปุณศรี) โดยนำเมล็ดยางจากมลายูไปปลูกที่ จ.จันทบุรี ในปี พ.ศ.2454 ปรากฏว่าในภูมิภาคนี้มีสภาพของดินและภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของยางพารา จึงได้มีการขยายการปลูกยางพาราในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมีการปลูกกันทั่วไป ใน 3 จังหวัด ภาคตะวันออก คือ จันทบุรี ระยอง และตราด และกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคตะวันออก |
|
||
|
|
|||
![]() |
![]() |
||
|
หลวงสำรวจพฤกษาลัย (สมบูรณ์ ณ ถลาง)
|
นายรัตน์ เพชรจันทร
|
||
|
ผู้ริเริ่มการปลูกแทน
|
ผู้ริเริ่มการปลูกแทน
|
||
| ยางพาราที่ปลูกในสมัยแรกส่วนใหญ่เป็นยางพื้นเมืองที่ให้ผลผลิตต่ำ ทำให้ชาวสวนยาง มีรายได้น้อยโดยเฉพาะในช่วงที่ยางมีราคาตกต่ำ วิธีการแก้ไขคือ การปลูกแทนยางพื้นเมืองเหล่านั้นด้วยยางพันธุ์ดีที่ให้ผลผลิตสูง ผู้ผลิตยางหลายประเทศได้เร่งการปลูกแทนยางเก่าด้วยยางพันธุดีเพื่อเพิ่มผลผลิตยาง เช่น มาเลเซียได้ออกกฎหมายสงเคราะห์ปลูกยางในปี 2495 และศรีลังกาได้ออกกฎหมายทำนองเดียวกันในปี 2496 ผู้บริหารในวงการยางไทยตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการปลูกยางแทนของไทยด้วยเช่นกัน โดยในปี 2496 หลวงสำรวจพฤกษาลัย (สมบูรณ์ ณ ถลาง) หัวหน้ากองการยางและนายรัตน์ เพชรจันทร ผู้ช่วยหัวหน้ากองการยางได้เสนอร่าง พรบ. ปลูกแทนต่อรัฐบาล อย่างไรก็ตามต้องใช้เวลาถึง 6 รัฐบาล ในเวลา 6 ปี จึงออก พรบ.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ในปี 2503 และได้มีการจัดตั้งสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางในปี 2504 กิจการปลูกแทนก้าวหน้าด้วยดี เป็นที่พอใจของชาวสวนยาง มีการปลูกแทนเพิ่มมากขึ้นผลจากการปลูกแทนทำให้ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางอันดับ 1 ของโลกในปี 2534 | |||
|
|
|||
|
หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมขึ้นที่คอหงส์ หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ได้ก่อตั้งสถานีทดลองกสิกรรมภาคใต้ ขึ้นในปี 2475 ที่บ้านชะมวง ตำบลควนเนียง อำเภอกำแพงเพชร และในปี 2476 ได้ย้ายสถานีดังกล่าวไปตั้งที่ตำบล คอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ พร้อมกับตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมขึ้นที่ตำบลคอหงส์ด้วย โดยหลวงสุวรรณฯ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์ใหญ่คนแรก ต่อมาได้รับความร่วมมือจากสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติให้จัดตั้งศูนย์วิจัยการยางขึ้นที่ตำบลคอหงส์ในปี 2508 และในปี 2527 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์วิจัยยางสงขลา รายนามผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยางสงขลา
|
||
|
|
|||
|
|
ดร.เสริมลาภ วสุวัต การวิจัยและพัฒนายางเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมยางไทย
ได้มีการวิจัยและพัฒนายางอย่างจริงจังและมีระบบอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีการจัดตั้งศูนย์วิจัยการยางที่
จ.สงขลา ในปี 2508 โดยเปลี่ยนสถานะจากสถานีทดลองยางคอหงส์ ผู้มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานการวิจัย
และพัฒนายางของไทยคือ ดร.เสริมลาภ วสุวัต ผู้อำนวยการกองกองการยาง ซึ่งเป็นผู้ควบคุมและดูแลศูนย์วิจัยการยางที่ตั้งขึ้นใหม่ |
||
| ศูนย์วิจัยการยางได้รับความช่วยเหลือจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ
และมีผู้เชี่ยวชาญยางพาราสาขาต่างๆ มาช่วยวางรากฐานการวิจัยและพัฒนาร่วมกับนักวิจัยของไทยในระยะเริ่มแรก
มีการวิจัยยางด้านต่างๆ เช่น ด้านพันธุ์ยาง โรคและศัตรูยางด้านดินและปุ๋ย การดูแลรักษาสวนยางการกำจัดวัชพืช
การปลูกพืชคลุม การปลูกพืชแซมเพื่อเพิ่มพูนรายได้ให้แก่ชาวสวนยาง ด้านอุตสาหกรรมยางและเศรษฐกิจยางและมีการพัฒนายางโดยเน้นการพัฒนาสวนยางขนาดเล็ก
เช่น การกรีดยางหน้าสูง การใช้ยาเร่งน้ำยาง การส่งเสริมการแปลงเพาะและขยายพันธุ์ยางของภาคเอกชน
การรวมกลุ่มขายยางและการปรับปรุงคุณภาพยางและการใช้ประโยชน์ไม้ยางพารา มีการออกวารสารยางพาราเพื่อเผยแพร่ความรู้ไปสู่ชาวสวนยางและผู้เกี่ยวข้อง
รวมทั้งจัดหลักสูตรการฝึกอบรมและการจัดสัมมนายางเพื่อถ่ายทอดความรู้ให้แพร่หลายยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังมีการร่วมมือกับองค์กรยางระหว่างประเทศในการวิจัยและพัฒนายางอย่างกว้างขวาง ในระยะต่อมาศูนย์วิจัยการยางได้เปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์วิจัยยางสงขลา และมีการก่อตั้งศูนย์วิจัยขึ้นใหม่อีก 3 ศูนย์ ที่สุราษฎร์ธานี ฉะเชิงเทรา หนองคาย และ นราธิวาสเพื่อขยายงานวิจัย และพัฒนายางให้ครอบคลุมพื้นที่ปลูกยางของประเทศ การวิจัยและพัฒนายางเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญทำให้การปลูกแทนในพื้นที่ปลูกยางเดิมและการปลูกใหม่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบความสำเร็จมากขึ้น |
|||
|
|
|||
|
ยางพาราส่วนใหญ่ของไทยจะส่งไปจำหน่ายต่างประเทศในรูปของยางแผ่นรมควัน
ยางแท่ง และน้ำยางข้นซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้รับการพัฒนาความความต้องการของตลาด
ผู้ผลิตและผู้ส่งยางออกของไทยเป็นผู้ผลิตและพัฒนาการตลาดเป็นส่วนใหญ่ บุคคลที่มีบทบาทในการพัฒนาการค้ายางของไทยในยุคแรกคือ
นายอินต๋อง แซ่หลี บริษัทเต็กบี้ห้าง จำกัด |
|
||
| นายอินต๋อง
แซ่หลี เป็นผู้บุกเบิกขยายตลาดส่งออกยางพาราของไทยให้กว้างขึ้น ทั้งในทวีปเอเซีย
อเมริกา และยุโรป โดยเป็นคนแรกที่ส่งยางพาราไปขายที่สหรัฐอเมริกา จากเดิมที่สมัยนั้นยางของไทยส่งไปขายเพียงในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์เท่านั้น
การส่งยางไปสหรัฐอเมริกาสมัยนั้น นายอินต๋อง แซ่หลี ต้องเช่าเรือฉลอม จาก จ.สงขลา
นราธิวาส และปัตตานี ลำเลียงยางไปส่งที่เกาะสมุย และได้เช่าเรือของบริษัทเดินเรือ
ISTHMIAN ในปี 2492 เพื่อขนส่งยางไปสหรัฐอเมริกา นับเป็นเรือลำแรกที่ขนส่งยางไทยไปสหรัฐอเมริกา
ในระยะต่อมา บริษัทยางไทยปักษ์ใต้ เป็นบริษัทแรกที่ขายยางให้แก่สาธารณรัฐประชาชนจีนและกลุ่มประเทศในยุโรป
นอกจากนี้บริษัทเต็กบี้ห้างเป็นบริษัทแรกที่ร่วมมือกับผู้ซื้อยางจากประเทศญี่ปุ่นพัฒนายางของไทยทำให้คุณภาพยางของไทยดีขึ้นกว่าเดิม
จากยางที่จำหน่ายในราคาที่ต้องลดราคาลงเป็น จำหน่ายในราคาที่เพิ่มสูงขึ้น นายอินต๋อง แซ่หลี เป็นผู้ริเริ่มและพัฒนาให้บริษัทยางไทยปักษ์ใต้ จำกัด นำวิธีการใหม่มาใช้ในโรงรม เช่นลังเหล็ก เก๊ะเหล็ก และรถฟอร์คลิฟท์ เป็นต้น และบริษัทเต็กบี้ห้าง เป็นบริษัทรายแรกของไทย ซึ่งประสบความสำเร็จในการผลิตยางแท่ง และเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาบุคคลกรในวงการยางพาราของไทย ซึ่งในปัจจุบันเจ้าของบริษัทส่งออกยางหลายๆท่านต่างก็ได้รับความรู้ความสามารถและประสบการณ์ด้านยางพารามาจากบริษัทนี้เช่นกัน |
|||
|
|
|||
|
|
นายมานะ รักวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางของไทย เริ่มมาประมาณ 50 ปี
ส่วนใหญ่เป็นการดำเนินงานของภาคเอกชน อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางเริ่มขยายตัวอย่างชัดเจนเมื่อมีการตั้งโรงงานผลิตยางล้อครั้งแรกในปี
2505 ต่อมาอุตสหกรรมผลิตภัณฑ์ยางมีการขยายตัวมากขึ้นในปี 2520 ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยางได้จัดตั้งกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง
ภายใต้สังกัดสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นศูนย์รวมในการประสานงานเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางของไทย |
||
|
ที่มา : ข่าวกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง
ปีที่ 38 ฉบับที่ 141
|
|||
|
|
|||
|
นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ที่สุดของโลก มีศักยภาพการผลิตปีละ 2.0 ล้านตัน ผลผลิตดังกล่าวมาจากสวนยางขนาดเล็กที่มีเนื้อที่สวนยาง 13-15 ไร่ กว่าล้านสวน ไทยเป็นผู้ผลิตยางรายใหญ่แต่ระบบตลาดยางพาราของไทยยังไม่มีประสิทธิภาพ เกษตรกรชาวสวนยางเป็นผู้ด้อยโอกาสทางการตลาด ไม่มีการแข่งขันที่เสรีและไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องราคา คุณภาพ และน้ำหนัก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ฯพณฯ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในขณะนั้นได้ตระหนักถึงความสำคัญเร่งด่วนที่ต้องพัฒนาระบบตลาดยางพาราของไทย โดยให้สถาบันวิจัยยางจัดตั้งตลาดกลางยางพาราขึ้นแห่งแรกที่ศูนย์วิจัยยางสงขลา เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2534 เป็นต้นมา |
|
||
|
นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยี ศูนย์วิจัยยางสงขลา ในขณะนั้นเป็นผู้ริเริ่มให้มีการจัดตั้งตลาดกลางยางพาราระดับท้องถิ่น เพื่อสนองนโยบายเป็นแห่งแรกที่ศูนย์วิจัยยางสงขลา โดยนายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ ได้มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักตลาดกลางยางพาราเป็นคนแรก เปิดให้บริการห้องค้ายาง ซื้อขายยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง และน้ำยางข้น โดยวิธีเสนอราคา เปิดตลาดกลางยางแผ่นดิบ ให้บริการซื้อขายยางแผ่นดิบโดยวิธีการประมูล บริการคลังสินค้าที่ได้มาตรฐานสากล พร้อมอุปกรณ์และเครื่องมือที่ทันสมัย นอกจากนี้ตลาดกลางยางพารายังเป็นผู้รวบรวม วิเคราะห์ ติดตามประเมินสถานการณ์การผลิต และราคายาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ การจัดตั้งตลาดกลางยางพาราทำให้เกษตรชาวสวนยางขายยางได้ราคาสูงกว่าราคาที่ซื้อขายกันตามตลาดท้องถิ่น และช่วยพัฒนาคุณภาพยางแผ่นดิบ ของประเทศเพราะยางที่นำเข้าตลาด จะต้องผ่านการคัดคุณภาพจากเจ้าหน้าที่ของตลาด |
|||
|
ที่มา : ศูนย์วิจัยยางสงขลา และสำนักตลาดกลางยางพารา
จังหวัดสงขลา
|
|||
|
|
|||